สุชาติ มโนมยางกูร

สุชาติ มโนมยางกูร
บริษัท เพาเวอร์เมติค จำกัด
“ดูแลคนที่ต้องดูแล”

ครอบครัวผมเป็นนักกีฬาบาสเกตบอลกันทั้งบ้านตั้งแต่คุณพ่อเลย ผมก็เล่นบาสจนถึงกีฬามหาวิทยาลัย แต่สมัยเรียนวัดสุทธิฯ บังเอิญว่ารุ่นพี่ชวนไปเล่นดุริยางค์ ความภาคภูมิใจสูงสุดอย่างหนึ่งในชีวิตก็คือ การได้แสดงถวายในหลวง ร.9 ต่อหน้าพระพักต์ ในงานวันลูกเสือ 1 กรกฎาคม โดยทุกปี วงดุริยางค์ ทุกวงจะตั้งหน้าตั้งตาฝึกซ้อม เพื่อจะได้มีโอกาสได้รับคัดเลือกให้ไปเป็น 1 ใน 4 วง วงเดียวที่ไม่ต้องคัดเลือกคือ วชิราวุธ อีก 3 วงที่เหลือก็ต้องรอฟังจากกระทรวงศึกษาว่าจะเป็นใคร เราก็โชคดีมากที่ส่วนใหญ่จะเป็นวงต่อจากวชิราวุธ

ก่อนหน้าวันแสดงสักหนึ่งสัปดาห์ พวกเราจะต้องขัดเครื่องดนตรีให้สะอาดเงาวับ ดูแลเครื่องแต่งกายให้เป๊ะ เวลาเดินเข้าสนามศุภฯ สง่างามมาก อาจารย์ที่คุมวง มาจากทหารเรือ พวกเราจึงต้องฝึกกันแบบทหาร แล้วในการรับเสด็จแต่ละครั้งจะใช้เวลานาน บางคนถึงกับเป็นลมก็มี ดังนั้นต้องฝึกหนัก ใครเป็นลมจะโดนลงโทษซ้ำ จึงต้องฟิตร่างกายให้พร้อมสมบูรณ์ เพราะเป็นงานที่สำคัญที่สุดในชีวิต ทุกก้าวต้องเป๊ะพร้อมเพรียงกัน เพลงแรกที่เล่นยังจำมาถึงทุกวันนี้ คือ มาร์ชราชวัลลภ

หลังจากวันที่แสดงต่อหน้าพระพักต์ เผอิญว่ามีอาจารย์ลูกเสือจากประเทศอินโดนีเซีย สงสัยว่าวงของเขากับเราฝีมือจะเป็นอย่างไรถ้าแสดงด้วยกัน จึงส่งจดหมายเชิญให้เราไปแสดง นั่นคือความโกลาหลของเรา ที่มีทั้งความดีใจที่ได้รับเชิญ และเสียใจที่ไม่มีทุนในการเดินทาง โรงเรียนวัดสักแห่งจะหอบนักเรียนถึง 60 คนไปต่างประเทศมันเป็นเรื่องใหญ่ ท่านผู้อำนวยการเจิม สืบขจร ในสมัยนั้น ต้องระดมทุนกันทั้งศิษย์เก่าศิษย์ใหม่ จนในที่สุดก็ได้ไป แล้วแค่พอเห็นเรามาร์ชชิ่งเข้าสนามเสนายัน เขาก็ยกถ้วยให้เราเลยทันที แล้วเขาก็เข้ามาขอศึกษาแลกเปลี่ยนความรู้ทางดนตรีกับเรา เราก็ได้รู้จักกับเพื่อนๆ ชาวอินโดนีเซียเยอะมาก

หลังจากกลับมา อีกปีก็มีคนดูแลวงที่เนเธอร์แลนด์ ส่งเทียบเชิญให้ไปร่วมงานอีก ซึ่งเป็นงานใหญ่ระดับโลก ตอนนั้นผมอยู่ ม.ศ.3 ขึ้น ม.ศ.4 เป็นความลำบากใจอย่างยิ่งที่จะต้องเลือกระหว่าง เล่น หรือ เรียน เพราะจะต้องเตรียมตัวเอ็นทรานซ์ ก็ไม่รู้จะทำอย่างไรดี ทิ้งวงก็ไม่ได้ ในที่สุดก็ตัดสินใจไปกับวง
ทุกวงที่ไปแข่ง ใส่ชุดอลังการ สีสันสวยงาม ขณะที่เราใส่ชุดลูกเสือชุดเดิม ถึงเครื่องดนตรีจะเก่า ก็ซ่อมบำรุงกันเต็มที่ แต่เท่ห์เพราะใช้กลองอังกฤษ ทำจากไม้สัก มีทั้งหมด 12 ใบ ทุกวันนี้พวกเราก็อนุรักษ์ไว้ มีชำรุดไปบ้างตามกาลเวลา

