สมชาย เบญจรงคกุล

สมชาย เบญจรงคกุล
รองประธานกรรมการ
บริษัท เบญจจินดา โฮลดิ้ง จำกัด
“ซื่อสัตย์ รับผิดชอบ”

คุณพ่อของผมเคยทำงานในบริษัทขายฟิล์มและกล้อง นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่เข้ามาในบ้านเราก็ต้องไปซื้ออุปกรณ์ต่างๆ ที่นั่น จนทำให้ท่านได้พบปะกับฝรั่งที่เข้ามาหาคนติดตั้งเสาวิทยุสื่อสารตามค่ายทหารอเมริกัน คุณพ่อเองถึงแม้จะไม่เคยมีประสบการณ์โดยตรง แต่ก็มองเห็นโอกาส จึงรับทำงานนี้ และพยายามเรียนรู้จนได้รับความไว้วางใจ ให้เป็นตัวแทนจำหน่ายวิทยุสื่อสารของโมโตโรล่า และวางเครือข่ายทั่วประเทศ ให้กับหน่วยงานราชการ ซึ่งสมัยก่อนนั้นอุปกรณ์สื่อสารยังได้รับอนุญาตให้ใช้เฉพาะกลุ่ม ส่วนใหญ่เป็นหน่วยงานของราชการ ทหาร ตำรวจ นับเป็นจุดเริ่มต้นในการทำธุรกิจทางด้านสื่อสารของครอบครัวเรา

ในห้องชั้นสองของตึกแถวที่เราอาศัยอยู่ เต็มไปด้วยกล่องสินค้า คุณพ่อขายเกือบทุกอย่าง ที่เกี่ยวกับทหาร เช่น รองเท้าบู้ท หมวก ชุด ฯลฯ แต่ประเภทเดียวที่คุณพ่อไม่ขายเลยก็คือ อาวุธ ท่านบอกว่า มันเป็นบาป, สินค้าเหล่านี้เป็นเรื่องสนุก เพราะทุกอย่างคือของเล่นสำหรับผม อะไรที่ขายก็หยิบจับเอามาเล่นก่อนส่ง ใส่รองเท้าบู้ท ใส่หมวกทหาร แต่งชุดทหาร ทั้งๆ ที่ขนาดใหญ่เกินตัวไปเยอะ แล้วเราก็ไม่ต้องไปไหน มีของเล่นที่ดีกว่าคนอื่น เพราะเป็นของจริงเลย ได้เล่นสนุกกันอยู่ในบ้าน

คุณพ่อมอบหมายหน้าที่ให้ลูกๆ ทุกคน พอกลับจากโรงเรียนถึงบ้าน ซึ่งเป็นบริษัทที่ทำงานด้วย พนักงานก็เลิกงานพอดี พวกเราจะช่วยกันกวาดพื้น เทขยะ ทำความสะอาด เช็ดโต๊ะ ล้างห้องน้ำ เพื่อเตรียมให้พร้อมสำหรับเปิดในวันรุ่งขึ้น และยังมีเวรผลัดกันขัดรองเท้านักเรียนให้ทุกคน รวมถึงของคุณพ่อคุณแม่ด้วย ส่วนวันเสาร์จะเป็นงานทำความสะอาดใหญ่ ต้องยกโต๊ะออก ลงแว็กส์พื้น ล้างห้องน้ำให้สะอาดไม่มีกลิ่น แต่งานทั้งหมดที่ทำนั้นพวกเราเด็กๆ กลับรู้สึกว่าทั้งหมดนี้เป็นเรื่องสนุก เป็นความสุขเหมือนกับได้เล่น ไม่รู้สึกว่านี่คืองานเลย

ชีวิตสมัยก่อนต่างจากสมัยนี้ตรงที่ คุณพ่อพูดอะไร ลูกๆ จะมีไม่การโต้แย้ง ไม่มีคำถาม บรรยากาศก็เรียบง่าย เพราะเราต้องทำตามคำสั่งที่ต้องปฏิบัติตามเพียงอย่างเดียว คุณพ่อสอนเสมอว่า เราไม่ได้เกิดมารวย เงินที่มีกินมีใช้เกิดจากการทำงาน ทุกคนต้องรู้จักคุณค่าของเงิน อยากใช้เงินต้องรู้จักทำงาน ท่านไม่ดุ แต่สายตาดุมาก เสียงก็ไม่ดัง แต่ถ้ามองใครแล้วสั่ง คนนั้นต้องทำตาม

