วีรศักดิ์ นิลกลัด
วีรศักดิ์ นิลกลัด
ผู้บรรยายและประกาศข่าวกีฬา
“เรื่องไม่ดี ต้องขจัด ละลายออกไปให้ได้ นึกถึงแต่เรื่องดี ๆ คิดแต่เรื่องบวก”
“งานสื่อมวลชน โดยเฉพาะในสายกีฬา เป็นงานที่รัก ยังอยากทำไปเรื่อย ๆ เห็นเพื่อน ๆ ที่เป็นข้าราชการ พนักงานประจำ พอปลดเกษียณแล้ว ดูหงอย ๆ (หัวเราะ) ไม่ใช่แค่รุ่นเราอย่างเดียวนะ พี่ ๆ รุ่นก่อน ๆ ก็เป็น หลาย ๆ คนบอกว่าอายุหลัง 60 ไปแล้ว ยังไม่ควรเกษียณตัวเอง แล้วอาชีพสายสื่อมวลชน ไม่มีเกษียณอยู่แล้ว หันมามองตัวเองว่า ก่อนหน้านี้สมัยหนุ่ม ๆ เริ่มทำงานหนัก ลุย หามรุ่งหามค่ำ อาชีพนี้ไม่เหมือนอาชีพอื่น ‘หาค่ำ กินเช้า’ ทำงานข้ามวันข้ามคืน สมบุกสมบันมาเยอะ ทำงานทีวี เป็นผู้บรรยาย พิธีกร ผู้ประกาศข่าว โดยเริ่มจากเป็นนักหนังสือพิมพ์ คอลัมนิสต์รายวัน ครบหมดแล้วสำหรับสายสื่อมวลชน แต่ยังเลิกไม่ได้ (หัวเราะ) เรายังติดตามอยู่ ดูกีฬา ตามผลกีฬา เล่นกีฬา ที่พอจะเล่นไหว งานก็ยังต้องทำ แต่ไม่หนักเหมือนเดิม เมื่อก่อนรับอาทิตย์ละ 7 วัน ไม่เกี่ยงเวลาด้วย (หัวเราะ) แต่เดี๋ยวนี้ เหลือ 2 – 3 วัน ถ้าดึกมากก็ยังไหว แต่ต้องพักผ่อนให้พอ เช่นกีฬาฝั่งยุโรป จะนอนก่อนช่วงค่ำ โชคดีที่หลับง่าย สะสมเอาไว้ แล้วไปทำงานหลังเที่ยงคืน เสร็จก็ใกล้เช้า ค่อยกลับมานอนอีกที เพราะเราเป็นเจ้านายตัวเอง ไม่มีเวลาเข้าออกแบบออฟฟิศ แต่เรื่องเหนือสิ่งอื่นใดคือสุขภาพ เมื่อก่อนอาจปล่อยปละละเลย เที่ยวหนัก ดื่มหนัก พักผ่อนน้อย ก็เริ่มให้ความสำคัญกับการพักผ่อนมากขึ้น แฟนก็เข้ามาช่วยดูแล นัดหมอ ทานยา แต่ก็ยังทิ้งไม่ได้ทั้งหมด มีดื่มบ้าง”…
มวยไทย : ตอนเรียนเป็นนักฟุตบอล แต่สถาบันขาดนักมวย แล้วต้นทุนเดิมของผมที่เพชรบุรี คุณพ่อเป็นเจ้าของค่ายมวย พี่ชายทุกคน ต่อยมวยได้หมด พอมาเรียนพละ ถึงชั่วโมงมวย อาจารย์เห็นหน่วยก้าน ชวนให้ขึ้นชกมวยไทยสมัครเล่นสามยก เป็นกีฬาระหว่าง 4 สถาบันพลศึกษา บอกว่าจะให้เกรด เอ ผมก็ตอบไปว่าได้ แต่ขอไม่ซ้อมนะ (หัวเราะ) ผมต้องเจอคู่ต่อสู้จากจันทรเกษม แอบกระซิบบอกพี่เลี้ยงไว้แล้วว่า ถ้าไม่ไหว จะทิ้งตัวเลยนะ (หัวเราะ) ถ้าเจ็บเดี๋ยวเตะบอลไม่ได้ พอเห็นคู่ต่อสู้แค่ไหว้ครู ก็รู้ทันที่ว่านี่นักมวยอาชีพนี่หว่า (หัวเราะ) ยกแรกยังแค่ดูเชิง