ผมเองเล่นไซด์ดรัม หรือที่เรียกกันว่ากลองแต๊ก วัดสุทธิจัดแถวแบบอังกฤษ กลองจะอยู่หน้า แต่ถ้าเป็นแบบอเมริกันทรอมโบน เครื่องเป่า จะอยู่หน้า, พอจัดแบบอังกฤษ สองแถวหน้าคือผู้กำหนดทิศทาง ต้องฝึกกันเข้มมาก เหมือนทหารเด๊ะ ทำผิดวิดพื้น วันนึงพวกผมวิดกันเป็นพันครั้ง, ทั้งวงมีสมาชิก 5 คูณ 12 เต็มวง 60 คน หรือเล็กลงมายุบลงเหลือ 50 คน เป็น 5 คูณ 10

ผมหนีที่บ้านไปซ้อม ด้วยการทำงานบ้านให้เร็วที่สุดแล้วรีบไปซ้อม พ่อกับแม่ยังงงๆ ว่าผมหายไปไหน ตอนแรกพ่อไม่สนับสนุน กลัวเรื่องโรคติดต่อจากเครื่องเป่า จริงๆ ผมก็อยากเล่นทรัมเป็ตมาก พ่อก็รู้ทางว่าห้ามไม่ได้เพราะฝึกมาเยอะแล้ว แต่ไม่ให้เล่นเครื่องเป่า ก็เหลือแค่กลองให้ผมเล่น ตอนนั้นผมตัวขาวมาก แต่เขาอยากได้คนเข้มๆ ผมต้องถูกจับยืนตากแดดเพื่อให้ผิวคล้ำเท่ากับคนอื่น แต่ตากยังไงก็ไม่ดำ จนต้องจับสลับให้ขาวๆ มาอยู่กลางๆ แล้วทุกเรื่องพวกเราต้องดิ้นรนกันเอง ทำให้รู้หมดว่าพู่กลองในพาหุรัดร้านไหนสวยสุด ธงโรงเรียนต้องเก็บตังค์ปักกันเอง ตอนลาวงอยากจะถอดกลับบ้านใจจะขาด แต่นึกถึงว่าถ้าเอามาแล้วรุ่นน้องก็ต้องเดือดร้อนแบบสมัยเราอีก เลยให้ไว้ กลองชำรุดก็ต้องวิ่งหาร้านซ่อม แรกๆ ร้านไม่ยอมทำให้บอกว่าไม่เคยซ่อม แต่พอรู้ว่าเราเป็นเด็กนักเรียนวัดสุทธิก็ยินดีทำให้ ไปไหนมาไหนก็อาศัยรถหกล้อไม้ขนปลาขององค์การสะพานปลา ขนพวกเราไปพร้อมเครื่อง เข็มขัดหนังก็ไปขอแถวเพาะช่าง ถ้าทำมาไม่พอดีก็ต้องวิ่งกลับไปแก้ เขาก็ใจดีช่วยทำให้