คุณพ่อย้ายโรงเรียนให้ผมทุกสามปี เริ่มจากที่ศรีวิกรม์ รถโรงเรียนมารับตั้งแต่ตีห้าครึ่ง กลับบ้านก็มาส่งเป็นคนสุดท้าย เคยถามท่านว่าทำไมให้ไปเรียนที่นั่น คุณพ่อก็บอกว่าโรงเรียนเปิดใหม่ เจ้าของเป็นเพื่อนกัน ต่อมาก็ขยับเข้าในเมืองอีกนิดที่สหะพาณิชย์ ผมก็ถามอีกว่าทำไมพี่ชายกับน้องชายเรียนที่กรุงเทพคริสเตียน แล้วผมถึงไม่ไปอยู่ด้วย ท่านก็ตอบว่า เพราะโรงเรียนเปิดรับเด็กนักเรียนที่จบ ป.4 หรือ ป.7 ก็ต้องเรียนรอจนจบตามเกณฑ์ ถึงย้ายไปกรุงเทพคริสเตียน ก่อนจะไปเรียนต่อที่อเมริกา ซึ่งเคยคิดฝันไว้ว่าสักวันคงจะได้ไปเรียนต่อบ้าง แต่ไม่คิดว่าจะได้ไปแบบกระทันหัน

ผมตัวใหญ่ตั้งแต่เด็ก แล้วคุณพ่อก็ไม่ได้ถามด้วยว่าผมเรียนอยู่ชั้นไหน คาดคะเนจากขนาดตัวว่าโตขนาดนี้น่าจะจบมัธยมต้นแล้ว ก็คิดจะให้ไปเรียนต่อเมืองนอก ทั้งๆ ที่ผมยังเรียนไม่ถึง และการที่ต้องย้ายโรงเรียนบ่อยอาจจะเป็นเพราะท่านเห็นว่า ทุกครั้งที่ย้ายโรงเรียน ปีแรกผมจะสอบได้ในลำดับแค่เลขตัวเดียว แต่พอปีที่ 2-3 เริ่มมีเพื่อนเยอะ ผลการเรียนก็จะแย่ลงไปเรื่อยๆ ต้องย้ายโรงเรียน

คุณพ่อไม่ได้บอกล่วงหน้าว่าจะให้ไปเรียนต่อที่อเมริกา สั่งให้จัดเตรียมเสื้อผ้าให้มากพอสำหรับการพาแม่และอาไปเที่ยวรอบโลก จะได้ประหยัดไม่ต้องเสียค่าซักรีด แต่พอไปได้แค่ครึ่งทาง เราถึงที่ชิคาโก้ สหรัฐอเมริกา คุณพ่อก็โทรศัพท์มาหาคุณแม่ สอบถามเรื่องการเดินทาง คุยไปคุยมา ก็บอกว่าไหนๆ ไปแล้วก็ให้ผมเรียนที่นั่นเลย ผมใจหายวูบ เพราะไม่ได้เตรียมตัวเตรียมใจว่าจะต้องมาอยู่ยาว ไม่ได้ขอที่อยู่เพื่อนๆ ที่เมืองไทยเอาไว้ ติดต่อใครไม่ได้เลยสักคน ภาษาก็ยังพูดไม่ได้ จากเรื่องสนุกที่ได้ออกไปเที่ยว กลายเป็นเรื่องเศร้าที่ต้องไปเรียนอยู่ที่นั่นแบบไม่รู้เนื้อรู้ตัว

