สัพเพฯ กอล์ฟ

หลีเป๊ะ

หลีเป๊ะ

เรื่องรายได้ของประเทศ หากจะคิดเพียงทิศทางที่เป็นวงการอุตสาหกรรม บ้านเราเมืองเราคงลำบากยากเข็ญกันพอดู นั่นเพราะวงการนี้เรายังล้าหลังที่อื่นอยู่หลายปีนัก ความรู้พื้นฐานของอุตสาหกรรมจริงๆ ก็ยังมีอยู่ในวงจำกัด หรือบรรดาโรงงานที่เราพบเห็นกันนั้นความจริงเป็นเพียง “เขามาใช้พื้นที่ของเรา” เท่านั้นเอง การที่จะมาขยายความถึงความก้าวหน้าทางวงการนี้คงไม่ใช่เรื่องทั้งหมด ลองคิดไปคิดมาแล้วก็ “ปลงตก” กับทางสายนี้จริง เพราะอุตสาหกรรมพื้นฐานมันไม่ได้มาจากฝีไม้ลายมือของคนในชาติสักนิด แต่เราเป็นเพียงผู้ที่มีแรงงานก็เท่านั้น ดังนั้นกำรี้กำไรก็คงตกไปเป็นของคนที่เขามาลงทุนนะ

เราลองมามองหาหลักการ การสร้างชาติที่เราควรคำนึงถึงพื้นฐานของชาติ ว่าเรามีอะไรที่สามารถเอามาเป็นพื้นฐานได้ คิดไปคิดมาก็ “ธรรมชาติ” ของเรานี่แหละ คำว่า “ธรรมชาติ” ของเราผมหมายถึงอะไรที่เรามีอยู่มันก็จะเป็น “ต้นทุนทั้งสิ้น” ไม่ว่าจะเป็นน้ำ, ต้นไม้, ภูเขา, ทราย ทุกอย่างที่เรามีก็ใช้ได้ทั้งสิ้น แต่จะว่าไปของแบบนี้เรามีเขาก็มี แล้วแบบนี้นี่แหละที่คนไทยเราแห่แหนกันไปเที่ยวต่างบ้านต่างเมือง ลองคิดดูนะครับ “เรามีเขามี” บางทีความหลากหลายทางฤดูกาลเขาอาจเป็นต่อเสียด้วยซ้ำ แต่ที่เรามีแล้วเขาไม่มีคือ “ต้นทุนทางสังคม” ด้วยคนไทยเรานี่แหละคือ หนึ่งเดียวในใต้หล้าที่ยากจะมีใครมาลอกเลียนแบบได้

ความรักความดูแลเอาใจใส่ต่อเพื่อนมนุษย์เราคือ “ของจริง” ไม่ใช่ของปลอมที่ปรุงแต่งกันขึ้นมา ด้วยรากเหง้าทางครอบครัวที่มีมาพร้อมกับการเกิดมนุษย์บนพื้นแผ่นดินนี้ หากจะสืบสาวราวเรื่องคงย้อนไปนับพันปีมั้ง ดังนั้นต้นทุนแบบนี้เป็นเรื่องที่เราควรจะหยิบยกมาเป็นโจทย์ให้คิดกัน แล้วก็นำมาพัฒนาต่อยอดกันขึ้นไป…

ครูไก่เองมีโอกาสได้ไปเที่ยวทางเกาะแก่งที่เรามีอยู่หลายครั้งหลายครา ทั้งฝั่งอันดามันและอ่าวไทย แน่นอนทางอันดามันเนี่ยถือว่าเป็น “เพชร” ที่ขึ้นเรือนมานาน แต่ทางอ่าวไทยของเรานี่ปัจจุบันก็น่าสนใจไม่แพ้กัน เพราะเมื่อเร็วๆ นี้กลุ่มนักเดินทางของครูไก่ตั้งธงไว้ไม่ไกลแค่ “เกาะหลีเป๊ะ” ความจริงเกาะนี้มันเพิ่งจะเป็นที่รู้จักกันมาพักใหญ่แล้ว จากเป็นเกาะหนึ่งในอุทยานแห่งชาติ “ตะรุเตา” เกาะนี้ยังคงมีความสวยงามอยู่มากโขอยู่ การเดินทางก็ไม่ลำบากยากเข็ญอะไรมากมายนัก จะเป็นรถไฟหรือรถยนต์ก็เนียนถึงได้สบายๆ แต่ทาง “อากาศ” ก็ไปลงหาดใหญ่แล้วก็นั่งรถไปอีกราวๆ สองชั่วโมงก็เข้าสู่ “ท่าเรือที่สตูล” นี่แหละคือการเริ่มต้นของการเที่ยวครั้งนี้…

