น้ำที่ไม่สามารถควบคุมได้
น้ำที่ไม่สามารถควบคุมได้
“น้ำท่วมน้องว่าดีกว่าฝนแล้ง พี่ว่าน้ำแห้งให้ฝนแล้งเสียยังดีกว่า” ประโยคที่ครูไก่เขียนถึงถ้าจำไม่ผิดจะเป็นเพลงที่นักร้องลูกทุ่งชื่อกระฉ่อนนามว่า “ศรคีรี ศรีประจวบ” ขับร้องไว้เมื่อกว่า 40 ปีก่อนโน่น แล้วเพลงนี้ก็เป็นที่ติดหูของชาวคอเพลงลูกทุ่งในสมัยนั้น เสียดายที่นักร้องท่านนี้ไม่น่าจากไปเสียก่อนเพราะช่วงนั้นน้อยคนนักที่จะไม่รู้จัก “ศรคีรี” คนนี้ ก็อย่างว่าสมัยนั้นนักร้องดังๆ ก็ต้องวิ่งรอกกันแทบจะไม่มีเวลาหายใจหายคอสุดท้ายอุบัติเหตุทางรถยนต์ก็คือสิ่งที่คร่าชีวิตเขาไปก่อนวัยอันควร…
หากจะว่ากันไปประเทศไทยเราเป็นเมืองแห่งการเกษตร ด้วยความที่พื้นดินส่วนมากจะเป็นที่ราบซึ่งเหมาะกับการเพาะปลูก เรามีอะไรต่อมิอะไรมากมายที่เป็นความภูมิใจของคนไทยโดยเฉพาะสายเกษตรกรรม ที่ซึ่งดูเหมือนจะเป็นไม้เบื่อไม้เมากับเกษตรบ้านเราคือ “การบริหารจัดการน้ำ” ที่เรามีมาเป็นช่วงฤดูกาลเวลาเราไม่มีน้ำมันถึงขนาดต้องปันน้ำกินน้ำใช้แต่พอน้ำมากพวกเราก็พาท่วมแบบชนิดใครก็เอาไม่อยู่
ดังนั้นการบริหารจัดการดูจะเป็นด่านหน้าก่อนที่น้ำจะเข้าปะทะเมือง แต่ที่แล้งๆ มาสิ่งที่ปะทะกับน้ำอยู่เสมอนั่นเห็นจะเป็น “ความทุกข์ยากของผู้คน” ที่ไม่อยู่ในที่ซึ่งน้ำจะท่วมได้อยู่เป็นประจำ แต่คราวนี้จังหวัดที่เป็นหัวเมืองทางเหนือนามว่าเชียงรายกลับเป็นที่รับน้ำแบบไม่รู้เนื้อรู้ตัวมาก่อน จากพายุที่พัดพาเอาฝนมาจากลุ่มเวียดนามแบบตรงๆ แล้วเราก็โดนแค่เลขท้ายสามตัวยังเพียบแปล้ซะขนาดนี้ แล้วนี่ถ้ามาตรงๆ แบบชาวบ้านชาวช่องมาเราจะทำกันอย่างไรดี…
แต่จากการฟังผู้ที่เป็นปราชญ์ทางน้ำและดินฟ้าอากาศท่านกล่าวไว้ได้น่าสนใจคือ “น้ำท่วมแม่สายคราวนี้เป็นน้ำที่ตกฟากฝั่งพม่าโน่นแต่ด้วยจำนวนฝนที่สูงมากกว่า 70% เขาตกทางประเทศเพื่อนบ้านแต่อนิจจาภูเขาด้านโน้นกลายเป็นเขาหัวโล้นแล้วปลูกข้าวโพดเป็นหลัก เมื่อน้ำจากฟ้ามีจำนวนมากเข้ามันก็ไหลมาทางเราแถมพาหน้าดินฟากกระโน้นมาด้วย” ดังภาพที่เราเห็นพอน้ำไปขี้โคลนยันหน้าแข้ง แต่เหนือสิ่งอื่นใดทำไมข้าวโพดถึงได้เป็นพืชเศรษฐกิจไปได้ สอบสวนทวนความได้ว่าทุนทั้งหมดมาจากฟากฝั่งไทยที่ไปผลิดอกออกผลที่โน่น ที่นี้พอมองภาพรวมได้แล้วนะครับว่าทำไมเราถึง “ไม่สามารถจัดการหรือควบคุมอะไรได้เลย”…
ครูไก่