สมัยนั้นการติดต่อสื่อสารยังไม่เจริญแบบปัจจุบันนี้ วันไหนที่พี่ชายออกไปทำงาน ผมก็เหมือนอยู่ตัวคนเดียวในโลก ต้องอยู่แต่ในบ้าน ไม่กล้าออกไปไหน พูดกับใครก็ยังไม่ได้ ไปเริ่มเรียนก็ต้องอยู่ในห้องพิเศษที่เขาจัดเตรียมสำหรับเด็กที่มีปัญหาเรียนรู้ได้ช้า ยังไม่รู้ภาษา ก็รู้สึกว่าแย่เหมือนกัน คือเราอยากจะพูด อยากจะสื่อสาร แต่ยังทำไม่ได้ เพราะพูดไม่เป็น ใครพูดอะไรมาก็ตอบแต่ Yes ไปเรื่อย อาศัยว่าได้ลูกของเพื่อนคุณพ่อ อายุแค่ 2-3 ขวบ มาเป็นคู่ฝึกซ้อมบทสนทนาด้วย เพราะคิดว่ายังไงเราก็โตกว่า ถึงคุยกันไม่ค่อยรู้เรื่อง แต่เราก็ได้ฝึกพูด ได้คุยกันไปเรื่อย แล้วก็อาศัยฝึกฟังจากการดูทีวี ช่วงซัมเมอร์ก็ไปเรียนพิเศษ จนดีขึ้นเรื่อยๆ เพราะรู้แล้วว่าเราต้องอยู่ที่นี่ ถ้าไม่พูด ถ้าสื่อสารกับคนอื่นไม่ได้ก็อดตาย ไม่ได้กิน ไม่ได้เที่ยว ซึ่งเป็นบทเรียนสำคัญอย่างหนึ่งของชีวิตที่ต้องรู้จักการเอาตัวรอดให้ได้

ไปอยู่ใหม่ๆ ก็มีถูกลองของบ้าง ด้วยความเป็นเอเชีย เคยโดนล้อว่าซักผ้ารึเปล่า เพราะคนจีนมักจะชอบเปิดร้านซักรีด ผมก็ตอบว่าถ้าจ่ายก็ซักให้ หรือโดนแกล้งจากพวกที่เห็นเราอ่อนแอกว่า ก็ต้องสู้กับเขา พอเห็นเราเอาจริงเขาก็ไม่กล้า ซึ่งผมมองว่าที่ไหนในโลกก็เหมือนกันหมด คนที่ไม่มีเพื่อนย่อมจะอยู่อย่างเงียบๆ แต่ถ้ามีพวกมีเพื่อนก็ย่อมมีความกล้ามากกว่าเป็นธรรมดา พอเราปรับตัวได้ พูดได้ มีเพื่อน มีสังคม ก็อยู่กันอย่างมีความสุข ใช้ชีวิตเหมือนเด็กอเมริกันทั่วๆ ไป
คนอเมริกันมีข้อดีอยู่อย่างหนึ่งก็คือ เป็นคนเปิด คุณถามเขาคำเดียว มีอะไรเขาก็จะเล่าให้คุณฟังหมดเลยแม้กระทั่งชีวิตส่วนตัวก็ไม่ค่อยปิดกัน ตรงกันข้ามกับคนยุโรปซึ่งจะถามคำตอบคำ ทำให้ผมติดนิสัยการเป็นคนเปิดไปด้วย เพราะเราไม่มีอะไรต้องซ่อน ผิดก็คือผิด อะไรที่ทำไปแล้วก็ต้องยอมรับ จะต่อว่าจะลงโทษก็ว่ากันไป เพราะทุกคนย่อมคิดทุกอย่างที่จะทำ แต่จะมากน้อยแค่ไหนก็แล้วแต่บุคคล หรือเมื่อคิดจะทำผิดก็คิดว่า อาจมีโอกาสรอดที่คนจะไม่รู้ ผมจึงสอนลูกๆ เสมอว่า เรื่องที่ลูกๆ ทำกันนั้น พ่อเคยทำแย่กว่านั้นมาแล้ว ขอแค่มีอะไรก็พูดกันตรงๆ อย่าโกหกกันเท่านั้นพอ

อย่างลูกเคยถามว่า ทำไมเมื่อสมัยเขาเด็กๆ ถึงไม่เคยได้ค้างบ้านเพื่อน ผมก็ตอบว่า ถ้าลูกไปแล้วพูดจาไม่ดี เขาก็จะหาว่าพ่อแม่ไม่สั่งสอน หรือถ้าไปทำข้าวของบ้านคนอื่นเสียหาย ถ้าเป็นของแพงๆ ก็ชดใช้ไม่ไหว ห้องนอนที่พ่อแม่สร้างให้ลูกๆ ก็สบายที่สุด ชวนเพื่อนมาบ้านเราได้ไม่ว่า แต่การที่ให้ลูกๆ ออกไปข้างนอกแล้วไม่รู้จะเกิดอะไรขึ้น พ่อแม่เป็นห่วงมากกว่า จะกลับดึกดื่นแค่ไหนก็ไม่ว่า แต่ขอให้กลับบ้าน

