นัฐชัย ไชยพรม

นัฐชัย ไชยพรม
B.N.K. Pattaya Wine Gallery Co., Ltd.
“ผ่อนหนัก ผ่อนเบา”

ชีวิตผมเริ่มจากการเป็นเด็กวัด หลวงลุงของผมเป็นพระผู้ใหญ่ที่วัดหิรัญรูจี ผมไปเป็นลูกศิษย์อาศัยที่นั่น ท่านมีลูกศิษย์เป็นพระฝรั่งมาบวช หลวงลุงเป็นมหาเปรียญเรียนจบมาจากอินเดีย พูดภาษาอังกฤษได้คล่อง ท่านสอนภาษาอังกฤษให้ผม แล้วให้ผมดูแลพระฝรั่งซึ่งเคยทำงานทางด้านโรงแรมมาหลายปี อยู่มาหลายประเทศ จนรู้สึกเบื่อหน่ายชีวิต จึงได้มาบวช ผมก็ไปช่วยอุปัฏฐาก ดูแลทุกอย่าง จนวันหนึ่งท่านก็ถามผมว่าอยากทำงานโรงแรมรึเปล่า

คำถามนี้ทำให้ผมมีความรู้สึกว่า งานโรงแรมคงเป็นงานที่ผมไม่ได้รับเกียรติอะไร ซึ่งตอนนั้นผมกำลังเรียนอยู่ที่วิทยาลัยครูบ้านสมเด็จ แต่ก็อยากทำงาน ท่านฝากไปที่โรงแรมโอเรียลเต็ล บอกกับผมว่า นี่คือโรงแรมอันดับหนึ่งของโลก จะเข้าไปทำงานได้ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ผมอยู่แต่ในวัดไม่เคยทำงานมาก่อน พอฝรั่งมาสัมภาษณ์ก็คุยกันรู้เรื่อง จนเขาถามว่าเรียนภาษาอังกฤษมาจากไหน เพราะแปลกใจที่พูดได้อย่างคล่องแคล่ว ก็ตอบไปว่าเรียนมาจากวัด เรื่องอะไรที่เกี่ยวกับวัดวาอารามผมอธิบายได้หมด แต่พอถามถึงเรื่องอาหารผมไม่รู้เรื่องเลย ต้องมาเรียนเรื่องศัพท์ด้านอาหารกันใหม่หมด อาศัยว่ามีพื้นฐานมาแล้ว เลยทำให้รู้เรื่องเร็ว และเริ่มงานในแผนกต้อนรับ

อยู่ฟร้อนท์ได้แต่งตัวหล่อ ได้พบกับชาวต่างชาติ แต่ไม่ได้ทิป ผิดกับเพื่อนที่เป็นพนักงานเสิร์ฟ ได้ทิปเยอะๆ ทำให้ผมย้ายไปอยู่ F&B ซึ่งทำให้ได้เรียนรู้ขั้นตอน รู้วิธีการในงานที่เกี่ยวกับอาหารและยังได้อิ่มทุกวัน แล้วในแผนก ผมจะใช้ภาษาอังกฤษได้ดีที่สุด เวลาใครมีปัญหาก็ต้องวิ่งมาหา ถ้าผมแก้เองไม่ได้ก็วิ่งหาคำตอบให้จนได้ ความจำผมดี บรรยายให้ฝรั่งได้ในทุกจาน ทุกเมนู จนผู้จัดการใหญ่เห็นว่าเรามีความสามารถ เลยส่งไปสัมภาษณ์ที่แมนดารินกรุ๊ป ฮ่องกง เป็นการนั่งเครื่องบินครั้งแรก ตอนนั้นแม่กลัวเครื่องบินตก ไม่อยากให้ไป กลัวลูกตาย แต่ผมก็ไป พอผ่านสัมภาษณ์เข้าไปได้ ต้องฝึกงานตามประเทศแถบเอเชียแปซิฟิก จนสุดท้ายไปจบที่ แมนดาริน ซานฟรานซิสโก

