Interview

วรุตม์ พลวรรณาภา

วรุตม์ พลวรรณาภา
“พระอาทิตย์ ใกล้ไปก็ร้อน ไกลไปก็หนาว”
IT Managed Services Provider
MSP Order Fulfillment & Field Services
Southern California Edison Company

เทควันโด : ผมชอบกีฬามาก ช่วงเด็ก ๆ เลย เล่นซนแทบทุกอย่างตามวัย แต่ที่เป็นเรื่องเป็นราวก็คือ เทควันโด้ เรียนเป็นรุ่นแรก ๆ ในสมัยโน้น ตั้งแต่ ม.1 – ม.3 ครั้งแรกเห็นชุดก็คิดว่าเท่ ไม่ได้ตั้งเป้าว่าจะไปถึงไหน ไม่ได้คิดเลย ปิดเทอมก็ไปกับเพื่อนที่สมาคมฯ ตรงเพลินจิต เรียนไปเรื่อย ๆ สอบไปเรื่อย ๆ ได้อยู่ ได้เห็นสังคมกีฬา แต่ไม่ได้คิดอยากเป็นทีมชาติ คิดอย่างเดียวว่า อยากได้สายดำ เราขยับขั้นไปด้วยกันเป็นกลุ่ม เพื่อนบางคนเลิก แต่เราไปต่อเรื่อย ๆ กลุ่มเรายังเคยได้ไปโชว์ในห้างฯ ทำให้รู้สึกว่าเท่ ตอนนั้นเรียนกับครูเกาหลี ครูเริ่มสอนให้เราคนอื่นได้แล้ว จนก่อนจะไปเรียนต่อ ต้องไปสอบสายดำ ผมเป็นคนเดียวในห้าคน ที่อาจารย์ให้ไปสอบ เพราะเขาดูจากความตั้งใจ แต่ช่วงนั้นเพื่อน ๆ ยังไม่พร้อม แล้วเราก็ติดเพื่อน และอีกไม่กี่อาทิตย์ก็จะเดินทาง ทำให้ทิ้งสายดำไปเลย พอไปที่โน่นก็ไม่ได้เล่นต่อ มัวแต่เรียนหนังสือ ยังนึกเสียดายว่าทำไมไม่ไปสอบสายดำ

อเมริกา : ครอบครัวผมเคยย้ายไปอเมริกาเมื่อตอนเรียนอนุบาล ไปเรียนต่อที่โน่น แต่อยู่แค่สองปี ก่อนจะกลับมาประเทศไทยอีกครั้ง เข้าเรียนสมถวิลพระโขนง พอชั้นมัธยมก็เข้า เตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ จนจบ ม.3 แล้วกลับไป อเมริกาอีกครั้ง ช่วงแรกไปอยู่กับครอบครัวฝรั่ง ไปลองดูก่อนว่าจะเป็นยังไง คุณพ่อก็บอกว่า อยู่เรียนต่อเลยละกัน จนจบไฮสกูลที่นั่น

โฮมซิก : ถึงจะเคยมาแล้วตอนเด็ก แต่รอบนี้ไปคนเดียว แรก ๆ รู้สึกแปลก ๆ คิดถึงบ้าน ไม่มีเพื่อน อยากกลับ แต่พอเริ่มเรียน เริ่มปรับตัว พยายามเรียนให้รู้เรื่องมากที่สุด เพราะภาษาอังกฤษยังไม่ได้เลย ใช้เวลาเกือบปี แต่ที่ช่วยได้เยอะคือ เรามีแต่เพื่อนต่างชาติ จำเป็นต้องฝึกพูดฝึกฟังเพื่อเอาตัวรอด ทำให้เรียนรู้ได้เร็ว และสมัยที่ผมไป อินเตอร์เน็ตเมื่อปี 1993 ยังไม่เหมือนปัจจุบัน เท่ากับไปอยู่อีกโลกนึงเลย ไม่ได้รับรู้เรื่องราวของประเทศไทย อาจไม่ได้ทำกิจกรรมเยอะ ตั้งใจจะเรียนให้จบเร็วที่สุด เพราะเราเรียนตามหลังคนอื่น ต้องเข้าเรียนพิเศษเพื่อให้ทันเพื่อน ช่วงปิดเทอมก็ไม่เคยหยุดเรียนเลย