ก่อนที่จะไปอเมริกา ผมเล่นกีฬาหลายอย่าง ทั้ง เทนนิส ว่ายน้ำ แบดมินตัน แต่พอไปอยู่ที่นั่น สภาพอากาศไม่เอื้ออำนวย ต้องเปลี่ยนกิจกรรมให้เข้ากับสังคม กับฤดูกาล เช่นได้เล่นอเมริกันฟุตบอลกับเพื่อนๆ แล้วผมยังชอบเล่นโบว์ลิ่งมาก เล่นทุกอาทิตย์ มีการแข่งขันที่ไหนก็ไปร่วม คะแนนเฉลี่ยที่ทำได้ก็ใกล้เคียงกับพวกโปร เลยอยากจะเทิร์นโปรโบว์ลิ่งบ้าง ส่วนพี่ชายชอบวาดภาพ อยากเป็นศิลปิน คุณพ่อเลยบินไปหา ถามพวกเราว่าอยากเป็นอะไรกันบ้าง พอทราบความต้องการแล้วก็พาพี่ชายไปฝรั่งเศส ไปดูศิลปินที่วาดภาพเรียงกันอยู่ริมถนนในวันหยุด แล้วรอให้คนมาซื้อผลงาน ถ้าวันนั้นไม่มีใครมาซื้อ ก็ต้องหอบผลงานกลับไปนอนไส้แห้ง แล้วรอลุ้นว่าในวันหยุดถัดไปจะมีใครมาซื้อ ซึ่งพี่ชายดูแล้วคงไม่ไหว เลยจบประเด็นไป พอมาถึงผม ท่านก็ถามว่านักกีฬามีรายได้เท่าไหร่ แล้วจะเล่นได้นานแค่ไหน สมัยก่อนขนาดชนะรายการใหญ่รางวัลก็ยังไม่ค่อยเยอะ แล้วพออายุใกล้จะสามสิบก็ต้องเกษียณเพราะสู้แรงพวกหนุ่มๆ ไม่ไหว ท่านก็ถามอีกว่า แล้วหลังจากนั้นจะทำอะไร ผมก็ตอบไม่ได้ ท่านก็เลยสรุปให้ว่า คงเป็นชีวิตการทำงานที่สั้นมาก และถ้ายิ่งไม่ได้แชมป์ ไม่ได้รางวัล จะเอาอะไรกิน ซึ่งทั้งหมดนี้ ท่านไม่ได้บังคับพวกเราเลย แต่จะพูดให้เราคิดตามถึงเหตุและผล จนในที่สุดพวกเราก็ต้องกลับประเทศไทย

พอกลับมา คุณพ่อก็ให้โอกาสผมได้ลองงานต่างๆ เพื่อค้นหาว่าตัวเองอยากทำอะไร ในใจของผมนั้นยังอยากจะอยู่ที่อเมริกา เพราะเราไปโตที่นั่น ความคุ้นเคย เพื่อนฝูง อยู่ที่นั่นหมด สองปีแรกที่กลับมาทำงาน ขอคุณพ่อบินกลับไปอเมริกาบ่อยมาก อ้างเหตุผลทำธุระต่างๆ หาช่องทางจะกลับไปอยู่ที่นั่น แต่มีอยู่ครั้งหนึ่งผมต้องไปประชุมที่ชิคาโก้ช่วงหน้าหนาว เราไม่ใช่วีไอพีต้องจอดรถอยู่ไกลมาก ตื่นเช้ามาในวันอาทิตย์ อยากกินแม็คโดนัล คิดถึงภาพว่าซื้อแล้วกินทุกอย่างจบภายใน 5 นาที แต่ผมจะต้องแต่งตัวแล้วเดินออกไปที่รถในหน้าหนาว ต้องขูดน้ำแข็งออกจากกระจก ปัดออกจากตัวรถ ติดเครื่องวอร์มอัพละลายน้ำแข็งให้พร้อมขับ อย่างน้อยก็มีสักครึ่งชั่วโมง ขับไปอีกครึ่งชั่วโมง แต่ใช้เวลากินแค่ 5 นาที ถ้าเราอยู่เมืองไทย ทุกอย่างจะง่ายดายกว่านี้มาก