อยู่ได้ครบ 3 นาที พอพักยกก็บอกกับพี่เลี้ยงว่า ‘ไม่ไหวแล้วนะ’ พอขึ้นยกสอง เจอจับตีเข่า ก็ทิ้งตัวลงไปเลย แพ้น็อค (หัวเราะ) แล้วเขาก็ทะลุขึ้นไปจนเป็นแชมป์ ตอนนั้นพี่ณุ ทำงานเป็นนักข่าว ทราบว่าผมจะต่อยมวย เขาชอบอยู่แล้ว ก็รีบมาดู ขนาดให้มอเตอร์ไซด์มาส่ง พอมาถึงก็ถามหาผมที่ข้างเวที ปรากฏว่าผมโดนน็อคไปแล้ว (หัวเราะ) แต่ได้เกรดเอวิชามวย แล้วยังได้ใบประกาศว่าเป็นอันดับ 3 ในการแข่งขัน พอกลับบ้านได้คุยกับพี่ณุ ผมบอกว่า เจอกับนักมวยอาชีพใครจะไปสู้ไหว (หัวเราะ)
ได้ดีเพราะกีฬา : เกิดและโตที่เพชรบุรี แล้วเข้ามาเรียนหนังสืออาศัยอยู่กับพี่สาวที่กรุงเทพฯ เรียนมัธยมหอวัง, วัดราชาฯ ผลการเรียนดีใช้ได้ แต่เพราะชอบเล่นกีฬา เป็นนักฟุตบอลมาตั้งแต่ประถม จึงเลือกเรียนพลศึกษากรุงเทพฯ สมัยนั้นการจะก้าวไปถึงระดับชาติมันเข้มข้นมาก คนเก่ง ๆ มีเยอะ ทีมชาติหลายคนก็เพื่อนรุ่นเดียวกัน เรารู้ตัวว่าได้แค่ระดับนึง ตอนยังเรียนที่วิทยาลัยพลศึกษากรุงเทพ ตั้งแต่สมัยยังอยู่ในบริเวณสนามศุภฯ เคยมาเล่นฟุตบอลให้กับทีมสตาร์ซ็อคเกอร์ ของ ‘พี่วิ’ (ระวิ โหลทอง) จะเล่นกับทีมต่าง ๆ การกุศลบ้าง แมทช์พิเศษบ้าง รวมนักข่าวทุกสำนักมาร่วมเล่นด้วยกันในทีม ผมเล่นในวันหยุด ตอนนั้นยังไม่ทำงาน คุณระวิ ก็จองตัวไว้ว่า จบเมื่อไหร่ให้มาทำงานด้วยกัน แต่ตอนนั้นพี่ณุ ยังอยากผมได้ฝึกฝนด้านการอ่าน การเขียน ให้เยอะ ๆ ก่อน แต่คุณระวิ บอกว่าไม่เป็นไร เดี๋ยวดูเอง (หัวเราะ) เราชอบเล่นกีฬาอยู่แล้ว และพอมาทำงานเกี่ยวกับกีฬา ก็เข้าล็อคเลย (หัวเราะ) ได้ดูด้วย กีฬาก็ยังไม่ทิ้ง ได้เล่นด้วย ตามประสาเรา ไม่ได้เล่นเพื่อความเป็นเลิศ หรือเพื่อเป็นอาชีพ เพราะมีอาชีพแล้ว เป็นนักข่าวสยามสปอร์ต ตั้งแต่อยู่คลองเตย ยังไม่มีสยามกีฬารายวัน มีเฉพาะสตาร์ซ็อคเกอร์ แปลเรื่องจากหนังสือเมืองนอก ‘ย.โย่ง’ เป็น บก. และฟุตบอลสยาม กีฬาสยาม เป็นหนังสือราย 10 – 15 วัน จนกระทั่งออกมาเป็นหนังสือพิมพ์รายวัน ก็ยังทำอยู่
นักบอลถ้วย : ไปทำข่าวฟุตบอลไทยแลนด์คัพครั้งแรกที่ลำปาง ‘พี่อ๊อด เทอร์โบ’ นสพ.ไทยรัฐ บอกกับ ‘โค้ชก๊อก’ (พงษ์พันธุ์ วงษ์สุวรรณ) ซึ่งคุมทีมแพร่ ว่าผมเป็นนักบอล เคยเล่นฟุตบอล ถ้วยฯ ง. ให้ทีมตำรวจดับเพลิง จนได้เข้ารอบ 8 ทีม เขาก็บอกว่ารู้ แล้วจับให้เล่นในทีมเลย ผมทำข่าวแล้วยังได้เล่นบอลด้วย (หัวเราะ) สมัยนั้นเล่นทั้งกองหน้า กองกลาง เล่นได้หมด ชนะแมทช์ใหญ่ไทยแลนด์คัพ รอบคัดเลือกภาคเหนือ แต่พอถึงรอบต้องเข้ากรุงเทพฯ ก็ขอเลิก เพราะทำงานอยู่ เกรงใจผู้ใหญ่