ไฮสกูล : เด็กแม็กซิกันเยอะ มีคนต่างชาติที่เป็นเอเชียแค่ไม่กี่คน เขาเห็นเราหน้าตาแปลกก็อยากมาคุยด้วย อยากทำความรู้จัก อยากสอนเราทั้งภาษาอังกฤษ ภาษาสแปนิช ไม่ได้เหยียดอย่างที่พบมากกว่าในฝั่งตะวันออก เรียนก็สนุกสนาน ช่วยเหลือกัน ไม่ได้เครียดอะไร จนจบเกรด 12 (ม.6) ผลการเรียนดีขึ้นกว่าตอนเรียนที่บ้านเราเยอะเลย เพราะตั้งใจกว่า วิชาคำนวณเราก็ได้เปรียบ เพราะบ้านเราเรียนเข้มข้น มีพื้นฐานดีกว่า แล้วยังไปเจอครูดีอีก แต่บ้านเขาสอนให้เด็กเอาตัวรอด รับผิดชอบตัวเอง ทุกคนต้องทำงาน ทุกคนสิทธิเท่าเทียมกัน กฎระเบียบ ว่ายังไงก็ต้องตามนั้น ทุกคนต้องทำตาม ขณะที่บ้านเรา มีความถ้อยทีถ้อยอาศัยในทุก ๆ เรื่อง อะลุ่มอล่วยกันได้ ความแตกต่างที่เห็นตั้งแต่ไปก็คือ ทำให้มีความเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น เพราะต้องช่วยเหลือตัวเอง เช่น ในเรื่องการติดต่อหน่วยงานราชการ การต่อใบขับขี่ ต้องไปทำโน่น ติดต่อนี่ ด้วยตัวเอง ทำให้เราโต ดูแลตัวเองได้

คอมพิวเตอร์ : ความใฝ่ฝันของผมตั้งแต่เด็กคืออยากเป็นนักบินมาก แต่พอเรียนไฮสกูลไป สายตาเริ่มสั้น เป็นอุปสรรคแล้ว ตอนนั้นยังไม่รู้ว่าอยากเรียนอะไร ก็เรียนไปก่อน ยังไม่เลือก แล้วไปพบว่า เด็กจะได้เรียนคอมพิวเตอร์ ได้เรียนการเขียนโปรแกรม เป็นพื้นฐานของทุกคน รู้สึกว่าสนุก แปลกดี ไม่เคยเห็นแบบนี้มาก่อน ก็เลยชอบคอมพิวเตอร์ตั้งแต่ เกรด 11

มหาวิทยาลัย : ตัดสินใจว่าจะเรียนทางนี้ แต่ไม่มุ่งไปทางเป็นโปรแกรมเมอร์เต็มตัว เลือกเรียนแบบกลาง ๆ เป็นคอมพิวเตอร์อินฟอร์เมชั่นบิสซิเนส ด้านคอมพิวเตอร์กับธุรกิจ เน้นหนักไปทางเดต้าเบส แต่จะรู้แบบกว้าง ๆ ในเรื่องการเขียนโค้ดด้วย และยังต้องเรียนสายธุรกิจ บัญชี การตลาด ฯลฯ บทสรุปคือ สาขานี้ ชอบเลย ชอบมาก ผมไปเรียน จูเนียร์ คอลเลจ ที่ อิสต์ แอลเอ คอลเลจ สองปี ระดับอนุปริญญา เพราะยังไม่รู้ว่าจะเลือกอะไรแน่ ๆ จนได้เครดิตวิชาพื้นฐาน พอรู้แล้วว่าจะเลือกสาขาไหน ก็ไปเทียบโอนหน่วยกิตเข้า คาล สเตท แอลเอ หรือ แคลิฟอร์เนียร์ สเตท ยูนิเวอร์ซิตี้ ออฟ ลอสแองเจลลิส จนได้รับปริญญาตรีวิทยาศาสตร์บัณฑิต สาขา คอมพิวเตอร์อินฟอร์เมชั่นซิสเต็มส์

