ดร.สืบสาย บุญวีรบุตร

ดร.สืบสาย บุญวีรบุตร
ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยาการกีฬา

นักกีฬาบางคน ตอนซ้อมทำผลงานได้ค่อนข้างสม่ำเสมอ ทำได้ร้อยเปอร์เซ็นต์เลยก็ว่าได้ ส่วนอีกคนตอนซ้อมผลงานไม่ค่อยดี ทำได้ไม่ถึง 60 เปอร์เซ็นต์ด้วยซ้ำ แต่พอถึงเวลาแข่งขัน คนเก่งก็ยังคงทำผลงานได้ตามฟอร์มที่ซ้อมมาร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่คนที่ทำผลงานได้ไม่ค่อยดีกลับทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมเกินร้อยเปอร์เซ็นต์เลยด้วย?ซ้ำไป

นี่คือข้อเท็จจริงที่อาจจะสร้างความสงสัยว่า เรื่องเช่นนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร แต่สำหรับวงการกีฬาแล้ว “จิตวิทยาการกีฬา” มีคำตอบ

ย้อนไปเมื่อราว 25 ปีที่แล้ว… เมื่อเอ่ยถึง “จิตวิทยาการกีฬา” แทบจะไม่มีใครรู้จักเลย แม้กระทั่ง วิทยาศาสตร์การกีฬา ก็ยังไม่ค่อยจะคุ้นหู

“โชคดีมากค่ะ ที่ได้มีโอกาสไปเรียนสาขานี้” ดร.สืบสาย บุญวีรบุตร อดีตนักยิมนาสติกสาวทีมชาติไทยสมัยเอเชี่ยนเกมส์ครั้งที่ 8 เล่าให้ฟังถึงการเริ่มเข้าไปเรียนรู้ในด้านจิตวิทยาการกีฬาในยุคบุกเบิกของบ้านเรา

ดร.สืบสาย ยังทำหน้าที่โค้ชกีฬายิมนาสติกควบคู่ไปด้วย ซึ่งเป็นกีฬาที่ต้องใช้ทุกส่วนของด้านร่างกายมาประสานกัน ทั้งการมอง การได้ยิน การสัมผัส และสิ่งที่สำคัญที่สุดคือ ?ความเชื่อมั่น? เพราะไม่ว่าจะทำอะไรก็ตาม จะใช้ท่าไหน ยาก ง่าย แค่ไหน เล่นกับอุปกรณ์ชนิดใด จึงต้องพยายามหาข้อพิสูจน์จากประสบการณ์ด้วยตัวเอง

“ตอนที่เรียน ศาสตร์สาขาอื่นๆ มีคนไทยไปเรียนกันบ้างแล้วค่ะ แต่ยังไม่มีใครเรียนทางด้านจิตวิทยาการกีฬาเลย จึงตัดสินใจเลือกสาขานี้ ซึ่งเป็นศาสตร์ใหม่สำหรับวงการกีฬาในบ้านเรา ในตอนนั้นคิดแค่เพียงว่า ต้องการสิ่งที่เป็นประโยชน์ในการกลับไปพัฒนาวงการกีฬาของไทยให้ดียิ่งขึ้นเท่านั้น”…?

พอได้เริ่มศึกษาเธอจึงทราบว่า จิตวิทยาด้านอื่นๆ ที่เคยเรียนมานั้นแตกต่างกันโดยสิ้นเชิงกับจิตวิทยาการกีฬา เพราะนักกีฬาจะมีเป้าหมายที่ชัดเจน มีการฝึกซ้อมและแข่งขัน เมื่อแข่งขันเสร็จก็ต้องกลับมาซ้อมใหม่ วนซ้ำไปเรื่อยๆ มีการวัดผลจากการแข่งขัน ตามทฤษฎีก็ได้บอกไว้อย่างชัดเจน

พอกลับมาเมืองไทยในปี พ.ศ. 2534 ช่วงนั้นกำลังจะมีการแข่งขันซีเกมส์ที่ประเทศสิงคโปร์ในปี พ.ศ. 2535 ซึ่ง ดร.สืบสาย เป็นผู้อำนวยการกองทดสอบสมรถภาพ โดย คุณวัลภา ไชยยงค์ ซึ่งเป็นผู้ใหญ่ในหน่วยงานได้เล็งเห็นวิสัยทัศน์ในเรื่องนี้ จึงให้โอกาส ดร.สืบสาย นำวิชาความรู้จากที่ไปเรียน กลับมาใช้จริงให้สมกับความตั้งใจ