พวกเราเป็นเด็กวัด เรื่องสนุกๆ ระหว่างอยู่ในวงฯ เลยมีเยอะมาก ถูกขนานนามว่าเป็นวงแห่นาคก็มี เพราะเสาร์อาทิตย์จะมีคนมาถามให้ไปรับงานลูกบวชอยู่เรื่อยๆ เราก็ดีใจที่มีรายได้พิเศษ อาจารย์พาไปต่างจังหวัดกันบ่อยมาก มีกันกี่คนก็ไป เคยไปเปิดวงงานเทกระจาดที่บ้านโป่ง ราชบุรี ไปกันตั้งแต่ตีสี่ เดินแห่รอบบ้านโป่งเหนื่อยมาก พอเลิกแห่ได้นั่งพัก ก็มีอาจารย์ผู้หญิงมาเชิญให้ไปเล่นโชว์ที่โรงเรียนสตรี พอได้ยินคำว่าโรงเรียนสตรีก็หายเหนื่อย อยากไปเล่นกันทุกคน พอโชว์ชุดใหญ่เสร็จ ขึ้นรถกำลังจะหลับ ก็มีอาจารย์ผู้ชายมาบอกว่า เล่นที่โรงเรียนหญิงแล้วไม่เล่นโรงเรียนชายไม่ได้นะ ก็ต้องไปโชว์กันอีกรอบ ที่นั่นชาวบ้านเขาไม่เคยเห็นการแสดงแบบนี้ เพราะเราฝึกซ้อมกันหนัก มีทั้งท่าทางการเต้น มีการต่อตัว เล่นกันเต็มที่ คนมาดูกันเยอะมาก เอาขนม ผลไม้ มาให้เต็มไปหมด จนรถไม่มีที่เดิน กลับมายังแบ่งไม่ถูก ต้องช่วยกันหอบหิ้วกลับบ้าน

ผมรู้สึกอิจฉาเพื่อนที่เรียน ม.ศ.4 สอบเทียบ แล้วเข้ามหาวิทยาลัยได้เลย ก็คิดว่าเราก็พอๆ กับเขา แต่ทำไมถึงสอบไม่ได้ นั่นก็เพราะที่จริงแล้วผมแทบไม่ได้เรียนหนังสือเลย เอาแต่อยู่กับวงดรุยางค์ โชคดีที่ยังกลับตัวทัน พอขึ้น ม.ศ.5 ผมเร่งสุดตัว ภายในเวลาปีเดียว อ่านหนังสือหนักจนที่บ้านตกใจว่าผมคงเพี้ยนไปแล้ว พอเอ็นทราสซ์ติด กลับไปหาอาจารย์ที่โรงเรียน พอบอกว่าสอบติดวิศวะ เขาหัวเราะกันทั้งห้อง อาจารย์บางท่านขำตกเก้าอี้ไปเลยจริงๆ ยังจำเหตุการณ์นี้แม่นมาถึงทุกวันนี้ ที่ผมเลือกเรียนวิศวะเพราะเป็นแฟชั่นในสมัยนั้น ก็ไม่นึกเหมือนกันว่าตัวเองจะสอบติด แต่หนึ่งปีที่กลับลำผมก็ทุ่มเทเต็มที่ นี่เป็นเครื่องพิสูจน์ว่า ใครก็ตามที่คิดว่าตัวเองแย่ๆ มาตลอด เวลาแค่ปีเดียวก็แก้ไขได้ เพราะผมทำจนได้ผลสำเร็จมาแล้ว และเมื่อปีที่ผ่านมา อาจารย์ที่โรงเรียนฯ โทรมาแจ้งว่าให้ผมเป็นศิษย์เก่าดีเด่น รู้สึกดีใจ และภูมิใจมากที่ได้รับเกียรติอย่างสูงจากโรงเรียนฯ ส่วนกลุ่มดุริยางค์ของผมก็ยังกลับไปร่วมกิจกรรมของโรงเรียนบ้างตามโอกาส อยากจะกลับไปรวมวงร่วมเล่นกันอีก ทุกวันที่ 23 ตุลาคม เป็นธรรมเนียมว่า รุ่นพี่ๆ ถ้าอยากจะไปร่วมเดินหรือเล่น ก็ขอให้ไปซ้อมล่วงหน้าสักหนึ่งวัน จะมีแถวเกียรติยศให้ พวกเราก็รวมตัวกันได้หลายสิบคน เป็นบรรยากาศที่อบอุ่นมากๆ

สำหรับกีฬากอล์ฟ ผมได้รู้จักด้วยความบังเอิญโดยแท้ เหตุเกิดเพราะคุณอาขับรถชนเสาไฟฟ้า สภาพที่เห็นตอนนั้นทุกคนทำใจ ผมไปหาท่านทั้งน้ำตาเพราะกลัวจะเป็นอะไรไป แต่พอเจอคุณอา ท่านคว้าคอเสื้อแล้วสั่งผมว่า รถอาอยู่ สน.ยานนาวา ให้ไปเอาถุงกอล์ฟท้ายรถให้ด้วย… พ่อผมได้ยินเลยบอกว่า อารอดแล้ว

