สัพเพฯ กอล์ฟ

ซีเกมส์ กับความบาดหมางที่ฝังลึก

ซีเกมส์กับความบาดหมางที่ฝังลึก

ในขณะที่เขียนต้นฉบับอยู่นี่ “ไทยเรา”อยู่อันดับสองรองจาก”มาเลเซีย”อยู่เป็นกระบุงโกยแต่กับกองทัพตระกูล”เหงียน”ห่างแค่เหรียญเดียว ในสายตาของคนไทยเรานั้นการจัดการแข่งขันจาก 10 คงได้ไม่ถึงครึ่งคือเต็มที่ก็ 4 คะแนนก็มากเกินอันความจริงก็อย่างที่เราดูทางสื่อหลายๆทาง เหมือนทุกประเทศจะโดนเหมือนกันแทบจะทั้งสิ้น จะด้วยความที่บ้านนี้เมืองนี้ไม่ได้จัดอะไรแบบนี้มานานแสนนานแล้ว หวยมาลงที่เขา แทนที่จะเป็นอีกประเทศ

ลองมองตามครูไก่นะครับ ด้วยเวลาที่จำกัดจำเขี่ยมาเลเซียกล้าที่จะบอกว่า “จ้าวเหรียญทอง”แล้วก็เป็นอย่างที่คิดเสียด้วยแค่ ณ เวลาปัจจุบันกดไปเป็นร้อยเหรียญเข้าไปน่าน เราเองก็ต้องระวังเวียดนามเขามาแล้ว และก็ดูดีเสียด้วยจากที่เขาเห็นการพลาดเหรียญที่เคยเป็นของเราด้วยคู่แข่งที่เป็นนักกีฬาที่มาจากตระกูลเหงียน บอกตรงๆ “หนาว” นั่นคงเป็นเพราะผู้คนเริ่มสงบสุขมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น กีฬาคือสิ่งที่จะตามมา กลับมาที่ “มาเลเซีย”ดูว่าเขาจะทำทุกอย่างเพื่องานนี้ หลายกีฬาที่ต้องตัดสินด้วยสายตาก็จัดเต็มเขาทำได้จริง จะว่าค้านสายตาหรือบ้านเราเรียก “โกง”ก็ตามสบาย

ว่ากันว่ากีฬาจะเน้นบ่อเกิดของความสามัคคีในหมู่คณะหรือภูมิภาคแต่นี่กลับเป็นความเคลือบแคลงใจของผู้คนเสียมากกว่า จากเคลือบแคลงจะปรับตัวสู่บาดหมาง สุดท้ายกลายเป็น “แค้นฝังหุ่น” รอเวลาชำระแค้นในอีกสองปีข้างหน้า คงต้องทำใจครับเมื่อเขาลงทุนย่อมต้องการมีผลกำไรตามมา อะไรที่จะเก็บได้ก็ตามที่เราเห็นทุกเม็ดทุกดอกที่ออกอาวุธจากเฉียดเป็นโดน หรือจากโดนเบาก็หนักในสายตาของเขาครับ

อีกชนิดกีฬาที่ถือว่าเป็นเหรียญใหญ่เหรียญยักษ์ของภูมิภาคคือ “ฟุตบอล” แล้วเราต้องมาป๊ะกับเจ้าภาพเสือเหลืองในรอบชิงบอกได้เลยงานนี้มีตายกันไปข้างนึง ของเราเป็นแชมป์มาหลายครั้งหลายครา แล้วเป็นที่น่าหมั่นไส้ของทุกทีมหลายประเทศจ้องจะล้มทีมเราให้จงได้ ส่วนเราไม่ต้องพูดอะไรกันมากทุกคนแทบจะเป็นโรคประสาทรับประทานกันเข้าไปแล้ว โดยเฉพาะผู้จัดการทีมที่เป็น “สตรีเหล็ก”ทั้งสองชุด ทีมหญิงก็อดไปแล้ว เหลือทีมชายเราจะต้องเจอกับอะไรกันบ้าง…?

ความจริงก็สนุกนะเวลาเห็นความอยุติธรรมที่อยู่ในสายตาในรูปแบบของการแข่งขัน ถ้าเขากล้าทำเราก็ทำใจกันดีกว่า จะเป็นตายร้ายดีอย่างไรก็สนุกกันต่อไปเชียร์ตามสมควรแก่อารมณ์ดีกว่า แต่สิ่งที่อยากฝากไว้คือความ “บาดหมาง”ที่ไม่จบไม่สิ้นไปกับการแข่งขัน มันก่อเกิดทุกๆสองปีเรื่องนี้ต้องมาพูดคุยกันในระดับชาติแล้วครับ ขืนเป็นแบบนี้จากสามัคคีจะกลายเป็น “สนามรบ”เสียมากกว่า ใครจะคิดเช่นไรผมว่าน่ากลัวมากครับ ถ้าเป็นเช่นนี้ไปเรื่อยๆ…
โรงเรียนแห่งแรกของชีวิต “ครอบครัว”