ท่าเรือนี้ก็แสนสบายนักหนา เรือที่จะไปดูแล้วมีทั้งขนาดใหญ่หรือเล็กมากมายตามจะเลือก ถ้าจะไปแบบสบายแบบชาวบ้านก็จะเป็นเรือหางยาวกับเครื่องดีเซลสูบเดียวแบบ “ควง” ดูคลาสสิคไปอีกแบบ แต่ถ้าจะเข้าไปหลีเป๊ะก็จะมีทั้ง “เฟอร์รี่” ขนาดใหญ่ แล้วก็เรือเร็ว “สปีดโบ๊ท” เฟอร์รี่นี่เขาไปมาเป็นเวล่ำเวลา ส่วนสปีดโบ๊ทก็ติดต่อกับทัวร์ได้ตลอดเวลา กลุ่มเราเกือบ 30 คนก็เลือกเรือเร็วที่จองมาก็เจ๋งดี เร็ว แรงใช้ได้…

การเที่ยวของเราก็เริ่มทันทีเมื่อเราเข้าเขต “สตูล” มื้อแรกก็ราวๆ 11โมง หรือตีสิบเอ็ดที่ชาวบ้านเขาเรียก เป็นอาหารทะเลอร่อยพอได้ จบจากอาหารก็ลงเรือลุยเที่ยวตามเกาะแก่งที่เขามีอยู่เพียบ ทั้งเกาะไข่ เกาะตะรุเตาที่มีความงามที่เรานึกไม่ถึงทางแถบนี้ หรือเรื่องที่พักในยามที่เราไปถึงก็สบายนักหนา เราไปพักกันที่ “บันดาหยา” เป็นรีสอร์ทที่เลือกสรรได้ว่าจะไปอยู่แบบที่เป็นบ้านพักหลังเล็ก หลังใหญ่ หรือจะเป็นแบบโรงแรม…

บนเกาะนี้นอกจากห้องพักแล้ว เรื่องของกิจกรรมยามค่ำคืนก็ถือว่ามีอยู่หลากหลายของที่นี่ไม่ว่าจะเป็น ถนนคนเดินที่บรรจุเอาร้านอาหารกับร้านขายของจิปาถะ หรือจะเลือกข้าวของที่จำเป็นในการดำน้ำดูปะการังก็มี หลายร้านก็เป็นชาวต่างชาติคอยดูแล นี่แหละคือหลีเป๊ะที่รวบรวมความสวยงามของพื้นเพเดิมควบรวมกับชีวิตในการท่องเที่ยวอยู่ด้วยกันอย่างลงตัว…ผมชอบครับผู้คนแถบนี้ดูเขาจะเป็นมิตรมากกว่าภาพที่เห็นนะ…จากคนที่อยู่กับทะเลแล้วมีพื้นเดิมเป็นแถบทางใต้ มองทีแรกน่ากลัว แต่เอาเข้าจริงน่ารักมากเลย…

เราไปเที่ยวเกาะแก่งกันแบบสนุกสุดขีด จะ ทราย, หิน หรือปะการังน้ำตื้น บอกได้เลยที่นี่ครบครัน…นี่คือความสนุกในการเที่ยวเมืองไทยแบบชาวบ้าน โดยเฉพาะกลุ่มนี้อายุอานามก็โขกันแล้วทั้งสิ้น ทุกคนบอกสนุกสนานมาก ดูภาพที่นำมาฝากก็คงทราบถึงความสุขที่ทำได้ในถิ่นไทย.

ครูไก่ ลำพอง ดวงล้อมจันทร์