ผมขับมอเตอร์ไซด์เวสป้าไป สน. ขอร้อยเวร เปิดท้ายรถ ผมเห็นถุงยาวๆ สีฟ้าๆ ก็หยิบกลับมาบ้านใส่รถตัวเองเพื่อจะได้เอาไปคืนที่บ้านย่า เช้ามาก็ไปทำงาน พอเปิดท้ายรถหยิบของเจ้านายที่เป็นชาวสวีเดนเห็นถุงกอล์ฟพอดี ก็ถามว่าเล่นกอล์ฟหรือเปล่า ผมก็ตอบว่าเปล่า นี่ถุงของอา แต่เจ้านายบอกว่า วันเสาร์นี้ 6 โมงเช้า ให้ไปเจอกันที่สนามกอล์ฟไทยคันทรี่ ถ้าไม่ไป ผมโดนไล่ออก

ผมก็งง แต่คิดว่าสนุกดี ไปสนามด้วยชุดที่ไม่ใช่นักกอล์ฟเลย ไม่มีถุงมือ ไม่มีลูกกอล์ฟ เปิดถุงมาถึงได้เห็นไม้กอล์ฟของจริงครั้งแรกในชีวิต แค้ดดี้ถามว่าเคยเล่นรึเปล่า แล้วจะเล่นได้ยังไง ผมตีลูกแรกดินกระจายไม่ถูกลูกเลย เจ้านายถึงได้รู้ว่าผมพูดความจริง ที่บอกว่าเล่นไม่เป็น แต่เขาก็ต้องลากผมไปด้วยจนครบ 18 หลุม

เรามันนักกีฬา ลูกวิ่งๆ ยังเล่นได้ แต่ทำไมลูกนิ่งๆ ถึงตีไม่โดน หงุดหงิดมาก รุ่นพี่ก็มาทักว่า ทำไมไม่ไปซ้อม ไปหัดไดร์ฟก่อน ผมก็เคืองเพราะรู้สึกว่า กีฬานี้ต้องหัดด้วยรึ ลูกพี่เก่าก็มาบอกว่าตรงทุ่งมหาเมฆ หลังวิทยุการบิน มีสนามซ้อม ผมก็ไปแบบงงๆ อาศัยถามไปเรื่อย สมัยนั้นคนเล่นกอล์ฟยังน้อย แค้ดดี้ต้องนั่งวางลูกให้ตีทีละลูก ตีแต่ละครั้งแค้ดดี้สะดุ้ง เพราะเรามือใหม่ กลัวพลาดไปโดนเหมือนกัน หัดเองอยู่สามเดือน อาศัยอ่านหนังสือ ดูวิดีโอ จนพอตีได้ ชุดที่ใช้ก็ของอาที่ยกให้

เมื่อบริษัทจัดกอล์ฟครั้งต่อมา ผมลงชื่อแข่งแบบไม่ลังเล เข้ามาเป็นอันดับที่ 7 จากสามสิบกว่าคน โดย 6 คนแรกเป็นฝรั่งทั้งหมด เพื่อนๆ ที่เริ่มหัดใกล้ๆ กันก็งงว่าทำได้ยังไง หลังจากนั้นผมก็บ้ากอล์ฟไปเลย หาอุปกรณ์ทั้งจากร้านในนี้และฝากเพื่อนซื้อเวลาไปต่างประเทศ แล้วก็ไปรวมตัวซ้อมกันอยู่ที่ สุขุมวิท 18 ดูวงกันเอง จนจำวงเพื่อนๆ ได้หมดทุกคน สังสรรค์กันทุกวันก่อนกลับบ้าน

ช่วงที่ผมเล่นกอล์ฟมากสุด มีความสุขกับกอล์ฟมาก บ้านเราก็ยังไม่ค่อยมีคนเล่นกอล์ฟมากนัก แต่ปัจจุบัน บางครั้งก็เห็นว่า นักกอล์ฟรุ่นใหม่ๆ ไม่ค่อยใส่ใจเรื่องกติกา มารยาท เท่าที่ควร ที่เจอบ่อยๆ ก็จิ๊กโก๋กอล์ฟ เสียงดัง เล่นช้า หรือไม่ก็พวกโปรยเงินในสนามเป็นว่าเล่น จนทำให้กอล์ฟขาดเสน่ห์ของความเป็นกีฬาไป แต่ผมก็ยังรักกอล์ฟ และเชื่อว่าคนที่ได้เล่นด้วยกันก็จะมีความสุข เพราะผมคงไม่ทำให้ใครรำคาญและเราก็อยากเอ็นเตอร์เทนเพื่อนร่วมก๊วนให้สนุกไปด้วยกัน