ทีวี : ‘พี่ณุ’ (พิศณุ นิลกลัด) กับ ‘พี่โย่ง’ (เอกชัย นพจินดา) เริ่มไปทำงานทีวีช่วงเวลาไล่เรี่ยกัน คุณระวิ โหลทอง บอกว่า เสียงผมกับพี่ณุ เหมือนกันเลย (หัวเราะ) ไม่ไปทำงานบ้างล่ะ จนกระทั่งผมได้โอกาส ได้เข้าไปเป็นผู้บรรยายกีฬาต่าง ๆ ของช่อง 7 ร่วมกับ ‘พี่หนู’ (ธราวุธ นพจินดา) จนพี่ณุ ขยับขึ้นไปเป็นผู้ประกาศข่าวกลาง คนอ่านข่าวกีฬาไม่มี ผมก็ขยับขึ้นไปขั้น ๆ ไป แล้วก็อยู่กับทีวีมาตั้งแต่ปี 2534 ส่วนหนังสือพิมพ์ก็ยังเป็นคอลัมนิสต์ให้กับสยามกีฬาอยู่จนถึงทุกวันนี้
งานถนัด : ชอบงานทีวี พากย์ พิธีกร ส่วนงานเขียน ตั้งแต่เริ่มทำข่าวมา ผมพิมพ์ดีดไม่เป็น ใช้เขียนด้วยปากกา ถ่ายรูปแล้วส่งทางไลน์ (หัวเราะ) ผมเคยต้องแบบเครื่องแฟกซ์ไปออสเตรเลีย ทำข่าวมวยที่สามารถ พยัคฆ์อรุณ ขึ้นชก สื่อฉบับอื่นจะมีนักข่าวไปกับช่างภาพ แต่ผมไปคนเดียวต้องทำทั้งหมด เขียนข่าวส่งแฟกซ์ ถ่ายรูปเองแล้วส่งฟิล์มขึ้นเครื่องบิน เรายังไม่มีเครื่องมือทันสมัยแบบปัจจุบัน ขณะที่คนอื่นเริ่มมีส่งโทรภาพกันแล้ว ซึ่งผมก็ได้มาเรียนรู้วิธีการทำงาน อย่างการถ่ายรูปจากตากล้องรุ่นพี่ ๆ จนล้างรูปขาวดำเองได้ ยุคโน้นเราทำทุกอย่างได้หมด (หัวเราะ)
กอล์ฟ : เริ่มเล่นกอล์ฟประมาณปี 2534 เพราะช่อง 7 กับสนามรถไฟ อยู่ใกล้กันมาก ขับรถไปถึงก็ออกรอบได้เลย เล่นโดยไม่เคยมีโปรมาจับให้ อาศัยถามไปเรื่อย แบบครูพักลักจำ แล้วเราเป็นคนดูกีฬา ดูกอล์ฟ สะสมประสบการณ์ไป เมื่อก่อนเคยเล่นกอล์ฟแบบซีเรียสมาก เพราะต้องสู้กับคนอื่น พลาดไม่ได้ (หัวเราะ) ซ้อมเยอะ เล่นบ่อย เคยโฮลอินวัน 2 ครั้ง ใน 9 วัน แต่หลังจากนั้นก็ไม่เคยได้อีกเลย ตลอดสามสิบปีเล่นมาตลอดไม่เคยขาด อย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง เป็นเพื่อนกลุ่มเดียวกันตั้งแต่สมัยมัธยม บางครั้งเจ็บนิ้ว เจ็บข้อมือ ก็คิดถึงกอล์ฟก่อนเลยว่าจะเล่นไหวมั้ย ฉีดสเปรย์แก้ปวด แล้วไปเล่น (หัวเราะ) ปัจจุบันตีสนุกที่สุดคือระยะหมุดเหลือง ไม่เกินหกพันหลา ไกลกว่านี้รู้สึกลำบากแล้ว ทั้ง ๆ ที่สนามเดิม ๆ ที่เคยเล่นมาตลอด แต่วงเรามันขาดหายไป ต้องอาศัยประสบการณ์จากลูกสั้นมาชดเชย