ระหว่างที่เรียน ระหว่างทำงาน ได้รับประสบการณ์ทางด้านอาหารและเครื่องดื่มเพิ่มขึ้นมาเรื่อยๆ ผมไม่ดื่ม เหล้า เบียร์ บุหรี่ไม่สูบ แต่พอได้ดื่มไวน์แล้วรู้สึกหลงใหล ยิ่งได้อ่านประวัติ ได้ศึกษา ก็ยิ่งรู้สึกแปลก เพราะไวน์ยังเป็นเรื่องไกลตัวของบ้านเรา ยังไม่มีคนนิยมมากนัก พอวันหยุดผมไปปิคนิคตามไวน์เนอรี่ต่างๆ จนเมื่อมีความรู้มากขึ้นก็ได้มีโอกาสไปทำงานอยู่ที่ Robert Mondavi Winery ที่ นาปา วัลเลย์ ซึ่งเป็นแหล่งไวน์ดังที่สุดของอเมริกา ผมทำงานดูแลตั้งแต่ดินจนถึงต้นองุ่นโตได้ลูกออกมาเพื่อผลิตไวน์ และ มร.โรเบิร์ต มอนดาวี ยังให้ผมไปดูแล Opus One ไวน์ที่มีชื่อเสียงของที่นั่น ตั้งแต่ราคาขวดละพันกว่าบาท จนปัจจุบันนี้ขึ้นไปเป็นหลายหมื่นบาท

พอกลับมาประเทศไทย ก็ไปทำงานโรงแรมอีกสองสามที่ แต่มาคิดว่า เมื่อได้ออกไปท่องโลกกว้างมาแล้ว จะให้กลับมาอยู่ในที่แคบๆ แบบนี้มันไม่เหมาะกับชีวิตเรา ผมต้องไปหาความรู้ให้มากกว่านี้ จึงออกมาทำงานให้บริษัทไวน์ แต่สมัยนั้นส่วนใหญ่จะเป็นเหล้า ไวน์ยังมีน้อยมาก คนไทยยังไม่นิยม ถ้าให้ดื่มไวน์ จะบอกว่าเหมือนให้กินยาธาตุน้ำแดง

ทำงานได้พักใหญ่จนพอมีทุน ผมก็คิดจะเปิดบริษัทเองบ้าง หลังจากที่ทำโน่นทำนี่มาหลายอย่าง รายได้ก็ดี แต่รู้สึกว่านั่นไม่ใช่ตัวเราเลย จึงปรึกษากับพี่น้องชวนกันลงทุน แต่ไม่มีใครอยากหุ้น เลยเปลี่ยนเป็นยืมแทน พ่อแม่แบ่งที่ไว้ให้ รวมทั้งของภรรยา ผมก็ขายเอาเงินมาลงทุน เป็นเงินก้อนใหญ่พอสมควรในสมัยนั้น แต่กลับซื้อไวน์ไม่พอ เพราะเมื่อก่อนเรามีหน้าที่สั่งของให้บริษัทแล้วเลขาทำเรื่องจ่าย เลยไม่รู้สึกว่าต้องใช้เงินมากแค่ไหน พอมาทำเอง ทุกอย่างต้องควักกระเป๋า จนรู้สึกว่า ทำอย่างไรถึงจะให้ตัวเองรอด

พอทำไปได้สักพักผมก็เริ่มคิดว่า เราจะไม่ยิ่งใหญ่ หากไม่ได้เป็นเจ้าของแบรนด์สินค้าเอง จึงตัดงบออกมาส่วนหนึ่งเพื่อไว้ใช้ในการเดินทาง เป็นเงินก้อนสุดท้ายที่เตรียมไว้ใช้ในการติดต่อธุรกิจ เป็นการชี้ชะตาผมเลยว่า จะเกิดหรือจะดับ ผมจึงต้องไปทุกประเทศที่มีข้อมูลอยู่ ทั้ง อเมริกา ฝรั่งเศส ออสเตรเลีย ชิลี อาร์เจนตินา แอฟริกาใต้ อิตาลี ฯลฯ ไปทุกที่ เพื่อไปพบกับคนที่คุ้นเคยกันมาก่อนในเรื่องธุรกิจ จากเดิมที่เขาเคยดูแลเราทุกเรื่องอย่างดี แต่ไปคราวนี้ผมไปเพื่อตัวเอง ไปแบบไม่มีเครดิต ไม่มีอะไรไปเป็นหลักประกัน เพราะตัวเองคิดแค่ว่า เรามีสมอง มีความรู้ ผมจะยิ่งใหญ่ให้ได้ แต่ในโลกความเป็นจริงนั้นเขาพูดกันด้วยความเชื่อถือทางการเงิน การเดินทางครั้งแรกของผมจึงไม่ประสบความสำเร็จอะไรกลับมาเลย