นอกจากกอล์ฟ วันไหนว่างผมก็วิ่ง วันละ 10 กิโล แต่ถ้ามีเวลาเยอะก็จะวิ่งไปเรื่อยๆ ไม่กำหนดว่าต้องเท่าไหร่ เพราะถ้ากำหนดก็จะตั้งหน้าตั้งตาให้ถึงจุดหมาย สู้วิ่งให้เต็มที่จะท้าทายตัวเองมากว่า แล้วพวกผมมีคำพูดว่า วันนี้วิ่งแล้ว กินอะไรก็ได้ ถ้ากล้ากิน ก็ต้องกล้าออกกำลัง ผมได้ไปวิ่งมาราธอน มาแล้ว 4 รายการ ล่าสุดที่ โอซาก้า ประเทศญี่ปุ่น เหมือนให้รางวัลกับชีวิตตัวเอง ประทับใจมาก เห็นนักวิ่งชาวญี่ปุ่นเขาจริงจังมาก ขนาดเจ็บก็กัดฟันวิ่ง พักนิดเดียวก็วิ่งต่อ จนเราต้องฮึดสู้ตามเขาบ้าง และตั้งเป้าว่าถ้ามีโอกาสก็จะไปร่วมรายการใหญ่ๆ แบบนี้อีก

ในชีวิตการทำงาน ผมเปิดบริษัท เพาเวอร์เมติค มาตั้งแต่ปี 1999 เราผลิตเครื่องสำรองไฟ (UPS) สำหรับคอมพิวเตอร์ เมื่อเวลาระบบไฟมีปัญหา เพื่อจะได้เซฟข้อมูลไม่ให้สูญหาย ก่อนปิดเครื่องได้อย่างปลอดภัย นี่คือธุรกิจหลักดั้งเดิมของเรา ซึ่งมีการพัฒนาขึ้นมาเรื่อยๆ จากใช้สำหรับคอมฯ เครื่องเล็กๆ ก็ขยับขึ้นมาเรื่อยๆ ทั้งจำนวน และขนาดต่อหน่วย ลูกค้าก็มากขึ้น กลายมาเป็นห้องคอมฯ ซึ่งสมัยก่อน บ้านเรายังไม่พร้อมสำหรับการทำห้องคอมฯ ขนาดใหญ่
เทคโนโลยีก้าวไปเร็วมาก ทำให้เกิดปัญหาตามมามากมาย เนื่องจากในระบบหนึ่งจะมีการผสมปนกันไปหมดทั้งอุปกรณ์ใหม่และเก่า บางส่วนก็ใช้ไม่ได้ หรือผิดสเป็คที่ต้องการ ใช้งานได้ไม่เต็มระบบ บางแห่งเตรียมงบสำหรับเครื่องรุ่นใหม่ๆ แต่ไม่มีระบบสำรองไฟ เพราะไฟดับที ก็เกิดความเสียหายหนักเกินกว่าจะคาดคิดก็มี

เราจึงเหมือนกับศูนย์ช่วยเหลือ 24 ชั่วโมง ทำงานกันทุกวัน เวลาที่ไหนมีปัญหาก็จะโทรเข้ามาให้ไปช่วย แรกๆ ก็บริการโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายเพราะถือว่าเป็นลูกค้า จนหลังๆ ก็เริ่มให้เราออกแบบระบบให้ ว่าทำอย่างไรถึงจะปลอดภัยเมื่อเกิดปัญหาจากกระแสไฟขัดข้อง ระบบก็เริ่มโตขึ้นมาเรื่อยๆ