ผู้ปกครองทีมชาติ : ให้ลูกว่ายน้ำตั้งแต่ 5 ขวบ เพราะกลัวลูกตกน้ำ จนครูฝึกเห็นแวว พาแข่งมาเรื่อย ๆ กระทั่งเป็นนักกีฬาโรงเรียน คนโตเป็นนักกีฬาฟินสวิมมิ่งทีมชาติตั้งแต่ ม.3 ได้ไปซีเกมส์ที่ลาว ได้เหรียญเงินประเภททีม แต่ว่ามาจริงจังคือ โปโลน้ำ เราให้ลูกเล่นกีฬาโดยไม่มีการกดดัน ให้ลูกเลือกเอง อาจเป็นเพราะสมัยไปพากย์กีฬา ลูก ๆ จะตามไปดูด้วย ได้ซึมซับบรรยากาศมาตั้งแต่เด็ก แต่ไม่มีการบังคับเรื่องกีฬา แค่ไหนแค่นั้น ลูก ๆ ไปต่อเองโดยไม่รู้ตัว มีคุณแม่คอยดูแลรับส่ง คล้ายกับ กอล์ฟ เทนนิส ที่ต้องอาศัยการเอาใจใส่จากผู้ปกครองเยอะมาก ต้องเสียสละเรื่องนี้, ซีเกมส์ที่สิงคโปร์ เมื่อปี 2015 ลูกสาวทั้งสองคนติดทีมชาติ (‘พิมพ์’ วทานิย นิลกลัด – ‘แพน’ ประณิศา นิลกลัด) เป็นครั้งแรกที่โปโลน้ำเราได้เหรียญทอง ผมไปทำงานพากย์วันนี้ พรุ่งนี้ขอลางานไปดูลูกแข่ง ไปดูกีฬา แต่ไม่ได้ไปทำข่าว ไปในฐานะผู้ปกครอง เพิ่งทราบว่า การดูกีฬาที่ลูกเราแข่ง ลุ้นยิ่งกว่าการไปพากย์หรือบรรยายที่ไหน ๆ (หัวเราะ) เห็นลูก ๆ แล้วเหนื่อย จนเราไม่อยากดู รู้สึกสงสาร ตอนแรกก็บอกลูก ๆ ว่า แล้วแต่นะ ไม่เล่นก็ได้ ตามใจ ไม่กดดัน แต่เขาก็อยากเล่น พอได้แชมป์ ปี 2015 ที่สิงคโปร์ ก็คุยกันว่าจะต่ออีกครั้งที่ มาเลย์ พอคนโตเรียนจบก็บอกว่าเหนื่อย บอกว่าจะพอแล้ว ส่วนคนเล็กเข้ามหาวิทยาลัยพอดี แล้วพอในกลุ่มที่เล่นด้วยกันยังเล่นอยู่ แต่ลูกก็กลายเป็นพี่ใหญ่ในทีมแล้ว และไม่ได้เป็นกีฬาอาชีพ ต่อยอดไปอีกไม่ได้ เด็กก็อยากจะเลิก ที่ฟิลิปปินส์ก็ไม่เล่น แต่ล่าสุดที่กัมพูชา พี่น้อง กลับมาเล่นก็ได้เหรียญทองอีก แล้วก็เลิก แต่ว่าสอนว่ายน้ำ แล้วก็เล่นให้กับสระจุฬาภรณ์ ลดความเข้มข้นลงมา เราก็ไม่ได้ขอร้องนะ แต่ในใจคิดว่า ปีหน้าซีเกมส์ที่ประเทศไทย โปโลน้ำก็น่าสนใจนะ เราไม่เคยได้เหรียญทองในประเทศ ทุกวันนี้เขาก็ยังลงสระ ฟิตซ้อมอยู่ ก็แล้วแต่เขา