เมื่อครั้งแรกไม่ได้ ผมก็กลับไปอีก ครั้งที่สองก็ยังไม่ได้ ครั้งที่สามก็ยังไม่ได้อีก แต่ผมไม่ยอมแพ้ จนพอไปครั้งที่สี่ เขาก็ยอมใจอ่อน บอกว่า ที่จ่ายสินค้าให้ ไม่ใช่เพราะผมมีศักยภาพ แต่ให้เพราะเห็นความพยายาม และเชื่อว่าความพยายามของผมจะทำให้เขาประสบความสำเร็จไปด้วย

ทุกประเทศส่งสินค้ามาให้เจ้าละครึ่งตู้ โดยผมยังไม่ต้องจ่ายเงิน ตอนนั้นดีใจมากที่เริ่มต้นทำธุรกิจได้ ผมขอเวลาเขา 6 เดือน ในการขาย แต่ปรากฏว่า แค่ 3-4 เดือน ขายได้หมด แล้วจ่ายเงินทันที เขาก็ให้สินค้าเพิ่มมาอีกเต็มตู้ แต่กลายเป็นว่าผมไม่มีเงินพอจะไปจัดการเรื่องภาษีออกมาได้ ต้องเอาออกมาทีละครึ่งตู้ เพราะเรายังขาดทั้งเรื่องทุนและความรู้ในการติดต่อ ก็ต้องเริ่มกันใหม่อีก ค่อยๆ ขยับไปทีละนิด จนมีความคล่องตัวทางธุรกิจ

ผมบอกทุกคนเลยว่า ผมมีอาชีพเดียว คือ ไวน์ เป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องไวน์ ผมถนัดในเรื่องนี้ที่สุด ทำอย่างอื่นไม่ได้ เพราะถ้าทำไปก็คงเหมือนกับตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ ชื่อ B.N.K. Pattaya Wine Gallery เป็นชื่อของลูกผม และยังมาจากเมืองท่องเที่ยวที่รู้จักกันไปทั่วโลก ผมคิดว่าชื่อนี้จำได้ง่าย เป็นผลดีกับบริษัท ธุรกิจก็ขยายไปเรื่อยๆ เริ่มจากในแถบย่านตะวันออกจนฐานแน่น แล้วก็ค่อยๆ เข้ามากรุงเทพฯ ขยับเรื่อยๆ ตามงบประมาณที่เรามี เพื่อนเก่าที่เคยเอื้อเฟื้อกันมาเมื่อครั้งทำงานโรงแรมก็ยังจำกันได้ ชีวิตผมประสบผลสำเร็จได้เพราะคนโรงแรม