Y2K : ช่วงที่จบ นับว่าโชคร้าย ตรงกับปี 2000 ยุค Y2K หางานยากมาก ยิ่งสายคอมฯ แปลกมาก หาไม่ได้เลย จะมีแค่กลุ่มเขียนโปรแกรม เน็ตเวิร์ค งานก็มีค่อนข้างจำกัดด้วย แต่เราอยากทำงาน อะไรก็ได้ ไม่เลือก ขอทำไปก่อน งานแรกที่ทำชั่วคราวคือ ทำคอมฯ ที่ มหาวิทยาลัย แต่พอจบ มีงานอะไรก็ต้องทำก่อน แห่งแรกคือที่โรงเรียนสอนภาษา ในดาวน์ทาวน์แอลเอ ไม่เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์สักนิด เป็นงานแอดมิน ไปช่วยเด็กดูเอกสาร การลงทะเบียน ทำได้สักพักก็เปลี่ยนไปทำงานศูนย์ตัวแทนจำหน่ายมือถือ เป็นงานดี ทำให้อยู่ยาวสิบกว่าปี

กอล์ฟ : คุณพ่อ (เถลิง พลวรรณาภา) เริ่มให้เล่นตั้งแต่เด็ก ๆ ตัดไม้ให้มีขนาดพอดีตัว ผมไปเดินตาม หวดไม้เล่นตามสนามที่คุณพ่อไปตี แต่ที่ผมชอบคือ ได้นั่งตามซุ้ม กินไข่ต้ม ใส่ซ้อส กับ น้ำอัดลม ใส่เกลือ สนุกตรงนั้น คนรอบข้างที่เห็นก็มีแต่ผู้ใหญ่ ไม่มีเพื่อนวัยเดียวกันเล่น ทำให้ไม่สนใจกอล์ฟมากนัก หันไปเล่นอย่างอื่นในสิ่งเราชอบมากกว่า จนกระทั่งได้ไปอยู่ที่แอลเอ ที่นั่นสนามกอล์ฟเยอะ ส่วนใหญ่เป็นนักกอล์ฟสมัครเล่นทั่วไป เล่นกันแบบสนุก ๆ ในสนามพับบลิค เป็นที่สาธารณะ ใคร ๆ ก็เข้าไปตีได้ ราคาไม่แพง มีรถกอล์ฟแต่ไม่มีแคดดี้  ตีง่าย เล่นแบบสบาย ๆ เลย์เอาท์สวย คนมองว่า กอล์ฟ ก็เป็นแค่กีฬาอีกประเภท ไม่ได้หรูหราอะไร แต่คนที่เล่นจริงจัง จะไปเล่นในสนามอีกแบบ ผมเคยไปลองเล่นมาแล้ว แทบไม่อยากตีเลย เพราะยากมาก ไม่สนุก จนอาจจะเลิกเล่นกอล์ฟไปเลย ส่วนพวกนักธุรกิจ ก็จะไปสนามอีกกลุ่ม หรูหรา ราคาแพง ต้องมีเมมเบอร์ ก็แยกกันไปตามวัตถุประสงค์ของแต่ละคน

ซิงเกิลแฮนดิแคป : ได้เรียนกับเพื่อนคุณพ่อซึ่งสอนกอล์ฟอยู่ที่นั่น จริงจัง แต่ไม่ใช่เพื่อจะไปเป็นโปร ขอให้เล่นได้ไม่น่าเกลียด เล่นสนุกเพื่อสังสรรค์ ช่วงเล่นบ่อยนี่คือทุกวัน หลังเลิกงานก็อยู่ในสนามไดร์ฟ ชิพ พัตต์ จนสนามปิด เป้าหมายคือ ต้องเป็นซิงเกิลแฮนดิแคปให้ได้ ซึ่งก็เล่นได้อยู่ช่วงหนึ่ง แต่พอไม่ซ้อม ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป เป็นแค่กิจกรรมอย่างนึง พอเลิกเล่นกอล์ฟแล้ว ก็หันไปเล่นรถบังคับวิทยุ ซึ่งเคยเล่นมาก่อน