เหตุการณ์นี้ทำให้ผมรู้ดีว่า ไม่มีชีวิตที่ไหนจะสบายไปกว่าประเทศไทยแล้ว นั่นคือจุดเปลี่ยนของชีวิตผม ต่อให้มีเงินสักเท่าไหร่ ในสายตาของคนที่นั่นยังไงเราก็เป็นได้แค่คนชั้นสองของเขา เหมือนกับนักกีฬาบาสเกตบอลผิวสีที่พูดไว้ว่า ถึงจะรวยแค่ไหน เขาก็ยังเป็นชนชั้นสองอยู่ดี พอถึงจุดนี้ทำให้ผมคิดได้ว่า อยู่บ้านเรา อยู่เมืองไทยสบายที่สุด หลังจากนั้น ผมก็กลับมาทุ่มเททุกอย่างให้กับการทำงานเต็มที่ในบริษัทที่ตัดสินใจเลือกแล้ว

การได้เติบโตขึ้นมาในสังคมอเมริกัน ทำให้การ ไหว้ เป็นเรื่องที่ไม่คุ้นเคย เพราะเราถนัดแต่การทักทายด้วยการจับมือ จำได้ว่าปีแรกที่กลับมาทำงาน มีวันหนึ่งผู้ใหญ่เข้ามาซ่อมอุปกรณ์สื่อสารด้วยตัวเอง ผมก็ไปต้อนรับ ทักทายตามปกติ แต่ไม่ได้ยกมือไหว้ จนกระทั่งขากลับ ก็ยังไม่ได้ไหว้ท่านอีก เพราะความไม่รู้ธรรมเนียม คุณพ่อก็เข้ามาทักว่า ทำไมไม่ยกมือไหว้ท่าน ผมก็สงสัยว่า ก็คุยแล้ว ทักทายแล้ว ต้องไหว้ด้วยหรือ ท่านก็บอกว่า ยังไงก็ต้องไหว้ และที่ผมฝังใจมากๆ ก็เพราะว่า ในปีนั้น คุณพ่อได้เข้าเฝ้า ในหลวง ร.9 ในวันที่ 5 ธันวาคม และมีสิทธิ์พาอีกคนไปด้วย แล้วผมก็คาดว่าเพิ่งกลับมาพ่อคงจะพาไปด้วย แต่พ่อกลับบอกว่า เอาไว้ไหว้เป็นเมื่อไหร่ค่อยว่ากัน

การให้ความเคารพเป็นธรรมเนียมไทยๆ ที่คุณพ่อยึดถือปฏิบัติ ท่านไหว้อยู่เสมอ ผมเห็นตัวอย่างจากท่าน ก็เริ่มปรับตัว เมื่อทำงานกับราชการ เวลาได้พบผู้หลักผู้ใหญ่ต้องทำความเคารพกันเสมอ ปลูกฝังจนเป็นนิสัยว่า เจอใครก็ไหว้กันไว้ก่อน กับลูกๆ ที่เรียนอินเตอร์ ที่ไม่ค่อยคุ้นเคยกับการไหว้ ผมก็ปลูกฝังว่า การไหว้ จะทำให้เราได้ความรัก ความเคารพ ความนับถือ ความพอใจ จากทุกคน ซึ่งไม่ใช่เรื่องยาก และยังเป็นเสน่ห์ที่น่ารักของวัฒนธรรมประเพณีไทย ที่เราควรเก็บรักษาไว้ให้สืบเนื่องต่อไป ที่ผมได้ดี ประสบความสำเร็จจนถึงทุกวันนี้ ก็เพราะรู้จักการไหว้

ผมทำงานมาแล้วเยอะมาก เหนื่อยมามากแล้ว จนรู้สึกล้า ประกอบกับน้องชายเขายังมีความพร้อมในบริหารงาน ผมขอทำงานแบบกึ่งเกษียณ หันมาอยู่เบื้องหลังบ้าง อาศัยจากประสบการณ์ที่เคยทำมา คอยให้ความคิดเห็น ให้คำแนะนำ ประชุมบอร์ด ทำให้พอมีเวลาให้กับตัวเองมากขึ้น ได้ทำกิจกรรมที่อยากทำ ได้เล่นกอล์ฟ ได้ทำร้านอาหาร ซึ่งเป็นความใฝ่ฝันที่อยากทำมานานแล้ว