จากกรุงเทพฯ ผมขยายไปภูเก็ต ทำยอดขายได้ดี แต่ก็เจอกับภัยธรรมชาติครั้งใหญ่ที่สุด ซึนามิ เมื่อปี 2547 ไวน์ผมไม่ได้ทำประกันภัยไว้เลย เพราะไม่มีใครรู้ว่าภัยธรรมชาติจะรุนแรงถึงขนาดนี้ ความสูญเสียครั้งนั้นเรียกว่าแทบหมดตัว หมดกำลังใจ ท้อที่จะทำงานต่อ หยุดไปเป็นปีๆ จนผู้ใหญ่มาทักว่า ตอนเกิดเหตุการณ์ได้ถ่ายรูป เก็บหลักฐานไว้บ้างหรือเปล่า ประวัติมีไหม ซึ่งผมก็ทั้งมีและไม่มี ท่านบอกว่าให้รวบรวมเอาเท่าที่ได้ จะพาไปหาสถานทูตเพื่อให้ช่วยทำหนังสือชี้แจงไปยังต่างประเทศ ว่าเกิดอะไรขึ้นกับเราบ้าง มีการเจรจาไกล่เกลี่ย ปรากฏว่า เขาก็เห็นใจ ส่งสินค้ามาให้ใหม่ ช่วยทำให้ผมฟื้นขึ้นมาได้อีก หลังจากนั้นผมจึงต้องรู้จักระวังมากเป็นพิเศษ และเริ่มขยายธุรกิจออกไปทั่วทุกภูมิภาค

ผมมาคิดว่า ถ้าเราทำร้านอาหารที่มีคุณภาพ เพื่อมาเสริมกับเรื่องไวน์ ก็น่าจะเป็นประโยชน์ให้กับคนที่ชอบไวน์ โดยผมจะเป็นผู้คอยให้ความรู้ในเรื่องอาหารและเครื่องดื่มกับลูกค้า ส่วนใหญ่เป็นเพื่อนฝูง เป็นคนรู้จัก เป็นผู้ใหญ่ที่นับถือ เป็นลูกค้าไวน์ของเราอยู่แล้ว เชิญมาทานอาหารกับเราบ้าง เขาก็ซื้อไวน์กลับไปบ้าง จนกลายเป็นธรรมเนียม คนก็ยังงงว่ามาเปิดร้านอาหารแบบนี้ในหมู่บ้านจะอยู่ได้ยังไง (Wine & More Restaurant หมู่บ้าน Areeya Mandarina ซอยอ่อนนุช สุขุมวิท 77) แต่วันดีคืนดีแขกก็มากันเต็มร้าน หรือบางวันก็เงียบ ซึ่งวัตถุประสงค์หลักในการเปิดร้านไม่ใช่เรื่องทำกำไร แต่เป็นการฝึกทั้งพนักงานของเราเองและลูกค้า ให้รู้จักกับอาหารและเครื่องดื่ม แล้วผมก็ได้ขยายสาขาไปหัวหิน สไตล์อาหารคล้ายๆ กัน แต่จะมีอาหารไทยฟิวชั่นเข้ามาเสริมอีกด้วย

กอล์ฟกับไวน์ ทำให้เกิดประโยชน์กับชีวิตของผมมาก ทำให้มีความน่าเชื่อถือ ได้รับโอกาสดีๆ แต่ทั้งนี้ผมก็ต้องสู้และอดทน หนักเอาเบาสู้ บางครั้งก็หวานอมขมกลืนดื่มไวน์กับเล่นกอล์ฟมีส่วนที่คล้ายคลึงกัน มีเสน่ห์เหมือนกัน ถ้าคนดื่มไวน์ด้วยกันหรือเล่นกอล์ฟด้วยกัน พอมีความรู้ มีรสนิยม สามารถสัมผัสอรรถรสได้ บทสนทนาย่อมจะสนุกสนาน ไม่ต่างกับการได้เล่นกอล์ฟได้ร่วมก๊วนกับผู้เล่นที่มีฝีมือดีสูสีกัน ซึ่งก่อนจะมาถึงขั้นนี้ได้ ไม่ว่าจะไวน์หรือกอล์ฟก็ต้องผ่านการเรียนรู้ตั้งแต่ขึ้นพื้นฐาน เช่น ไวน์คืออะไร ทำมาจากอะไร ทำไมถึงเรียกว่าไวน์ ซึ่งเป็นเรื่องที่สามารถจะลงรายละเอียดได้ไม่รู้จบ ดื่มไวน์ ต้องรู้เรื่องไวน์ด้วยถึงจะสนุก