ครอบครัวนับเป็นโรงเรียนแห่งแรกของคนเรา ถ้าใครลืมเรื่องนี้ไปก็คงเตรียมตัวเตรียมใจกับ “นรกบนดิน”ได้เลย “ครอบครัว” นับเป็นที่อบรมบ่มนิสัยถึงสันดานที่จะนำพาชีวิตไปสู่ ณ แห่งหนตำบลใดบนโลก จะเป็นบ้านเมืองเหมือนมนุษย์ทั่วๆไปหรือจะเป็น “คุกหรือตะราง”อย่างที่เห็นกัน บางคนชอบที่จะโทษฟ้าฝนเจ้าพ่อโน่นเจ้าแม่นี่ว่า “ส่งใครมาเป็นลูกเป็นหลาน” เวลาเกิดปัญหา แต่ลืมนึกไปว่า “เราเลี้ยงเขาอย่างไร”

อยากจะยกตัวอย่างในหลายครอบครัวที่พบเจอมา เวลาลูกๆมีปัญหาแล้วต้องร้องถึงพ่อแม่ จะต้องมีหนึ่งในสองที่เป็นจุดบอดของครอบครัวไม่พ่อก็แม่นี่แหละที่สร้างความผิดปกติขึ้น จะด้วยสาเหตุใดก็ช่างจะรักมากเกินหรืออะไรก็ช่างมันเป็นเช่นนั้นจริงๆ ในรายที่ลูกหลานได้ดังใจทั้งพ่อทั้งแม่ก็จะเป็นอีกรูปแบบ พวกนี้จะพูดคุยอย่างมีเหตุมีผลยอมรับความเป็นไปของลูกๆเสมอ ถูกก็ว่ากันไปชมแต่พองาม ผิดก็มีการว่ากล่าวตักเตือนพร้อมลงโทษบางครั้ง เด็กๆในครอบครัวเช่นที่ว่านี้ร้อยทั้งร้อยจะมีอนาคตที่น่ารักน่าสนใจเสมอ เรียนจบตามมาตรฐานของเวลา อยู่ในสถาบันที่น่าเรียนและมีความเชื่อถือว่า “เป็นคนดีของสังคมในอนาคต”
จากเหตุการณ์ที่เราพบเห็นกันอยู่เป็นประจำวันคือ “ความรุนแรง”ทางสังคม อย่างเช่นเริ่มริเป็นขโมยเป็นโจรตั้งแต่อายุยังน้อย อายุยังไม่เท่าไหร่ก็สามารถก่อคดีที่เราคาดไม่ถึงหลายๆคดีที่มีความรุนแรงถึงชีวิตก็มักจะมาจาก “เยาวชน” เด็กพวกนี้หากจะนับว่าเขายังเป็นคนดีอยู่หรือเปล่า…? ครูไก่เองในใจเลยนะ “เป็นคนดีครับ”แต่น้อยมาก…แล้วปล่อยเวลาให้เนิ่นนาน คนที่มีชีวิตแบบเราๆท่านๆจะอยู่แบบไม่เป็นสุขต้องคอยระแวดระวังกันแทบจะทุกนาทีของลมหายใจ

ถึงเวลาที่เราจะต้องเอาจริงกับครอบครัวที่ปล่อยปละละเลยลูกหลานเสียที ครอบครัวใดมีสมาชิกเป็นพวกนอกรีตนอกรอยคงต้องมีส่วนรับผิดชอบโดยทางตรง ลูกจะดีหรือจะเลวครอบครัวนี่แหละเป็นต้นเรื่องทั้งหมด สังคมเป็นเพียงส่วนประกอบเท่านั้นเอง ครูไก่มีพรรคพวกทีมีบ้านช่องอยู่ในแหล่งชุมชนที่ล่อแหลมต่อชีวิต ในชุมชนแห่งนี้มีทุกอย่างให้เลือกสรร จะเป็นอะไรก็ช่างครอบครัวนี้เอาตัวรอดจากนรกที่ว่าได้ เท่านั้นยังไม่พอครอบครัวยังมอบอนาคตให้ลูกๆทั้งคู่นั่นคือเด็กใกล้จบ “หมอ”เต็มที่แล้วครับ

แบบนี้เราจะคิดได้ไหมว่า “ครอบครัว”นี่แหละคือศูนย์รวมของสุขและทุกข์ในอนาคตกันได้หรือเปล่า ครอบครัวที่ว่านั้นไม่ได้เอาแต่ผู้ที่เป็นสายเลือดเดียวกันนะครับ ครูไก่ว่าใครก็ตามที่มาอยู่รวมกันจะด้วยประสงค์อะไรก็ช่าง มีชีวิตที่ต้องรับผิดชอบซึ่งกันและกัน รับรู้รับฟังทุกข์และสุขของอีกฝ่าย แบบนี้แหละครับคือครอบครัวที่ “ร่วมชะตากรรม” แต่กับผู้ที่สืบสายเลือดก็ไม่ต้องพูดถึงนี่คือ “สายตรง”ของโรงเรียนครับ….

ครูไก่ ลำพอง ดวงล้อมจันทร์