สวนไผ่ “ลุงแจว”

สวนไผ่ “ลุงแจว”

คราวก่อนครูไก่พูดถึง “สวนไผ่ทิดแจว” ซึ่งตั้งอยู่รอยต่อของ จ.นครสวรรค์ กับ เพชรบูรณ์ แค่เดินข้ามถนนไปนิดเดียว คือสวน “ลุงแจว” อยู่ อ.ไพสาลี ส่วนบ้านอยู่ อ.บึงสามพัน เรื่องของต้นไผ่คงไม่น่าสนใจเท่าชีวิตความเป็นอยู่ของ “ลุงแจว” ว่า กว่าหกสิบปีมานี่ “ลุงแจว” ได้ผ่านอะไรมาบ้าง

เริ่มด้วยวัยเยาว์ ลุงแกก็เหมือนเด็กต่างจังหวัดที่อยู่ในป่าในดง… นั่นคือ เรียนหนังสือกับ ร.ร.วัด แถวๆ ป่าแถบนั้น คำว่า ร.ร.ในป่า ครูไก่จะขยายความให้ฟัง จากตัวตำบลที่ลุงมีบ้านช่องอยู่ใน อ.บึงสามพัน บ้านกับ ร.ร.ห่างกันเกือบ 10 กิโล แต่ถนนหนทางเมื่อก่อนไม่ต้องมาคุยกัน คงมีเพียงทางเกวียนแคบๆ ที่จะพอให้เดินได้เท่านั้น, ส่วน ร.ร.วัดที่ต้องไปเรียนก็มีเพียงสามชั้นปี คือ ป.1-ป.3 ส่วนใครจะเรียนต่อ ป.4 ก็ต้องระเห็ดไป “บึงสามพัน” โน้น…

ระยะทางก็ริมๆ 30 กิโลเลยทีเดียว ก่อนที่จะไปเรียน ป.4 ต้องผ่าน ป.1-ป.3 ไปก่อน แต่จะทำอย่างไรกับ ร.ร.ที่มีครูแค่ 3 คน แล้ว 1 ใน 3 ของครู ก็เป็นครูใหญ่เข้าไปอีก… ร.ร.นี้มีนักเรียนราวๆ 200 คน ครูสอนประจำมี 2 คน ส่วนครูใหญ่ก็มีงานต้องเข้าไปประชุมในเมืองเป็นประจำ แต่อย่างที่บอก การเดินทางมีเพียงทางเกวียน สิ่งที่จะเดินทางได้เร็วกว่าก็ต้องเป็น “ม้า” เท่านั้น ซึ่งที่ว่ามันมีคำว่า “แกลบ” พ่วงมาติดๆ สรุปคือ “ม้าแกลบ” ที่ครูใหญ่ขี่เข้าไปประชุม หรือบางคราก็ไปรับเงินเดือนโดยรวมก็ราวๆ 3 วัน ทั้งไปและกลับ…

ลองคิดดูแบบขำๆ ก็คงต้องนอนค้างอ้างแรมกันกลางป่ากลางดงเสียทุกคราไป… แล้วยิ่งไปรับเงินเดือนแต่ละครั้ง ยังต้องมีคนคุ้มกันอีกราวสองคน ส่วนอาวุธ “ครบมือ” นั่นคือ “ลูกซองยาว” ไกคู่นกนอก อนุภาพมันร้ายแรงนัก ยิ่งพอมาคบกับลูกเก้าด้วยแล้ว ลุงแกบอกไอ้พวก “โจร” ขยาดกันอยู่ไม่น้อย แล้วผมถามว่า “โจร” สมัยนั้นมันมีชุกชุมขนาดนั้นเชียวรึ… พอฟังคำตอบ ผมแทบจะ “กระอัก” เพราะความลำบากที่ผมมีมานั้น มันน้อยนิดจริงๆ

จากนักเรียนเกือบ 200 คน ครูสอนก็ 2 บ้าง 3 บ้าง แล้วแต่ครูใหญ่จะว่างก็เท่านั้นเอง การเรียนการสอนก็ใช้ศาลาวัดเป็นหลัก แล้วยังแยกเด็กออกเป็น ป.1-ป.3 คนละมุมศาลา เรื่องเสียงลุงบอกไม่ต้องคิด มันผสมปนเปกันยุ่งไปหมด ป.1 เรียนเลข ป.2 เรียนภาษาไทย ป.3 ก็อีกวิชา ฮามั๊ยล่ะ ส่วนจะมีกระดาษแบบปัจจุบันนั้นยากยิ่ง คงมีกระดานชนวนเท่านั้น พอล่วงเข้าปลายภาคก็ต้องสอบ แต่การสอนก็จะเน้นการท่องและอ่านเป็นหลัก