อะไรที่มีความสุขก็ทำ พยายามหาความทุกข์เข้าตัวให้น้อยที่สุด เพราะอะไรจะเกิดขึ้นกับเราวันไหนก็ไม่รู้ เป็นนิสัยอย่างหนึ่งของผมด้วยที่ ถ้าอะไรที่อยากทำ เมื่อได้ทำแล้วจบ ไม่รบเร้า ชีวิตนี้จะไม่เสียใจอีก อย่างสมัยเรียน อยากนั่งเครื่องบินเฟิร์สคลาส ก็ไปขอกับคุณพ่อว่า ขอครั้งเดียวจบ ไม่รบเร้าอีก ท่านก็ให้ ซึ่งมันก็ดีจริงๆ แต่เราก็ไม่ไปขอท่านอีก คิดไว้แค่ว่าสักวันจะนั่งอีกด้วยเงินของตัวเอง

ความรับผิดชอบและความซื่อสัตย์ เป็นสิ่งที่คุณพ่อได้ปลูกฝังพวกเรามาตลอด ท่านคนเดียวมีหลายสิบบริษัท หลากหลายธุรกิจ บริหารงานด้วยตัวเอง ได้รู้จักคนมากมาย แล้วทุกคนก็รู้จักท่านด้วย ตั้งแต่พนักงานระดับล่างสุดจนถึงผู้บริหารสูงสุดรู้จักกันหมด ผมก็ถามท่านว่าต้องทำยังไง อยากทราบเคล็ดลับนี้ เพราะผมต้องเข้าสืบสานงานต่อ ท่านก็บอกว่า ต้องรู้จักให้เกียรติ คิดถึงเขาทุกคน ไม่ว่าเขาจะเป็นใคร แม้แต่พนักงานที่คอยเปิดประตูให้เรา พอถึงหน้าเทศกาลก็ต้องมีของฝากติดไม้ติดมือเล็กๆ น้อยๆ ไปให้ นั่นทำให้ทุกคนจดจำท่าน ซึ่งผมก็ได้ทำตามในสิ่งที่ท่านได้ปฏิบัติไว้ ซึ่งสมัยก่อนผมเองเป็นคนแข็งๆ ยังไม่มีฝีมือ แต่พอเอ่ยชื่อคุณพ่อทุกคนก็ให้ความเมตตาเอ็นดู ก็อาศัยบารมีท่านแม้กระทั่งทุกวันนี้ ผมก็ไม่รู้ว่าท่านทำได้อย่างไร ขนาดพวกเราพี่น้องที่สี่คน ยังรู้จักคนไม่ได้มากเท่ากับท่านคนเดียวเลย

ความซื่อสัตย์ รับผิดชอบในสิ่งที่เราทำ เป็นสิ่งสำคัญ อุปกรณ์สื่อสารที่คุณพ่อขายไป ถึงแม้จะหมดอายุประกันแล้ว ท่านก็ยังยินดีดูแลให้ แผนกซ่อมของเราไม่เคยได้รับค่าตอบแทน ท่านบอกว่านี่ไม่เกี่ยวกับการประกัน เพราะเป็นเรื่องของบริษัทที่ผลิต แต่เราประกันในเรื่องความรับผิดชอบต่อลูกค้า ที่เขายอมมาซื้อสินค้าก็เพราะมีความเชื่อว่าเราขายของดี แล้วของดีต้องไม่เสีย เป็นการสร้างความสบายใจให้กับลูกค้า ผมสั่งสอนลูกๆ เลยว่า ไม่มีอะไรจะดีไปกว่า การที่เจ้าของบริษัทไปขายของเอง และรับปากลูกค้าว่าจะทำอะไรให้ แล้วซื่อสัตย์ รับผิดชอบต่อคำพูดนั้น ซึ่งในชีวิตประจำวันผมก็ปฏิบัติตัวเช่นนี้ด้วยเช่นกัน ณ วันนี้ลูกผมออกไปไหนก็ไม่ถูกตราหน้าว่ามีพ่อที่ไม่ซื่อสัตย์ ซึ่งผมก็ได้รับความรู้สึกเช่นนี้มาจากความดีที่คุณพ่อทำไว้มาก่อน ผมก็ต้องการส่งต่อความดีนี้ให้ไปถึงรุ่นลูก แล้วตัวลูกๆ เองก็ต้องส่งต่อไปยังรุ่นหลานๆ ต่อๆ กันไป

