Interview

ดร.โสภิต ภาโนมัย

ดร.โสภิต ภาโนมัย รองอธิการบดี มหาวิทยาลัยศรีปทุม “รู้จักขอโทษไว้ก่อน ไม่ว่าจะถูกหรือผิด”

เริ่มด้วยฟุตบอล :
เกิดและเรียนที่ กุมภวาปี อุดรธานี จนถึง มศ. 3 ด้วยความชอบเล่นฟุตบอลเป็นชีวิตจิตใจ กระทั่ง อ.ประจญ กิ่งมิ่งแฮ เพื่อนพี่ชายของผม เรียนจบจากโรงเรียนการพลศึกษา แล้วมาสอนที่นั่น เห็นแววในการเล่น ชักชวนให้เข้ามาเรียนต่อที่กรุงเทพฯ โดย ฝากจดหมายแนะนำตัวมาให้ อ.ประวิทย์ ไชยสาม ซึ่งเป็นเพื่อนกัน

เด็กสวนฯ :
มาคัดเข้าชั้น มศ. 4 ที่ เทพศิรินทร์ และ สวนกุหลาบ ก็ติดทั้งสองแห่ง ผมไปรายงานตัวที่เทพศิรินทร์ เพราะคิดว่าเหมาะกับตัวเอง ส่วนสวนกุหลาบดูทรงแล้วเป็นเด็กเรียน คงเรียนสู้เขาไม่ได้ (หัวเราะ) แล้วก็กลับบ้าน แต่พี่ชายบอกว่า อยากให้เรียนที่สวนกุหลาบ เพราะตัวเขาเองอยากเรียนที่นี่มาก ช่วยสานฝันให้หน่อย ผมเลยต้องนั่งรถทัวร์จากอุดรฯ กลับมารายงานตัวใหม่กับ อ.สุโข วุฑฒิโชติ ที่สวนกุหลาบ พอได้เข้าไปเรียนจริง ๆ ไม่เหมือนกับที่คิดไว้ เพราะมีความหลากหลาย ทุกบท ทุกรส ทุกความสามารถ ถือว่าเป็นการตัดสินใจที่ไม่ผิด

หลงตั้งแต่เริ่ม :
เช่าบ้านพักอยู่อาศัยในย่านของคนจีน ปัจจุบันนี้คือ มาบุญครอง สยาม ตั้งแต่ยังไม่ค่อยมีอะไรมากนัก มีแค่สนามศุภฯ โรงหนังลิโด้ สกาล่า ที่อยู่แถวนี้เพราะราคาถูก และเป็นศูนย์รวมของเด็กพลศึกษา มศว. เปิดเทอมไปโรงเรียนครั้งแรก เขาบอกให้นั่งรถเมล์สาย 25 ก็ขึ้นแล้วนั่งหลับไป โผล่อีกทีถึงปากน้ำ พอถามถึงรู้ว่า ขึ้นผิดฝั่ง สรุปไม่ได้เรียนวันแรก โดดตั้งแต่เริ่ม (หัวเราะ)

นักบอลโรงเรียน :
สมัยผม ตรงกับช่วงมีเหตุการณ์ไม่สงบอยู่บ่อยครั้ง มีการประกาศเคอร์ฟิว ทำให้การซ้อมกีฬามีอุปสรรคมาก หน้าที่หลักของผมคือเล่นฟุตบอล พอเรามาจากบ้านนอก ทั้งโรงเรียนมีลูกฟุตบอลแค่ไม่กี่ลูก เมื่อไหร่จะได้เตะ จะได้เลี้ยง จะได้จับบอล โอกาสน้อยมาก เรามีแต่วิ่งเร็ว มีแต่จินตนาการ แต่พื้นฐานยังน้อย ก็มาฝึกจากโรงเรียน เพิ่มเติมเทคนิค เลี้ยง ส่ง โหม่ง ยิง ทำให้มีโอกาสสัมผัสบอลได้มากขึ้น