ผมรู้เรื่องไวน์เพราะความรักและใส่ใจ รู้เพราะดื่มเยอะ อ่านตำราเยอะ เดินทางไปเสาะแสวงหาก็เยอะ ยิ่งการได้เคยทำงานในไร่องุ่น เคยขับรถไถ เคยได้เก็บผลผลิต เคยได้ซ่อมดูแลต้นองุ่น ในแต่ละปีก็ต้องไปชิมไวน์ตามที่ต่างๆ ถ้าไม่ถูกใจ ถ้าไม่ได้ชิมเอง ไม่ถูกใจ ไม่มั่นใจ ผมก็ไม่สั่งเข้ามา ซึ่งคงมีน้อยคนนักที่จะมีประสบการณ์ตรงแบบนี้ ดังนั้นเวลาผมสอน บรรยายให้ความรู้เรื่องไวน์จึงเป็นเรื่องทั้งศาสตร์และศิลป์แบบเจาะลึกที่มีความน่าสนใจทุกขั้นตอน

ผมเป็นคนที่ชอบกีฬารุนแรง สมัยเรียนเคยชกมวยมาก่อน แผลตามตัวยังอยู่จนถึงทุกวันนี้ ขึ้นชกมวยไทยตามเวทีอยู่หลายปี ใช้ชื่อว่า นัฐ วัดหิรัญรูจี จากค่าตัวหลักร้อยขึ้นมาเป็นหลักพัน จนมีคนรู้จักว่าเป็นมวยเตะหนัก แทงเข่าหนัก ฟุตบอลก็เล่นจนแข้งขาแตก เพิ่งมาเลิกเล่นตอนทำบริษัท ตอนนั้นมีทีมของตัวเอง ชื่อทีมเขาน้อย แถวพัทยามีทีมฟุตบอลเยอะมาก แข่งขันกันสนุกสนาน ผมกับกีฬาห่างกันไม่ได้

ยุคนี้ สมัยนี้ ต้องรู้จักผ่อนหนักผ่อนเบา การเปลี่ยนแปลงของบ้านเมืองไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไร ล้วนส่งผลกับธุรกิจทั้งนั้น เคยโดนมรสุมแบบแทบสิ้นเนื้อประดาตัวก็เคยมาแล้ว จนต้องรู้จักระวัง จังหวะที่มันไม่ได้ ก็ต้องใช้ภาษามวยเรียกว่า ติ๊ดชึ่ง ถีบแล้วถอยเข้ามุมไปก่อน พอถึงจังหวะที่ทำได้ก็ต้องทำ มีโอกาสเมื่อไหร่ หมัด เท้า เข่า ศอก ต้องรีบละเลง หรือเล่นกอล์ฟ ก็ต้องรู้ฝีมือคู่ต่อสู้ รู้เขารู้เรา วิเคราะห์กันช็อตต่อช็อต สู้แบบไม่มีข้อมูล สู้ไปก็หมดตัว การทำธุรกิจก็เช่นกัน จังหวะไหนที่บ้านเมืองดี เศรษฐกิจดี มีความเชื่อมั่น มีนักท่องเที่ยว เราก็ต้องทุ่มเต็มที่ ช่วงไหนไม่ค่อยดีก็ต้องคอยประคอง เอาแค่พออยู่ได้ก็ดีแล้ว

กีฬาให้อะไรดีๆ กับผมมากจนบรรยายไม่ถูก เคยชกมวยเพื่อความชอบความสนุก เคยคิดว่าจะเล่นกอล์ฟแค่เพื่อทำธุรกิจ แต่พอได้เล่นจริงๆ ทั้งมวยและกอล์ฟและทุกกีฬากลับให้ผมมากกว่านั้น ไม่ใช่แค่เรื่องสุขภาพเท่านั้น ในเรื่องการใช้ชีวิต การทำธุรกิจ ก็นำมาปรัชญาของกีฬามาประยุกต์ใช้ได้เช่นกัน เพราะผมไม่ใช่นักธุรกิจร้อยเปอร์เซ็นต์ ผมเป็นนักกีฬาด้วยครับ