ชไมพร ตระกูลยุทธชัย

ชไมพร ตระกูลยุทธชัย
บริษัท สงวนกิจ พริ้นท์ แอนด์ มีเดีย จำกัด

คุณแน็ตเป็นลูกสาวคนโตของบ้าน อยู่ท่ามกลางธุรกิจโรงพิมพ์ของครอบครัวตั้งแต่เกิด เธอจึงได้เห็นวิวัฒนาการของวงการนี้อย่างใกล้ชิด ตั้งแต่สมัยที่สังคมยังอาศัยการรับส่งสารด้วยวิธีการอ่านจากสิ่งพิมพ์ จนมาถึงยุคที่ข้อมูลจากสื่อดิจิตอลเข้ามามีบทบาทสำคัญแซงหน้ากระดาษและน้ำหมึกไปแล้ว

“เมื่อโลกเปลี่ยน เราก็ต้องเปลี่ยนค่ะ” นี่คือหัวข้อแรกของบทสนทนาระหว่างเรา กับผู้บริหารสาวคนเก่ง ที่ต้องมารับหน้าที่สืบสานเจตนารมณ์ทางธุรกิจของครอบครัว

หลังเรียนจบปริญญาตรีทางด้านการเงินจากมหาวิทยาลัยกรุงเทพ คุณแน็ตก็ไปเรียนประเมินราคาทรัพย์สิน ที่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งหลักสูตรนี้ได้รับความร่วมมือจาก University of South Australia  อีกด้วย พอไปเรียนต่อที่นั่นอีกปีก็ได้ปริญญาโทบริหารอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งเป็นช่วงที่ทางบ้านเริ่มเข้ามาจับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์พอดี

เมื่อเรียนจบ คุณแน็ต ก็เข้ามาดูเรื่องฝ่ายผลิตและหาลูกค้าของโรงพิมพ์ ซึ่งไม่เกี่ยวกับสิ่งที่เรียนมาเลย แต่อาศัยว่าคุ้นเคยกับงานสิ่งพิมพ์มาตลอด เข้าใจขั้นตอนการผลิตอย่างละเอียด จึงบริหารงานได้อย่างคล่องแคล่ว ประกอบกับลูกค้าในยุคก่อนยังอาศัยสิ่งพิมพ์ชนิดต่างๆ อยู่มาก ทำให้ธุรกิจดำเนินไปได้ด้วยดีมาตั้งแต่รุ่นคุณพ่อมาจนถึงรุ่นลูกๆ

“ตอนเด็กยังคิดเลยค่ะว่า ถ้าจะต้องกลับมาทำโรงพิมพ์ก็น่าจะเรียนเกี่ยวกับสิ่งพิมพ์โดยตรงเลยดีกว่า แต่ก็ไม่คิดว่า สาขาที่ได้ไปเรียนมานั้น พอมาถึงตอนนี้ จะได้ใช้จริงๆ” คุณแน็ต เอ่ยถึงความเสียดายในช่วงนั้น

แต่เมื่อถึงช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีแบบก้าวกระโดด จากกิจการโรงพิมพ์ขนาดใหญ่ เมื่อยอดใบสั่งสิ่งพิมพ์เริ่มลดลง สิ่งสำคัญที่สุดคือ การปรับตัวเพื่อให้ธุรกิจดำเนินต่อไปได้ สิ่งหนึ่งก็คือ การใช้สิ่งที่เป็นต้นทุนซึ่งมีอยู่มาตั้งแต่ดั้งเดิมให้เกิดประโยชน์สูงสุดอีกครั้ง

“เน็ตมองว่างานทางด้านดิจิตอลเริ่มมีบทบาทมากค่ะ ตลาดทางด้านสิ่งพิมพ์ก็ไม่โตขึ้นแล้ว แต่จะไปโตทางด้านหีบห่อ ซึ่งเป็นอีกแนวหนึ่ง เราก็ดูอยู่จะไปในทางไหน”