กีฬายุคบุกเบิก :
โรงเรียนฯ เริ่มมีครูพลศึกษาที่มีชื่อเสียงด้านการกีฬาหลายท่าน นำองค์ความรู้ เปิดโอกาสให้นักกีฬาที่มีความสามารถ คัดเลือกเข้ามาศึกษาต่อ แล้วอาจารย์เหล่านี้ ก็ทุ่มเทในการฝึกสอน ดูแล ประคองเรา ทั้งด้านวิชาการและกีฬา ซึ่งถ้าเทียบกับปัจจุบันแล้วต่างกันมาก ยุคนั้นเรายังช่วยกันแบบตามมีตามเกิด ทำด้วยใจ กว่าจะได้ถุงเท้า กว่าจะได้เสื้อสักตัว ไม่ใช่เรื่องง่าย เงินเดือนครูผู้สอนก็น้อยนิด แต่ยังต้องเจียดมาเลี้ยงนักกีฬาทั้งทีมอีก รู้สึกเห็นใจท่าน วิธีการหนึ่งก็คือ เวลาทานอาหาร จะสั่งข้าวเปล่ามากินกับน้ำปลาพริกให้อุ่นท้องก่อน เวลากับข้าวมา จะได้กินน้อย ๆ (หัวเราะ) นี่คือเรื่องจริงในตอนนั้น การเก็บตัว การฝึกซ้อม ไม่มีงบประมาณ ไม่มีสถานที่ ก็ทำด้วยใจของความเป็น “ชมพู – ฟ้า” จริง ๆ

บ้านนอกในเมืองกรุง :
ต้องปรับตัวมาก เครียดมาก เนื่องจากพื้นฐานทางการศึกษามีน้อย การมาอยู่ในโรงเรียนชั้นแนวหน้า ต้องขวนขวาย ขยัน บางทีการเหยียดภูมิภาค ก็มีเกิดขึ้น เพื่อนร่วมห้องที่มาจากภาคอีสานจะถูกดูหมิ่น ดูแคลน จากกลุ่มเจ้าถิ่น จนวันหนึ่ง มีเพื่อนในห้องไปล้อเพื่อนอีกคนที่มาจากอีสานว่า “ไอ้ข้าวเหนียว” เราเข้าแถวอยู่ได้ยินแล้วรู้สึกไม่สบายใจ รู้สึกว่าถูกเหยียดจนเกินไป ก็ขอท้าชกกับเขา เราเพิ่งมา ก็ไม่รู้หรอกว่าจะมีเรื่องกับเจ้าถิ่น เพราะกลุ่มนี้เขาอยู่มาตั้งแต่ มศ. 1 บรรยากาศตอนนั้นคล้ายกับหนังมาเฟีย (หัวเราะ) พอเลิกเรียน ปิดห้องชกกันเลย เพื่อนในห้องก็เลื่อนโต๊ะ เก้าอี้ ไปไว้ข้างหลัง ใช้พื้นที่แคบ ๆ ชกกัน ผมเคยฝึกมวยแบบนักกีฬาบ้านนอกมาบ้าง พอชกแล้วรู้สึกว่าเราเหนือชั้นกว่า ก็จินตนาการ จะถีบหน้าเลียนแบบแม่ไม้ของยอดมวยไทย “พุฒ ล้อเหล็ก” ซึ่งสมัยนั้นกำลังดัง แต่เฉี่ยว พลาดเป้าไป เขาก็สวนหมัดมาเข้าที่หน้า จนเราช้ำไปเหมือนกัน (หัวเราะ) ชกกันสักพัก จนเพื่อน ๆ ที่ดูอยู่บอกให้พอได้แล้ว ก็มีคนอื่นที่ตัวใหญ่กว่า จะท้าชกกับเราอีก แต่เพื่อนอีสานอีกคนที่ตัวใหญ่เหมือนกัน ออกหน้าจะรับคำท้าแทน จนในที่สุดก็เลิกราจับมือกันไป แต่พอครูทราบข่าว ก็ถูกลงโทษทั้งคู่ แล้วตอนหลังก็กลายมาเป็นเพื่อนที่ดีต่อกัน ส่วนเพื่อนในห้องหลาย ๆ คนก็เติบโตขึ้น ประสบความสำเร็จในชีวิต มีชื่อเสียงในสังคม การได้อยู่โรงเรียนสวนกุหลาบ ให้ประสบการณ์ชีวิตที่ดีมาก ๆ สำหรับผม