ในช่วงแรกต้องฟันฝ่าอุปสรรคมาก เพราะจิตวิทยาการกีฬาเป็นเรื่องใหม่ในเมืองไทย คนยังไม่ค่อยรู้จักแขนงนี้ รู้จักแต่พวกจิตวิทยาการเรียนรู้ จิตวิทยาการสอน จิตวิทยาพัฒนาการ ซึ่งเป็นสิ่งที่มีการเรียนการสอนให้นักเรียนอยู่แล้ว พอนำมาเข้ากับทีมกีฬา พบว่ามีทั้ง 3 ระดับ คือ เปิดรับด้วยความเต็มใจ, เปิดรับเพราะให้รู้ว่าเป็นของใหม่ และปิดไม่รับเลย

ต่อมาในปี พ.ศ.2539 ซีเกมส์ที่เชียงใหม่ ช่วงนั้น ดร.สืบสาย เดินทางเพื่อบรรยายตามที่ต่างๆ เยอะมาก พอได้เริ่มเข้าไปมีส่วนร่วมในทีมกีฬาจริงๆ โดยเริ่มกับทีมฟุตบอล ชุดดรีมทีม ทั้งโค้ชและนักกีฬาเปิดรับอย่างเต็มที่ ผลตอบรับก็เริ่มออกมาดี ถึงแม้จะยังไม่ค่อยเห็นภาพที่ชัดเจนมากนัก เพราะทำได้ไม่ต่อเนื่อง จากตารางการฝึกซ้อม และปัจจัยอีกหลายๆ อย่างยังเป็นอุปสรรคสำคัญอยู่

ในช่วงปลายปีนั้น คณะกรรมการโอลิมปิก ได้สั่งห้ามทำออฟฟิศจิตวิทยาในการแข่งขันซีเกมส์ที่เชียงใหม่ ด้วยเหตุผลที่ว่า คนอื่นจะคิดว่านักกีฬาไทยเป็นโรคจิต ซึ่งตอนนั้นก็เริ่มเข้าไปในทีมยิมนาสติก ทีมตะกร้อ และอีกหลายๆ ทีม ที่เปิดรับในจิตวิทยาการกีฬา

ปัญหาสำคัญในช่วงแรกคือ เรื่องการยอมรับสิ่งที่บอกหรือให้คำแนะนำไป จะทำหรือไม่ทำก็ไม่รู้ โดยส่วนมากผู้หญิงจะมีเปอร์เซ็นต์ปฏิบัติตามมากกว่า และนั่นยังบอกอีกว่าเพศก็เป็นตัวแปรที่สำคัญมาก โดยส่วนมากผู้ชายจะแสดงออกถึงความเข้มแข็ง ซึ่งในบางครั้งสิ่งที่แสดงออกมานั้นเป็นแค่เพียงเปลือกนอก แต่ภายในจิตใจกลับมีความอ่อนแอ อ่อนไหวได้ง่ายก็มี

จิตวิทยา คือกระบวนการของความคิด อารมณ์ การประเมินตนเอง การทำความรู้จักตนเอง ดังนั้นมนุษย์ทุกคนจึงแตกต่างกัน มีวิธีคิดที่แตกต่างกัน นักจิตวิทยาจะคอยนำทางโดยให้ตัวเลือกต่างๆ และบอกผลของตัวเลือกนั้นๆ โดยในที่สุด การตัดสินใจเลือกปฏิบัติทั้งหมดจะอยู่ที่ตัวของนักกีฬาเอง…