สิ่งหนึ่งที่ครอบครัวได้ตัดสินใจก็คือ การใช้ต้นทุนเดิมที่มีอยู่ให้การประโยชน์สูงสุด อย่างเช่นการใช้อาคารและพื้นที่ ที่เคยเป็นที่ตั้งเครื่องจักรต่างๆ มาบริหารจัดการใหม่หมด โดยอาศัยข้อได้เปรียบของโครงสร้างที่กว้างขวาง มั่นคงแข็งแรง มาแบ่งปันให้เป็นอาคารพาณิชย์ให้เช่า เป็นศูนย์กลางเพื่อการทำกิจกรรมต่างๆ เช่น ห้องสตูดิโอ ถ่ายภาพพรีเวดดิ้ง สมาคมลีลาศ ห้องเต้นรำ ห้องจัดเลี้ยง ห้องประชุมสัมมนา จัดคอนเสิร์ต จัดงานแต่งงาน ปาร์ตี้ส่วนตัว ฯลฯ ซึ่งอาคาร “นายเล็กสเปซ” มีข้อได้เปรียบที่สำคัญคือ ทำเลที่ตั้ง ณ ซอยวิภาวดี 17 แยก 6 ที่ปัจจุบันกลายเป็นใจกลางเมืองไปแล้ว ชื่ออาคารนี้ก็มาจาก ชื่อของคุณแม่และคุณพ่อ

และเมื่อนำกิจกรรมต่างๆ เหล่านี้มารวมกัน สิ่งหนึ่งที่ต้องเตรียมการขึ้นมารองรับนั่นคือ อาหาร และ เครื่องดื่ม สำหรับผู้คนที่แวะเวียนเข้ามา

“ที่เราเปิดร้าน แกงไท เพราะคุณแม่ชอบทำอาหาร อยากเปิดร้านที่บรรยากาศนั่งสบาย มาทานอาหารกันแบบครอบครัว เพราะบางทีเราก็ไม่อยากเข้าไปทานข้าวในห้างฯ แล้วเจอคนเยอะๆ จนผู้ใหญ่อาจจะปวดหัวได้”

คุณเน็ตชอบทำอาหาร ทุกวันตอนเช้าก็ทำให้คุณพ่อคุณแม่ทานอยู่เป็นประจำ ช่วงก่อนหน้านี้ก็เคยอยากเปิดร้านอาหาร เลยไปลงเรียนอาหารไทยมาช่วงหนึ่งจนจบหลักสูตร แต่ก็ยังไม่มีโอกาสได้แสดงฝีมือเต็มที่ เพราะจังหวะนั้นงานทางด้านโรงพิมพ์ยังยุ่งอยู่พอสมควรจนไม่สามารถปลีกตัวมาเริ่มทำร้านอาหารได้ จนเมื่อมีโอกาสอีกครั้ง เธอจึงได้เข้ามาดูแลร้านแกงไทอย่างเต็มตัว

ชื่อ แกงไท ได้มาจากคุณพ่อและคุณแม่ ที่ช่วยกันเฟ้นหาจนได้ความลงตัวและความหมายมงคล โดยเน้นเมนูอาหารไทยต้นตำรับ รสชาติจัดจ้าน แถมบางวันยังอาจจะมีเมนู อาหารเหนือสูตรเด็ด จากฝีมือของคุณแม่ที่ลงมือทำเองมาให้แขกได้ลิ้มรสอร่อยกันอีกด้วย และบริเวณใกล้ๆ กันก็ยังมีร้านกาแฟเก๋ๆ “Early Bird Night Owl” ไว้คอยบริการเครื่องดื่มนานาชนิดอีกด้วย

“เวลาทำธุรกิจ หรือทำงาน แน็ต จะค่อนข้างอะลุ่มอล่วย เพราะ งานพิมพ์ มีโอกาสเกิดข้อผิดพลาดได้ง่าย ถ้าเราไปเข้มงวดกับทุกเรื่อง ชีวิตเราก็จะเครียดเกินไป แต่ถ้ารู้จักปล่อยวางบ้าง เราก็สามารถสนุกกับงานไปได้”

และอีกเคล็ดลับสำคัญ ที่เป็นทั้งพลังกายและพลังใจให้กับคุณแน็ตก็คือ

“เมื่อทำธุรกิจกันแล้ว ก็อย่าลืมหาเวลาทำบุญกันด้วยนะคะ ครอบครัวเรานับถือหลวงปู่โต วัดระฆัง เป็นพิเศษ ถ้ามีเวลาก็จะพากันไปทำบุญ พิมพ์บทสวดมนต์ไปถวายไว้ที่วัดอยู่เป็นประจำ และสิ่งสำคัญที่สุดยิ่งกว่า คือการได้ดูแลบุพการี ให้มีความสุขที่สุด.. ทุกๆ วันต้องได้ดูแลท่าน ทำอาหารอร่อยๆ ให้ทาน ได้อยู่ด้วยกัน ใช้เวลาร่วมกัน.. ท่านมีความสุข แน็ต ก็มีความสุขไปด้วยค่ะ”