จตุรมิตรสามัคคี :
ก่อนหน้านั้น หยุดการจัดแข่งไปพักใหญ่ เนื่องจากความไม่สงบของสถานการณ์บ้านเมือง พอปี 2521 กลับมาจัดอีกครั้ง แต่เป็นปีที่ผมจบพอดี ก็คิดว่าจะทำยังไงถึงจะได้เล่น เพราะความใฝ่ฝันที่เข้ามาสวนกุหลาบ คือการได้เล่นจตุรมิตร พอดีผมสอบตกไป 1 วิชา เมื่อรู้ว่าจะมีแข่ง ก็ไม่สอบซ่อมให้จบตอนซัมเมอร์ เพื่อรักษาสถานภาพเป็นนักเรียน ยอมจบช้า เพื่อให้ได้เล่น ขณะที่เพื่อน ๆ ในรุ่นจบกันหมด ผมยังถูกแซวว่า น่าอิจฉาที่ได้เล่นจตุรมิตรคนเดียวในรุ่น (หัวเราะ) นับว่าคุ้มค่ามาก ๆ ที่ตัดสินใจถูก เพราะทุกวันนี้ภาพที่ได้แชมป์เมื่อปี 2521 ยังมีชื่อผมในทีม ยิงประตูทุกแมทช์ ได้เป็นดาวซัลโวด้วย มีคุณค่ามาก ๆ ในความทรงจำ ระหว่างนั้น ผมไปเล่นฟุตบอลให้ท่าเรือ ได้ค่าแรงงานวันละ 50 บาท แล้วไปลงเรียน ม.รามคำแหง ก็มีนักฟุตบอลทีมชาติมาชวนให้ไปเล่นอุดมศึกษาให้ ม.ราม อยู่ปีนึง พอปีถัดมา รุ่นพี่ เพื่อนนักฟุตบอล ก็ชวนให้มาเรียนที่วิทยาลัยครูจันทรเกษม พร้อมกับเล่นฟุตบอลจนได้แชมป์อุดมศึกษา และเรียนจบจากที่นั่น

ฮาฟขวา สร้างอนาคต :
ตำแหน่งที่ถนัดคือปีกขวาสมัยก่อน ผมมาติดทีมเมอร์ไลอ้อน ทีมชาติเยาวชนไปแข่งที่สิงคโปร์ ได้แชมป์นักเรียนไทยสองปี รุ่น “สนามศุภฯ แตก” เมื่อปี 2523 (หัวเราะ) และที่อินโดนีเซีย ซึ่งตอนนั้นเรียนที่จันทรเกษม จากนั้น ไปรับราชการกองทัพบก ติดยศสิบตรี จนได้แชมป์พระราชทานถ้วย ก ในนามทีมทหารบก แล้วย้ายไปอยู่สงครามพิเศษที่ลพบุรี เพื่อติดยศร้อยตรี และยังเล่นฟุตบอลให้กับกีฬาภายในกองทัพบก แต่ในที่สุดผมรู้สึกว่าอยากเปลี่ยนแนวทางในการทำงานบ้าง ก็ขอลาออก จังหวะพอดีได้งานเป็นอาจารย์สอนพละ ที่ ม.รังสิต ซึ่งกำลังจะเปิดสอนเป็นครั้งแรก เมื่อปี 2529 จากนั้นก็ไปเรียนปริญญาโทพลศึกษาที่ มศว. เมื่อปี 2534 จนได้เป็นหัวหน้าแผนกกีฬา ผู้อำนวยการสำนักงานกีฬา

ม.ศรีปทุม :
ปี 2546 ม.ศรีปทุม รับเป็นเจ้าภาพกีฬามหาวิทยาลัยแห่งประเทศไทย, พล.อ.เสรี พุกกะมาน และ ท่านอธิการบดี ดร.รัชนีพร พุคยาภรณ์ พุกกะมาน ก่อนหน้านั้นเคยชักชวนให้มาช่วยงาน ผมย้ายมาที่นี่ เป็นผู้ช่วยอธิการบดี ด้านกีฬา หลังจากนั้นก็ได้รับตำแหน่ง รองอธิการบดี ด้านกิจกรรมนักศึกษาและดูแลเรื่องกีฬาด้วย ซึ่งเป็นงานที่ผมถนัดที่สุด จนวันนี้ก็ร่วม 20 ปี แล้ว และผมได้สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาเอก จาก มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์การกีฬา ด้านการจัดการพลศึกษา เมื่อปี 2557 จากการทำวิจัยในหัวข้อ “การสร้างภาพลักษณ์ด้านการกีฬาของสถาบันอุดมศึกษาเอกชน” ซึ่งสามารถนำมาปรับใช้กับองค์กรได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะในเรื่องเกี่ยวกับกีฬา