เมื่อก่อนผมเคยดื่มและเคยสูบมามาก ดื่มจนตับมีปัญหา หมอก็บอกว่า สั่งผมให้หยุดคงสั่งไม่ได้ แต่ขอถามว่า ทรัพย์สินเงินทองที่คุณมีอยู่จะให้ใครใช้ ผมถึงได้เข้าใจ และจบเรื่องการดื่ม ส่วนบุหรี่ เลิกเพราะทำข้อตกลงกับลูกๆ ทั้ง 3 คนว่า ถ้าเรียนได้เกรดเอพร้อมกันหมดทุกวิชา ผมเลิกทันที ซึ่งดูแล้วเขาคงทำกันไม่ได้ แต่ปรากฏว่าพวกเขาทำได้จริงๆ ผมก็ต้องเลิก และยังเป็นการสอนลูกๆ ให้เห็นด้วยว่า คนเราต้องรักษาคำพูด สัญญาไว้อย่างไรก็ต้องทำตามนั้น แล้วในปีนี้ก็ยังบอกลูกๆ อีกด้วยว่าจะเริ่มหันมาออกกำลังกายให้มากขึ้น

ผมได้รู้จักกอล์ฟครั้งแรกเมื่อไปเรียนที่ ศศินทร์ แล้วต้องไปอยู่ที่หัวหิน ช่วงบ่ายมีเวลาว่าง คนเล่นกอล์ฟเป็นก็พาเราไปด้วย แต่ตีไม่ได้สักทีจนรู้สึกรำคาญ กลับมาก็ตั้งใจเรียนกับโปร แต่ไม่ค่อยชอบซ้อม เพราะเวลาซ้อมทำได้ทุกอย่าง แต่พอตีจริงทำไม่ได้เหมือนซ้อม

กีฬา ถ้าเล่นแค่สนุก ไม่ได้ซ้อมมากๆ ไม่ได้มุมานะเพื่อจะยึดเป็นอาชีพ ก็อย่าไปคาดหวังอะไรเยอะเกิน เล่นกอล์ฟต้องมีความสุข แค่คิดว่าจะได้เล่นก็รู้สึกผ่อนคลายแล้ว ผมสั่งเลขาเลยว่าห้ามใครโทรหาขณะออกรอบ ไม่ใช่ว่าเราเล่นเก่ง แต่เราต้องการเล่นให้มีบรรยากาศสนุก ไม่ให้มีอะไรมารบกวน เราทำงานเพื่อคนอื่นมาเยอะแล้ว ก็ขอเวลาสัก 4-5 ชั่วโมงเพื่อพักผ่อนบ้าง ไม่ต้องคิดอะไรมาก เล่นไปเรื่อยๆ ใครที่เล่นแล้วเครียด จะไม่อยากเล่นด้วยเลย ผมมักจะบอกคนที่เล่นกอล์ฟอยู่เสมอว่า เวลาเล่นกอล์ฟอย่าไปเครียด เพราะคุณไม่ใช่โปร คุณไม่ได้ซ้อม แล้วทำไมจะคิดว่าคุณตีได้ดีทุกช็อต โปรที่เขาซ้อมหนักๆ ยังตีตกน้ำได้เลย พวกเราเล่นกันนานๆ ครั้ง ตีให้ถูกลูกได้ก็บุญแล้ว เล่นให้สนุก ชื่นชมบรรยากาศ สังสรรค์เฮฮากับเพื่อนๆ ตักตวงความสุขใส่ชีวิต ดีกว่ามัวแต่เครียดเพราะเล่นไม่ได้ตามที่ใจตัวเองคิด

ผมให้เวลากับกอล์ฟมากขึ้น เพราะเห็นผู้ใหญ่หลายๆ ท่าน มีความสุขกับกอล์ฟตลอดจนสูงวัย ซึ่งกีฬาอื่นคงทำไม่ได้แบบนี้ อาจจะตีได้ไม่ไกลเหมือนวัยหนุ่ม ระยะอาจจะค่อยๆ ลดลงๆ แต่นั่นทำให้คุณมีสุขภาพดีอยู่เสมอครับ