รถบังคับ : ตอนเด็กอยากได้มาก รบเร้าขอคุณพ่อ จนท่านซื้อให้ เป็นรถทางฝุ่น ออฟโรด ใช้แบตเตอรี แข่งแถวสนามคลองตัน แทบทุกอาทิตย์ แพ้ตลอด แต่คิดว่ายังไงต้องได้สักถ้วย ในที่สุดได้ อันดับ 3 ยังดีที่ทำให้พ่อชื่นใจได้บ้าง แล้วเลิกเล่น หันไปฝึกกีฬา ทำกิจกรรมอย่างอื่น แต่ก็เป็นสิ่งที่เราชอบมาตลอด กลับมาเล่นรถบังคับอีกครั้งที่อเมริกา ตอนทำงานแล้ว มีรายได้ถึงได้เล่น เพราะราคาสูง เล่นเป็นจริงเป็นจัง แข่งเป็นเรื่องเป็นราว แข่งทุกอาทิตย์ แต่แวดวงรถบังคับของบ้านเราดีกว่าเขาเยอะ อาจเพราะกฎระเบียบต่าง ๆ เข้มงวดมาก กลุ่มคนเล่นก็ไม่ได้มากนัก สนามก็น้อย

เข้าวงการ : จนมาเจอ ‘โม – เม’ (เอรียา – โมรียา จุฑานุกาล) ทำให้ผมเข้าสู่วงการด้วยความบังเอิญจริง ๆ เพราะวันนึง คุณพ่อส่งข่าวว่า มีพี่น้องนักกอล์ฟจะไปอเมริกา ช่วยดูการประสานงานต่าง ๆ ให้ด้วย เช่น เรื่องที่พัก การเดินทาง ฯลฯ เขาอาจไม่ถนัด ตอนนั้นผมยังไม่รู้จักน้อง ๆ มาก่อนเลย ต้องดูจากรูป ผมไปรับที่สนามบิน พาไปรับรถ ตอนไปแข่งที่ ลาส เวกัส ก็ไปพักกับญาติของผม ซึ่งมีบ้านอยู่ที่นั่น แล้วก็ให้คำแนะนำที่สมควรตามปกติ ยังไม่ได้ช่วยอะไรเยอะ จนกระทั่งน้อง ๆ มาแข่งที่ ซาน ดิเอโก บอกให้ผมช่วยดูที่พักให้

ติดต่อ : ไม่เคยทำงานด้านนี้โดยตรงมาก่อน แต่ใช้คอมพิวเตอร์ติดต่องานเป็นประจำอยู่แล้ว ย้อนกลับไปเมื่อครั้งเรียนไฮสกูล ไม่ว่าเรื่องอะไรก็ต้องทำด้วยตัวเอง ไปทำใบขับขี่ สอบเอง ติดต่อเอง เคยผ่านมาก่อน พอได้รับมอบหมายให้ติดต่อเรื่องต่าง ๆ ก็ไม่ใช่เรื่องยาก เพราะคุ้นเคยอยู่แล้ว เป็นเรื่องปกติสำหรับเรา และยังได้เรียนรู้ภาษาอังกฤษจากตรงนี้ด้วย นอกเหนือจากที่เรียนในห้องเรียน บางครั้งค่าโทรทางไกลหาแม่ บิลออกมาแพงมาก ต้องโทรไปติดต่อเจ้าหน้าที่ จากคุยแบบงู ๆ ปลา ๆ ไม่ค่อยรู้เรื่องในครั้งแรก ก็ค่อย ๆ เรียนรู้ จนเคยชิน ไม่กลัวการคุยกับฝรั่ง คุณพ่อบอกให้ลองช่วย เริ่มจากทีละนิด ครั้งแรกไปแข่งจูเนียร์เวิลด์ ปี 2009 ตั้งแต่ยังไม่เทิร์นโปร จากนั้นก็ช่วยดูมาตลอด ผมก็ยังทำงานประจำอยู่ เพราะยังไม่ต้องใช้เวลามากนัก จนขยายกว้างไปเรื่อย ๆ