กอล์ฟ :
ผมเล่นฟุตบอลจนถึงระดับทีมชาติ, พอทำงานที่ ม.รังสิต เล่นเทนนิสคู่กับ ดร.วิชิต อิ่มอารมย์ จนได้แชมป์กีฬามหาวิทยาลัยแห่งประเทศไทยของบุคลากรทั่วประเทศ ส่วนกอล์ฟ ไม่เคยอยู่ในสายตา ไม่อยู่ในความใฝ่ฝันเลย (หัวเราะ) ไม่คิดว่าสักวันจะต้องมาสนับสนุน เพราะเห็นคนอื่นเล่นกันครั้งละหลายชั่วโมง คิดว่าเสียเวลา เดินตากแดดแบบนี้ ให้ไปวิ่งดีกว่า ถึงขนาดเคยสาบานในใจกับตัวเองว่า จะไม่เล่นกอล์ฟ (หัวเราะ) แต่หลังจากมาอยู่ที่ ม.ศรีปทุม มีการรับนักกีฬากอล์ฟเข้ามา มีโปรผู้สอนเข้ามาดูแล วงการกอล์ฟเริ่มกระเตื้อง ผู้คนรู้จัก ทำให้ผมเริ่มให้ความสนใจ แล้วยังต้องตามไปเชียร์นักกีฬากอล์ฟของเรา ทำให้ได้ลองจับดูบ้าง พอมีคนชวน ไปออกรอบ ผมก็เดินไปกับเขาเลย โดยไม่รู้เลยว่ากอล์ฟตียังไง เขาก็ให้ยืมไม้มาลอง ถูกบ้างไม่ถูกบ้าง หลังจากนั้นก็เริ่มชอบ เกิดความคลั่งไคล้ อยากจะเล่น โดยไม่อยากจะฝึก (หัวเราะ) ด้วยความที่มีความมั่นใจในตัวเองว่า “จะยากอะไรนักหนา” ท้ายสุด เราก็เอาชนะมันไม่ได้ (หัวเราะ) ถอยไม่ได้ ก็เดินหน้าต่อไป เล่นเพื่อออกกำลังกาย เล่นเพื่อสร้างมิตรภาพ

สุขภาพ :
คนที่เคยเล่นกีฬามาหนัก ๆ พอเลิกเล่น แล้วไม่ดูแลตัวเอง อาจมีสุขภาพที่ไม่ดีนัก เช่น เมื่อก่อนหัวใจ ปอด แข็งแรง หากจู่ ๆ หยุดเล่นกระทันหัน จะเกิดอาการเหมือนลูกโป่งถูกปล่อยลม อันตรายอาจเกิดขึ้นกับชีวิตได้มากกว่าคนปกติทั่วไปซะอีก ดังนั้นจึงต้องหมั่นดูแลตัวเองให้สม่ำเสมอ สภาพแวดล้อมก็สำคัญ โชคดีที่ผมอยู่ในสถาบันการศึกษา ทำให้มีส่วนร่วมในเรื่องกีฬาอยู่ตลอด ได้เล่นเทนนิส ได้เล่นฟุตบอล บางครั้งได้รับการชักชวนให้ไปแข่งขัน เราก็มีวิธีการเล่นที่เข้ากันได้กับทุกคน ทุกทีม เราอายุเยอะแล้ว แต่ยังเล่นฟุตบอลกับรุ่นน้อง ๆ ได้ เนื่องจากมีกล้ามเนื้อที่ดี มีหัวใจแข็งแรง มีเทคนิคการเล่น เราดูแลตัวเองด้วยเวทเทรนนิ่งในส่วนต่าง ๆ ของร่างกายมาตลอด