“เมื่อย้อนกลับไปตอนที่เรียนจบกลับมา นักจิตวิทยาการกีฬาในเมืองไทยนั้นมีน้อยมาก เท่าที่ทราบตอนนั้นมีแค่ 3 คน ซึ่งไม่เพียงพอกับนักกีฬา แต่ในปัจจุบันนักจิตวิทยาการกีฬามีมากขึ้นถึง 200-300 คน แต่ก็ยังมีปัญหาอื่นๆ ตามมาอีก เรื่องความเข้าใจในตัวนักกีฬา การมีประสบการณ์ และวัยที่สูงกว่าตัวนักกีฬาเอง เพราะบางครั้งนักกีฬาก็ต้องการคนที่น่าเชื่อถือ พูดภาษาเดียวกับเขา รับฟังแล้วเข้าใจถึงปัญหา ว่าอาการบาดเจ็บเป็นอย่างไร การแข่งขันเป็นอย่างไร การฝึกซ้อมเป็นอย่างไร ความกดดันจากคนรอบข้างเป็นอย่างไร ถ้าตัวนักจิตวิทยาการกีฬามีความเข้าใจหรือมีประสบการณ์ก็จะทำให้เข้าใจปัญหาของนักกีฬาได้มากขึ้นด้วย”… ดร.สืบสาย เผยถึงปัญหาและอุปสรรคสำคัญของนักจิตวิทยาการกีฬาในบ้านเรา

จิตวิทยากับนักกีฬาเป็นสิ่งที่สำคัญ กับกีฬาทุกชนิด ทุกประเภท โดยเฉพาะ กอล์ฟ เป็นกีฬาที่ต้องต่อสู้กับตนเอง ถึงแม้ว่านักกีฬาจะซ้อมมาเป็นร้อยๆ เป็น พันๆ ครั้ง แต่พออยู่ระหว่างการแข่งขัน หลุมบางหลุมที่คิดว่าไม่ชอบเลย์เอ้าท์ ไม่ถนัด หรืออยู่ในสถานการณ์ที่มีความกดดัน มีน้ำมาขวางบ้าง มีทรายมาดักหน้าบ้าง หลังบ้าง จะทำให้ตัวนักกีฬาเริ่มคิดเยอะมากกว่าปกติ ความผิดพลาดก็สามารถเกิดขึ้นมาได้ ใครที่สามารถควบคุมสภาพจิตใจให้นิ่งเป็นปกติได้มากกว่า คนนั้นก็จะสามารถทำผลงานได้ดี

ในปัจจุบันนักกอล์ฟอาชีพแทบจะมีนักจิตวิทยาส่วนตัว หรือสถาบันกอล์ฟต่างๆ ก็จะมีนักจิตวิทยาอยู่ประจำด้วยเสมอ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าจิตวิทยาการกีฬาเป็นสิ่งที่นักกีฬาในสมัยนี้ให้ความสนใจและให้ความสำคัญมากขึ้นที่จะต้องมีการพัฒนาฝีมือของตนเอง ควบคู่ไปกับการควบคุมสภาพจิตใจภายใต้สภาพที่มีความกดดันในสถานการณ์ต่างๆ ให้ดีที่สุด เพื่อให้สมองไม่คิดเยอะหรือน้อยเกินไป จนไม่สามารถเล่นช็อตต่อไปได้อย่างปกติ ซึ่งอาจจะเคยฝึกซ้อมมามากเป็นพันเป็นหมื่นครั้งแล้วก็ตาม

ดร.สืบสาย ยังแนะนำเคล็ดการดูแลสุขภาพเพิ่มเติมอีกว่า… เมื่อสุขภาพกายมีความแข็งแรงแล้ว สุขภาพจิตใจเราก็จะดีตาม

“ตอนนี้ตั้งเป้าหมายไว้ว่า จะเดินให้ได้วันละหนึ่งหมื่นก้าวเป็นอย่างน้อย เป็นการออกกำลังที่ง่าย เหมาะสมกับวัย ไม่หักโหมเกินไป, ส่วนด้านจิตใจนั้นก็จะฝึกทำสมาธิ บางคนอาจจะมองดูว่าอายุเยอะหรือเปล่าต้องเข้าวัดนั่งสมาธิ… อยากจะบอกไว้อย่างหนึ่งว่า เมื่อเรามีสมาธิที่ดี การทำสิ่งต่างๆ ที่ตั้งเป้าหมายไว้ก็จะง่ายขึ้น ทำได้เยอะขึ้น และที่สำคัญก่อนที่จะไปบอกหรือแนะนำใคร เราต้องลองปฏิบัติก่อน เพื่อทำความเข้าใจกับผลจากการปฏิบัติได้อย่างลึกซึ้ง แล้วการถ่ายทอดสู่ผู้อื่นก็จะยิ่งง่าย ได้เห็นผลลัพธ์ชัดเจนอย่างแน่นอนค่ะ”