ประสานงาน : ระหว่างทำงานด้านมือถือ ทำกอล์ฟไปด้วย ผมรู้จักกับพี่ที่อยู่ในพาร์ทเนอร์ของมือถือด้วย พอดีคุณแม่ของพี่อยู่ที่อเมริกา ชอบจัดคอนเสิร์ต นำศิลปินไทยไปอเมริกา ผมก็ได้ไปช่วยติดต่อประสานงาน ทำให้สามารถนำประสบการณ์ในการจัดการในเรื่องต่าง ๆ มาประยุกต์ใช้ด้วยกันได้ แต่ถ้าเราเล่นกอล์ฟอยู่แล้ว งานก็จะยิ่งสนุกเพราะรู้เรื่องต่าง ๆ ได้อย่างลึกซึ้ง

เรียนรู้ : เรื่องติดต่อผมทำได้อยู่แล้ว แต่ต้องมาเรียนรู้ว่า เขาต้องการอะไร ต้องติดต่อใคร มีรายละเอียดอย่างไร ต้องไปหาข้อมูล เช่น จะติดต่อเรื่องลูกกอล์ฟ ต้องติดต่อใคร นัดใครเมื่อไหร่ จะเรียนกับโค้ชคนไหน ก็ต้องรู้เรื่องตารางเวลา ค่าใช้จ่าย จนเมื่อเริ่มเป็นโปร มีผลงานเยอะขึ้น รายละเอียดต่าง ๆ ก็จะเริ่มมากตามไปด้วย เมื่อก่อนมีแค่เรื่องกอล์ฟ ต่อมาก็เรื่องแคดดี้ โค้ช ธุรกรรมส่วนบุคคล ธนาคาร การติดต่อกับหน่วยงานต่าง ๆ เช่น จะซื้อรถสักคัน ต้องทำยังไงบ้าง จะเปิดเครดิต เปิดบัญชีธนาคาร เป็นเรื่องของการใช้ชีวิตที่นอกเหลือจากการเล่นกอล์ฟ ซึ่งพอเราได้เข้าไปช่วย เขาก็สามารถโฟกัสไปที่การตีกอล์ฟได้อย่างเต็มที่

ผู้ช่วยส่วนตัว : เป็นเหมือนผู้จัดการส่วนตัวซึ่งเป็นญาติด้วย พอดูแลมานานพอสมควร เราก็จะรู้จังหวะว่า ช่วงไหนเขาอยากจะทำอะไร หรือต้องทำอะไรบ้าง ก็พอเดาใจกันได้ เช่น ถึงเวลานี้จะต้องจัดการธุรกรรมแบบนี้แล้วนะ ช่วงนี้มีพายุเข้า บ้านจะมีปัญหาอะไรรึเปล่า ก็ต้องคอยดูให้ งานลักษณะนี้ ที่คิดว่ายากที่สุดคือ ต้องทำเต็มที่ พร้อมให้ความช่วยเหลือ ช่วยแก้ไขปัญหาตลอดเวลา เพราะเขาจะผิดพลาดไม่ได้ การจะเพิ่มทีมงานคงเป็นไปได้ยากที่จะให้คนอื่นคิดเหมือนเรา จนทุกวันนี้ อาจเรียกได้ว่า ผมเป็นเหมือนผู้ช่วยส่วนตัว (Personal Assistant) ไปแล้ว

งานประจำ : ผมทำงานที่ SCE (Southern California Edison) คล้ายกับ กฟฝ. ของบ้านเรา โดยตำแหน่งคือ IT Managed Services Provider, MSP Order Fulfillment & Field Services หน้าที่คือ ถ้าพนักงานในองค์กร มีปัญหาเรื่องคอมพิวเตอร์ ผมจะเข้าไปดูแลโดยตรงกับผู้ใช้งาน งานที่ทำเป็นกึ่ง ๆ ระหว่าง ดูแล กับให้บริการ ครึ่งนึงผมเป็นเจ้าหน้าที่ไอที และอีกครึ่งนึง ต้องให้บริการกับลูกค้า ต้องทำให้ผู้ใช้งานได้รับความพึงพอใจที่สุด ทำให้เขาสามารถกลับมาทำงานได้เร็วที่สุด