ก็อย่างที่บอกแต่แรกว่า ร.ร.นี้มี ป.1-ป.3 เท่านั้น ส่วนใครจะเรียนเอาใบประกาศก็โน่น ร.ร.บึงสามพัน แล้วมันก็ห่างกันเกือบๆ 40 กิโลเข้าไปโน่น ป.1-3 เรียนเพื่อพออ่านออกเขียนได้เท่านั้นเป็นพอ…

แล้ว ป.4 มันได้แล้วเป็นอย่างไร..? ครูไก่ขอพักไว้ก่อน จำได้มั๊ย “โจร” ที่ลุงบอกว่าชุมยิ่งกว่า “ยุง” นั้นมันมีที่มาที่ไปกันอย่างไร..? เรื่องคือเมื่อใครก็ตามเรียนจบ ป.3 ครูใหญ่จะเป็นคนประกาศว่า ใครจบใครตก ต้องเรียนซ้ำชั้นอีกปี แล้วใครจะเรียนหรือไม่เรียนก็ตามใจ… ลุงแกก็มีเพื่อนอยู่ราว 10 คน พอคิดไปคิดมา ก็มีอยู่หลายคนที่จะไปเรียนเอาวุฒิ ป.4 บางคนก็จะไปทำนาที่พ่อ-แม่มีอยู่ แต่ลุงแจวแกจะไม่เรียนขอไปเลี้ยงควายที่บ้านดีกว่า แต่บางคนบอกเลย “กูจะไปเป็นโจร” แบบเต็มตัว คือเขามี “เทือกเขาเหล่ากอโจร” อยู่… นี่ไง “โจร” ที่เป็นโดยตั้งใจเสียจริงๆ

ลุงแจวแกก็ตั้งอกตั้งใจเลี้ยงควายจนมีทรัพย์สินมากมายโขอยู่ ส่วนไอ้ความที่ “โจร” จะมาขอไปกินกันมั่งตัวครึ่งตัวก็มาบอกลุงแก แล้วจะจัดให้โดยการเอาความตัวที่ว่าไปปล่อยชายป่า ส่วนใครจะมาเอาลุงแกก็บอกว่าแกไม่สน เป็นไง โจรสมัยนั้นเด็ดมั๊ย.. เขาขอกันกินเสียมากกว่านะ ลุงกล่าว..

แล้วเพื่อนฝูงที่เรียนต่อเป็นไงกันบ้าง จบ ป.4 แล้วนี่โก้ใช่หยอก บางคนเขาสมัครไปทำงานในจังหวัดได้เลย หรือไม่ก็มาเป็นครูน้อยๆ ในป่าก็ได้เหมือนกัน แต่ใครที่อยากจะรุ่งใน “วงราชการ” ก็นี่เลย ไปเรียนต่อที่ “นครสวรรค์” โน่น ก็อย่างว่า “นครสวรรค์” สมัยนั้น กรุงเทพฯ ก็กรุงเทพฯ เถิด.. สูสีกันแทบทุกเรื่อง ทางตำรวจบ้าง ทหารบ้าง แต่สมัยนั้น “เส้น” มันมีมาแล้วก่อนหน้านั้นมากมาย ใครที่อยากจะไปเรียนอย่างว่าก็ต้องเข้าช่องทางให้ถูกต้อง มันมีราคาที่เป็นมาตรฐานอยู่ แต่โดยรวมแล้วก็เข้าหลักหมื่นกลางๆ ถึงปลายใกล้แสนทีเดียว บางคนก็ขายนาขายควายเพื่อเอาเงินมาให้ “คุณแม่” สมัยนั้นที่เขาเรียกกันเป็นผู้ช่วยเหลือแบบได้ 100% ตามราคาและความยากของเหล่าที่จะเรียน…

ส่วนลุงแจงก็มีส่วนที่จะได้ช่วยเหลือเพื่อนที่ว่าจะเรียนต่อแทบจะทุกคน นั่นเพราะลุงแจวแกเคยไปเป็น “เด็กรับใช้” ที่บ้านท่านผู้ว่าอยู่นานโข ดังนั้นคงจะพอนึกออกนะครับว่า “ลุงแจว” ท่านนี้ไม่ใช่ธรรมดาอย่างที่เห็น ใครที่ทำอะไรไม่สะดวกสบาย ก็มาหาลุงแจวแกได้ ขนาดรถแทรกเตอร์ที่ถูกจับอยู่ สน.ที่เพชรบูรณ์ 3 คัน ข้อหา รุกที่ “ป่าไม้” กำลังจะถูกฟ้องพรุ่งนี้… ตกกลางคืนแกไปเอาออกมาชนิด เส้นยาแดงผ่าแปดทีเดียว นี่ไง “ลุงแจว” ตัวจริงเสียงจริง

ครูไก่