สุขภาพตามวัย : เล่นฟุตบอลมาตั้งแต่ประถมจนถึงทุกวันนี้ เข่าไม่ดี แต่ไม่ได้รักษาจริงจัง รู้สึกว่าเราต้องเบาลง บอลอาวุโสก็เล่นอยู่ เพื่อเอาเหงื่อ เดินแต่ไม่วิ่ง (หัวเราะ) อาศัยดูแลสุขภาพ ปัญหามีมาตามวัยบ้าง ความดัน เบาหวาน หัวใจ แต่ก็ตรวจ ไปพบแพทย์ตามนัดอยู่ตลอด เมื่อก่อนพากย์ฟุตบอล แค่พักครึ่งก็หลับได้ หลับง่ายมาก หลับลึกด้วย จนเพื่อนแซวว่ามีบุญเหลือเกิน (หัวเราะ) แต่ตอนนี้เริ่มมีปัญหา บางวันตื่นกลางดึกแล้วหลับยาก ทำยังไงก็ไม่หลับ วันไหนนอนน้อย จะต้องนอนสะสมชดเชย อาศัยงีบนอนกลางวันบ้าง
ละลายมันออกไป : ทุกคนบอกว่าผมหัวไว อำคนโน้น แซวคนนี้ น่าจะเป็นสิ่งหนึ่งที่ทำให้สุขภาพจิตเราดี เราเกิดอยู่ในระหว่างยุคแห่งการเปลี่ยนผ่าน ทำให้ได้เห็นการเปลี่ยนแปลง ต้องรู้จักปรับตัวให้เข้ากับยุคสมัย แต่ถ้าบางครั้งติดตามข่าวอะไรที่ทำให้เกิดความเครียด อะไรที่จริงจังมากก็ไม่เอาแล้ว รับรู้แค่พอทราบ เพื่อให้คุยกับคนอื่นรู้เรื่อง ไม่ตกกระแส เพราะเวลาเครียด คือมีเรื่องไม่ดี ต้องขจัด ละลายออกไปให้ได้ นึกถึงแต่เรื่องดี ๆ คิดแต่เรื่องบวก ก็ไม่ง่ายนะ (หัวเราะ) ถ้ามันยังวนเวียนอยู่ ต้องหาอย่างอื่นทำ หางานอดิเรก อย่างการดูหนังก็ไม่ค่อยดูแบบหนัก ๆ ชอบแอ็คชั่น ตลก ทำให้คลายเครียด แนวที่สืบสวนสอบสวน ต้องใช้คิดมาก ๆ บางทีดูแล้วสลัดทิ้งยาก
60 + : คนอายุ 60 สมองยังทำงานได้ ร่างกายยังทำงานได้ โดยเฉพาะคนที่ยังแข็งแรง ดูแลสุขภาพตัวเอง น่าเสียดายถ้าเป็นบุคลากรที่สามารถจะทำงานได้อีก คนไม่ได้ทำงานหลังเกษียณอาจเป็นเพราะไม่มีโอกาส ก็ต้องแสวงหาหน่อย อาจเป็นงานหรือกิจกรรมที่ตัวเองชอบ อย่าปล่อยให้ชีวิตมันเฉา อย่างการปลูกต้นไม้ หรือถ้าคิดว่ามีกินมีใช้ สุขสบายแล้ว ถ้าไม่คิดจะทำงานอดิเรก ก็ต้องมาใส่ใจเรื่องสุขภาพ ไม่ใช่ทำงานมาทั้งชีวิต หาเงินทองมาได้ ก็เอาไปให้การรักษา ใช้ชีวิตอยู่บนเตียง มันน่าเสียดาย ขอให้มีงานทำ ยังมีคนจ้างทำงาน (หัวเราะ) ถึงจะน้อยลงมา ทำงานแล้วไม่ได้รับผลตอบแทนอะไรมากมาย ก็ยินดี ขอให้มีส่วนร่วม ไม่ให้หายไปจากการทำงาน หรือได้ออกกำลังกาย ได้เล่นกอล์ฟ ยิ่งถ้าสัปดาห์ไหนเล่นแค่วันเดียว มันเฝ้ารอว่าเมื่อไหร่จะถึงซะที (หัวเราะ) ในสนามหากเจอเพื่อนที่อาจเล่นไม่ดี หงุดหงิด ก็จะเตือนสติว่า รอมาทั้งอาทิตย์เพื่อวันนี้นะ อย่ามาทำลายความรู้สึกดี ๆ ต้องตีให้พึงพอใจ ในระดับที่ฝีมือเรามี และทำชีวิตให้มีคุณค่าอย่างมีความสุขครับ