สุขภาพ : ไม่ค่อยได้ออกกำลังกายเพราะมีเวลาค่อนข้างจำกัด ก็ใช้วิธีคุมอาหาร ไม่ให้น้ำหนักมากเกินไป พยายามลดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ดื่มน้ำให้มากขึ้น เคยเป็นนิ่วที่ไต ปวดมาก ชีวิตเหมือนคนกำลังจะตาย ตอนเจอหมอ แทบอยากจะบอกเลยว่า มีรถให้รถ มีบ้านให้บ้าน ขอให้แค่ผมหาย ตอนผมที่เจ็บ ๆ อยู่ หมอบอกว่า ตอนคลอดเราแม่เจ็บกว่านี้เป็นสิบเท่า เป็นการปลอบใจ พอสุขภาพดี ชีวิตก็แฮ้ปปี้ทั้งหมดแล้ว และหากมีโอกาสก็เล่นกอล์ฟบ้าง

วัยรุ่น 90’s : เมื่อก่อน ช่วงวัยรุ่น ฟาดงวง ฟาดงา มาเยอะ ไม่ได้อะไร ต้องเอาให้ได้ ไม่ยอมคน เป็นคนเครียด จริงจัง ถ้างานไม่เสร็จจะไม่เลิกทำ จนบางครั้งเพื่อนที่ทำงานถามว่าทำไมไม่ยิ้มเลย เราไม่ได้ตั้งใจ แต่ไม่รู้ตัวว่าเป็นแบบนั้น พอโตขึ้น ทำงานมาเยอะ มีประสบการณ์ รู้จักปล่อย ก็หายไปเอง วิธีแก้ความเครียดของผมคือ ฟังเพลง ยุค 90 ทั้งเพลงไทยและสากล สมัยยังเป็นเทปคาสเซ็ต แล้วแต่อารมณ์ในช่วงนั้น แล้วเดินออกจากตรงนั้นสักพัก แค่ 15 – 20 นาที ถ้าหลุดออกจากตรงนั้นมาเดี๋ยวก็หายตามปกติอยู่แล้ว โชคดีที่เป็นแบบนี้เอง หรือไม่ก็ไปคุยกับคนโน้น คนนี้ คุยเรื่องอื่น ๆ ก็ทำให้ทุเลาเบาบางไปได้

ใกล้ไปก็ร้อน ไกลไปก็หนาว : ผมเต็มที่กับคน แต่บางทีก็เครียดเพราะสิ่งที่ให้ไป ไม่เหมือนกับความคาดหวัง จนได้คำ ๆ นี้มาจาก ‘อาคอง’ (ธงชัย โชติจุฬางกูร) “พระอาทิตย์ ใกล้ไปก็ร้อน ไกลไปก็หนาว” เราอยู่ตรงกลางดีที่สุด แล้วไม่พยายามเข้าไปหาปัญหา ถ้ารู้ตัว ถอยออกมาก่อน เวลาทำงานก็โฟกัสเรื่องงาน ถ้ามีตั้งวงนินทาว่าร้ายอะไรใคร ฝรั่งก็เป็น ผมไม่คุยด้วย เดินออกเลย รู้ไปก็เท่านั้น ปวดหัวเปล่า ๆ ทำตัวให้สบาย ๆ ดีกว่า ก่อนโน้นเคยมีแผนชีวิตว่าจะอยู่ที่โน่นยาวไปเลย แต่ระยะหลังมานี่ พอได้กลับมาบ้านเมื่อไม่นานมานี้ มีความคิดว่าอยากจะกลับมาหลังจากเกษียณแล้ว การใช้ชีวิตที่โน่นอาจจะสะดวกสบาย แต่อยู่ที่นี่ อยู่ในบ้านของเรา ก็มีความสุขไปอีกแบบครับ