ดูแลตัวเอง :
อาหาร พักผ่อน ออกกำลังกาย สันทนาการ สมาธิ ทุกเรื่องมีความสำคัญ อาหารต้องให้ครบ 5 หมู่ ทุกอย่างกินได้หมด แต่อย่าให้มากเกินไป ต้องรู้จักเลือก เรากินอาหารให้เป็นยา อย่ากินด้วยความอร่อย เพราะจะกินเยอะ ทำให้อ้วน มีโรคเยอะ อาหารบางชนิดที่อาจไม่อร่อย แต่ผมกินได้ เพราะคิดว่านี่คือ ยาอายุวัฒนะ, การพักผ่อน ไม่ว่าจะไปงานที่ไหน ถ้าถึง 4 ทุ่ม ต้องกลับ กว่าคนขับรถจะไปส่งเรา กว่าเขาจะกลับบ้าน แล้วเช้ายังต้องมารับเราอีก เขาก็ต้องพักผ่อน หากง่วงจะทำยังไง ต้องคิดเผื่อเขาด้วย อย่างเราเองเมื่อกลับบ้าน กว่าจะทำโน่นทำนี่ เที่ยงคืนตีหนึ่งเข้านอน แล้วเราจะหลับได้เลยหรือ เพราะทุกวันต้องนอนไม่ต่ำกว่า 6 ชั่วโมง ถ้า 7 ชั่วโมง ขึ้นไปได้ยิ่งดี, ตรวจสุขภาพใหญ่ อย่างน้อยปีละครั้ง เพื่อรู้สภาพร่างกายของตัวเอง และหมั่นออกกำลังกายที่เหมาะสมให้สม่ำเสมอ

หลวงพ่อวิริยังค์ :
ผมอาจไม่ได้เคร่งในเรื่องธรรมะธรรมโมมากนัก แต่เมื่ออยู่กับตัวเอง จะเข้าห้องสวดมนต์ โชคดีที่ผมได้เรียนสมาธิกับหลวงพ่อวิริยังค์ มาหนึ่งปี สอนให้เรารู้จักวิธีการบำบัดด้วยจิตของตัวเอง สร้างพลังงาน สร้างพลังกระแสจิตให้ตัวเองแข็งแรงในยามที่รู้สึกว่า ตัวเองรู้สึกเหงา ก็นั่งสมาธิ ภาวนาพุทโธ อยู่กับตัวของตัวเอง, ความสุข ไม่ต้องอาศัยปัจจัยภายนอกเลย อยู่ที่ตัวเรา อยู่ที่ลมหายใจของตัวเอง พุทเข้า โธออก แค่เสี้ยววินาทีก็เป็นบุญแล้ว

ขอโทษไว้ก่อน :
เมื่อก่อนเป็นคนขี้โมโห อารมณ์ขึ้นเร็วมากตอนสอนหนังสือ พออายุผ่านไป ได้องค์ความรู้ จากการอ่านหนังสือธรรมะ เห็นเมื่อไหร่ต้องคว้ามาอ่าน เลยรู้วิธีการ “วางใจ” ถ้าคนนี้ทำให้เราโกรธ เราห้ามเขาไม่ได้หรอก แต่เราต้องมาอยู่ที่ พุทโธ ของเรา วางใจให้ตัวเองเป็นหนึ่ง แต่กว่าจะทำได้ ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ (หัวเราะ) ต้องอาศัยการฝึกบ่อย ๆ หมั่นปฏิบัติ ถ้าทำได้แล้ว แต่ไม่ฝึกต่อก็อาจลืมได้ ปัจจัยจากภายนอกก็อาจเข้ามารุมล้อมอีกได้ แล้วพยายามอย่าเครียด แต่เมื่อเกิดขึ้นก็แก้ไขได้ด้วยการเล่นกีฬา ด้วยการพักผ่อนทางด้านจิตใจ เวลาใครโกรธ ถ้าเราโกรธตอบ เราจะเป็นทุกข์ เพราะเขาไม่รู้หรอกว่าเราโกรธตอบ เราจะไปทุกข์ทำไม ใครด่าเรา เขาก็ไม่สบายใจเอง สำคัญคือ ต้องรู้จักขอโทษไว้ก่อน ไม่ว่าจะถูกหรือผิด หลายครั้งการยกมือไหว้ขอโทษ ช่วยให้สถานการณ์ตึงเครียด คลี่คลายได้อย่างเหลือเชื่อ ปล่อยวางทิฐิให้ลดลงได้ ชีวิตก็มีสุขเพิ่มขึ้นแล้วครับ