เลี้ยงเด็กยากขึ้นทุกวันจริงป่ะ
เลี้ยงเด็กยากขึ้นทุกวันจริงป่ะ
ในฐานะของ “ครู” การเรียนการสอนมันต้องคิดให้รอบคอบทุกทิศทุกทาง ถึงแม้เป้าหมายหลักคือ “ทักษะ” ของสิ่งที่สอบ “ครู” จะต้องตอบคำถามที่เด็กรับรู้รับฟังมาจากชีวิตของเด็กเอง คำถามบางคำอยากจะ “บ้องหู” คนถามเมื่อได้ยิน แต่ก็อย่างว่า เราคือ “ครู” การสอนเป็นขั้นเป็นตอน “ครู” จะควบคุมทุกอย่างได้ในเวลาที่จำกัด
ผมได้สอนผู้คนมาหลายรุ่น จากนักเรียนรุ่นแรก ณ ปัจจุบันเป็นคุณปู่คุณย่ากันไปหมดแล้วครับ จากรุ่นแรกสู่รุ่นสองถึงรุ่นสาม หลายคนมักมีคำถามว่า “ครู รุ่นที่สอนยากที่สุดคือ…?” ก็จะบอกเสียเลยว่ายากสุดคือ “รุ่นปัจจุบัน” จะด้วยอะไรก็ตาม เด็กในปัจจุบัน “ไม่เอาถ่าน” กันเสียเลย เรื่องของทักษะทางกีฬาก็พอรับได้นะ แต่กับความตั้งใจมีน้อยมากเมื่อเทียบกับรุ่นก่อนหน้า ดังนั้นมักจะมีเด็กจำนวนไม่น้อยที่เข้ามาเรียนแล้วไม่ได้รับโอกาสในครั้งต่อไป หรือบางคนก็เรียนได้แค่ 10 นาที ครูคนนี้ก็จะไม่สอน แล้วก็เรียนเชิญให้มาทางไหน ช่วยไปทางเดิมเลยก็มี
แล้วกับอะไรที่ครูไก่เห็นจากอดีตสู่ปัจจุบัน จากคนเก่าสู่คนใหม่ที่เปลี่ยนกันมาเป็นชุดๆ นั่นคือ “พี่เลี้ยงเด็ก” ในอดีตนั้นพี่เลี้ยงเด็กถือว่าเป็นส่วนหนึงของครอบครัวก็ว่าได้ “พี่เลี้ยง” กับผู้ปกครองแทบจะเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน หลายครั้งคนเลี้ยงเด็กมีเหตุผลและข้อมูลดีกว่าพ่อแม่เสียอีกครับ แล้วก็แน่นอนที่สุด สายตาของ “ครู” มักจะไม่พลาดในการมอง เรามักชมคนเลี้ยงให้ผู้ปกครองฟัง ถ้าเห็นว่าควรทำ หรือตำหนิหรือสวนบ้างในบางเวลา แต่พอมองมาถึงรุ่นปัจจุบันนั้นก็แปลกไปอีกแบบ
การเลี้ยงในยุค IT นั้นมันต้องเป็นไปตามยุคตามสมัยหรือเปล่า…? นั่นคือ เมื่อพี่เลี้ยงพาเด็กมาสนาม ถ้ายังไม่ถึงเวลาเรียนก็ “ทั้งพี่เลี้ยงและเด็กเล่นมือถือ” ส่วนใครจะไปสายไหนก็สุดแล้วแต่จะคิด บางคนถึงขนาดเสียบหูฟัง นั่งก้มหน้าไม่สนเวลา ยิ้มร่ากับไลน์ แล้วแบบนี้เราจะทำกันอย่างไรกันดี ณ ปัจจุบันนั้น พี่เลี้ยง “นำเข้า” มีเพียบ เด็กไทยโตได้ด้วย “อาเซี่ยน” ครับ มึนมากเวลาที่เขาคุยกับเรา ไม่รู้เรื่องอะไรเลย… เราพูดพี่แกรู้หมด แบบนี้เรียกว่า “เขารู้เราบ้อหล่า” ถ้ารบกัน 100 ครั้ง แพ้ 200 ครั้ง… ในปัจจุบันเด็กๆ หนักไปทางก้าวร้าวมากขึ้นทุกวัน ประมาณว่าเด็ก 10 คน จะมีเรียบร้อยและตั้งใจไม่ถึงครึ่ง ส่วนที่เหลือก็กรรมใครกรรมมัน
อะไรที่ทำให้เด็กๆ เลี้ยงยากขึ้นทุกวัน…? ความคิดของครูไก่คือ “เด็กอยู่กับความโกหกหลอกลวงมากขึ้นครับ” จากครอบครัวที่รับเอา IT มาใช้ เด็กกลับเอาไปเล่นเกมส์ที่รุนแรง ฆ่าแกงกันแทบจะทั้งเกมส์ อีกข้อคือการที่เด็กถูกเลี้ยงแบบ “ไข่ในหิน” มีคนเอาอกเอาใจตลอด 24 ชั่วโมง ครั้งพี่เลี้ยงจะสอนให้ได้ดิบได้ดี ก็คงเสี่ยงกับการตกงานตกการ ก็ตามน้ำไปดีกว่า… คิดซะว่าเลี้ยงลูกเราแล้วมีแต่เสียตังค์ เลี้ยงลูกคนอื่นได้ตังค์ งั้นก็ควรทำสิ่งที่ควรทำเพื่อชีวิตและอนาคตก็แล้วกัน
เชื่อว่ามีหลายคนคิดแบบนี้จริงๆ การจะเห็นพี่เลี้ยงหรือแม่บ้านอยู่กันเป็นนานสองนานคงยากมาก หรือเดี๋ยวนี้คนเรามีจุดเดือดต่ำมาก แค่มองหน้ามองตากันก็พาลจะฆ่าแกงกันซะงั้น ทั้งหลายทั้งปวงคงมาตาม ชีวิตที่เป็นมาก่อนหน้านั้น เวลาเห็นข่าวคราวที่ไม่น่าจะเกิดขึ้นได้ กลับกลายเป็นเรื่องยุ่งยากของสังคมไปซะ… อย่างไรก็ตาม อย่าให้พวกมีอำนาจในทางมิชอบ “เกิดสติแตกขึ้นมา” แล้วสั่งยิงกันเป็นเรื่องสนุก แต่ก็อยากเห็น “จรวด” หรือหัวรบอะไรทำนองนั้น พุ่งผ่านไปมาดูทีรึว่า “คนที่ชอบความรุนแรง” มันจะอยู่อย่างไร ทั้งผู้นำ “สหรัฐ” และ “เกาหลีเหนือ” ตอนเด็กๆ เขาเป็นอย่างไร เขาถูกเลี้ยงแบบไหน เอาเป็นว่า “ถ้าการรบพุ่งมีจริงอีกรอบ เราจะไปอยู่ในฝ่ายใด” เหมือน “ฟุตบอล” ขนาดที่โน่นชนะ แต่เราโดนซะงั้น ก็มันเล่นต่อกันบานเบิก แต่อย่าลืม ชีวิตจริงไม่มี ป.ป. หรือ ครึ่งควบลูก ก็ถ้าต้องรบพุ่งกันจริง ขออย่าให้พวก “ไร้สาระมาตัดสินเลย”
ครูไก่ ลำพอง ดวงล้อมจันทร์