ปัญหานี้เป็นสิ่งที่เจอกันทั่วโลก จนเมื่อ Uptime Institute ได้ทำการรวบรวมปัญหาที่เกิดขึ้น และแนวทางในการแก้ปัญหา จนเกิดหลักสูตร ATD (Accredited Tier Designer) เพื่อตั้งเป็นมาตรฐานให้กับระบบสำรองข้อมูล ผมก็ไปเข้าคอร์สฝึกอบรมตั้งแต่สมัยแรกๆ ของการก่อตั้ง จนจบหลักสูตรได้ใบรับรองกลับมา
ผมได้ความรู้เยอะมากจากการไปอบรม มีการแลกเปลี่ยนความรู้กัน เขาก็แปลกใจเช่นกัน ที่ระบบของเราต่างกับเขาอย่างสิ้นเชิง เหมือนได้เปิดโลกทรรศน์ให้กว้างขึ้น ไปเรียนรู้ว่าระบบมาตรฐานสากลเขาเป็นอย่างไร มีเครื่องไม้เครื่องอะไร และหลังจากนั้นผมก็พยายามส่งน้องๆ พนักงาน ให้ได้มีโอกาสไปเรียนรู้สิ่งเหล่านี้บ้าง บางคนก็ไม่ยอมไปเพราะกลัวปัญหาเรื่องภาษา จนต้องบังคับกันก็มี

นอกจากระบบ UPS แล้ว เราก็ยังมี ดาต้า เซ็นเตอร์, เครื่องปรับอากาศ และ โซล่าร์ เอ็นเนอร์จี ซึ่งเป็นธุรกิจที่กำลังได้รับความนิยม หรือที่เรียกว่า โซล่าร์ ฟาร์ม เรารับทำให้ตั้งแต่ออกแบบ ปรับปรุงพื้นที่ ติดตั้ง จนจบที่สามารถจ่ายกระแสไฟกลับเข้าสู่ระบบ สร้างรายได้ระยะยาวให้กับผู้ลงทุน

ผมใฝ่ฝันอยากนำบริษัทเข้าตลาดหลักทรัพย์ เริ่มมีการปรับตัว เตรียมตัว เพื่อให้พร้อมสำหรับการเข้าตลาดฯ แล้วพนักงานทุกคนก็จะมีสิทธิ์ถือหุ้นการเป็นเจ้าของบริษัท ผมเองเมื่อถึงวันเกษียณก็จะถือหุ้นให้น้อยลงและกระจายให้เขาเหล่านี้ เราไม่ต้องการให้เขาเป็นลูกจ้างทั้งชีวิต

ผมโชคดีที่ที่ทำงาน ทีมน้องๆ น่ารักหมด ทุกคนไม่กลัวผม แต่เกรงใจ ถ้าเขานั่งนิ่งๆ จะต้องเกรงใจตัวเอง บางคนบอกว่าเขาว่างไม่ได้นะ กลัวทำงานให้บริษัทไม่คุ้ม คิดแบบนี้แล้วทั้งระบบก็จะเดินไปข้างหน้าอยู่ตลอดเวลา เราสัญญากับพนักงานว่า ทุกปีจะต้องขึ้นเงินเดือนและมีโบนัส ฉะนั้นทุกคนต้องช่วยกัน สิ่งที่ดีงามที่สุดของผมคือวันพิจารณาขึ้นเงินเดือน ซึ่งที่นี่มีบ่อยมาก ทั้งนอกรอบและในรอบ เพราะเมื่อไหร่ที่ผมขึ้นเงินเดือน แสดงว่าประสิทธิภาพคุณดี แล้วเวลาขึ้นทุกคนก็ไม่มีใครอิจฉากัน เพราะเขาสมควรเหมาะสมที่จะได้รับอย่างชัดเจน

และในชีวิตผมยังให้ความสำคัญในเรื่อง การดูแลคนที่เราต้องดูแล ซึ่งอาจจะเป็นใครก็ได้ที่มีความสำคัญกับชีวิตเรา ทั้งพ่อแม่ ญาติพี่น้อง เจ้านาย ลูกน้อง เพื่อนร่วมงาน เพื่อนฝูง เป็นสิ่งสำคัญที่ต้องยึดถือไว้ ทุกคนมีหน้าที่รับผิดชอบกับคนที่เราต้องดูแล เอาใจใส่ตามความเหมาะสมของแต่ละคน สิ่งนี้จะช่วยขับเคลื่อนให้ชีวิตของทุกคนให้ดำเนินไปได้ด้วยดี จากจุดเริ่มต้นทำดีที่ตัวเองก่อน เมื่อตัวเองทำดีแล้ว คนรอบข้างก็จะรู้สึกถึงความดีนี้ไปด้วย ที่บ้าน ที่ทำงาน สังคม ก็จะน่าอยู่ แม้กระทั่งขณะเล่นกอล์ฟ ก็ต้องรู้จักดูแลเพื่อนร่วมก๊วน ให้มีความสุขกันถ้วนหน้าครับ