จับตาซีเกมส์
จับตาซีเกมส์
ช่วงเดือนธันวาคมปลายปีหน้าไทยเราจะได้มีโอกาสต้อนรับมหกรรมกีฬาของชาวเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ชื่อ “SEA GAME” อันเป็นกีฬาที่หมู่เราชาวเอเชียแถบนี้ได้ใช้เป็นสังเวียนการต่อสู้ในเชิงกีฬา ซึ่งถ้าว่ากันตามจริงโดยปกติคนแถบนี้ก็ต่อสู้กันมาเนิ่นนานแล้ว จะด้วยจากพงศาวดารเรื่องเล่าหรือประวัติศาสตร์ก็ตามทีเรื่องเหล่านี้เรียนรู้เพื่อสอบให้ผ่านในวิชาเท่านั้นเอง บางทีอยากถามครูที่สอนวิชากลับว่า “ไอ้ที่เราเสียกรุงสองครั้งสองครานั้นเราเสียให้ใครกันแน่ เราเสียให้กับชาติอื่นหรือเราฟัดกันเอง” แต่พอมาคิดดูอีกทีการสอบตกและซ้ำชั้นในสมัยนั้นมันย่อมส่งผลเสียกับชีวิตมากเลย…
กลับมาซีเกมส์ที่ไทยเรานับเป็นประเทศที่มีโอกาสกระทำการจัดได้มากกว่าชาวบ้านเขากว่าใครเพื่อน และก็เชื่อว่าระบบการจัดการของเรานี่ก็พออยู่ในระดับพอได้อยู่แต่คำว่า “เจ้าเหรียญทอง” มันดูว่าจะขัดหูขัดตากันอยู่พอควร การที่ใครจะได้เป็นประเทศที่ได้จัดการแข่งขันเขาก็เวียนกันตามอักษรภาษาอังกฤษของชื่อประเทศ ไทยเราตัว “T” ก็มาเสียทีกับซีเกมส์แต่ส่วนที่เราได้รับการยอมรับหรือไว้วางใจให้จัดการมากกว่าใครก็เนื่องด้วยสมัยก่อนประเทศในแถบนี้ยังขาดความพร้อมและความรู้ในการจัดการแข่งขันรวมถึงบางประเทศก็เพิ่งทิ้งปืนมาจับกีฬาเมื่อไม่กี่ปีมานี่เอง…
ไอ้จะว่าไปเราก็จัดมาหลายรอบ ไปช่วยเขาจัดก็หลายคราแต่ทำไม “SEA GAME” ถึงไม่เป็นที่รู้จักในหมู่กว้าง ข้อหนึ่งที่มหกรรมกีฬานี้มันมีคำว่า “เจ้าเหรียญทอง” มาค้ำคอดังนั้นระบบระเบียบในการแข่งขันมันก็หย่อนยานกันไปตามๆ กัน แล้วนี่ยิ่งดันจัดกีฬาคราวนี้ 50 ชนิดกีฬานี่มันจะ “บ้ากันไปใหญ่โตแล้วนี่” กีฬาที่เป็นการละเล่นท้องถิ่นก็เอามาจัดกันเข้าไป เพราะ 50 ชนิดกีฬาที่ว่ามาจะมีกีฬามาตรฐานในโอลิมปิกสักกี่มากน้อยนอกนั้นขี้หมูราขี้หมาแห้งล้วนๆ
เวลาใครเป็นหน้าเสื่อจัดการแข่งขันเราก็ด่าก็ว่าเขาทำนองนี้แหละแต่พอเรามีโอกาสขึ้นมา “พ่อจัดหนักจัดเต็ม” กว่าเขาอีกแบบนี้ใครเขาจะสนใจในมหกรรมกีฬาของเรา ประเทศหนึ่งที่พอบอกว่าคุณได้รับเกียรติในการจัดแล้วครับ เขาจะส่ายหัวแล้วบอกว่า “ไม่เอาได้ไหมครับ” เพราะผมจัดการแข่งขันรถยนต์ครั้งหนึ่งมีคนรู้จักเขาไปทั่วโลกในนาม “SINGAPORE F1” ซีเกมส์ไม่เอาได้ไหม… ซีเกมส์นี่นะจัดทีไรก็มีแต่ขาดทุนกับขาดทุน ถ้าเรายังทำกันแบบนี้อยู่ทางที่ดีลองกล้าท้าชนเอาแต่กีฬาสากลที่คนทั้งโลกเขายอมรับดีมั้ย ส่วนกีฬาพื้นบ้านก็เอาไปรวมกันอีกมหกรรมหนึ่งแบบนี้ใครๆ เขาอาจมองได้ว่า “เรามีของ” อยู่เหมือนกัน
ครูไก่

