Just Say Know

ใช้ยาไมเกรนผิด ชีวิตอาจจบ

ใช้ยาไมเกรนผิด ชีวิตอาจจบ

ในบรรดาเรื่องราวที่ส่งต่อกันตั้งแต่รูปแบบดั้งเดิมในอดีตอย่าง ฟอร์เวิร์ดเมล์ จนมาถึง เรื่องราวสารพัดที่ส่งต่อกันทางแอปพลิเคชั่น Line แชร์ต่อๆ กันทาง Facebook หรือจะเป็นการแบ่งปันในรูปแบบต่างๆ ตามช่องทางโซเชียลมีเดียในปัจจุบัน หลายร้อยเรื่องราวที่ส่งต่อๆ กัน จะมีเพียงแค่ไม่กี่เรื่องเท่านั้น ที่มีมูลความจริง และ 1 ในไม่กี่เรื่องนั้นก็คือเรื่องนี้ “ยาแก้ปวดไมเกรน ทำให้มือเท้าเน่าได้”

เรื่องราวเกี่ยวกับ “ยาแก้ปวดไมเกรน ทำให้มือเท้าเน่าได้” ถูกอธิบายไว้ในหัวข้อ “ยาคู่มรณะ#1 ระวัง!ใช้ยาไมเกรนผิด ชีวิตอาจจบ” ในเฟสบุคแฟนเพจ “ความรู้สนุกๆ แบบหมอแมว” ไว้ว่า

..ไมเกรนเป็นโรคปวดหัวชนิดหนึ่งที่พบไม่บ่อยแต่พบได้เรื่อยๆ

ปัญหาในประเทศไทยคือ หลายคนเรียกโรคนี้ว่าปวดหัวข้างเดียว ทำให้เกิดการเหมาไปว่าหากปวดหัวข้างเดียวแปลว่าเป็นไมเกรน ทั้งที่ความจริงแล้วปวดหัวข้างเดียวส่วนใหญ่เกิดจากการปวดกล้ามเนื้อหรืออวัยวะที่อยู่รอบๆ ศีรษะ

ยาในกลุ่ม Ergot ซึ่งใช้รักษาไมเกรนที่กินยาแก้ปวดชนิดอื่นไม่หาย เป็นยาที่รักษาไมเกรนได้ แต่ก็มีผลข้างเคียงที่ต้องระวังคือ มันมีฤทธิ์หดหลอดเลือดได้ ดังนั้นในกรณีได้ยามากเกินไปหรือยาออกฤทธิ์มากเกินไป ก็จะเกิดผลข้างเคียงรุนแรงได้ เช่น แขนขาขาดเลือดจนต้องตัดทิ้ง หรือ เส้นเลือดสมองตีบ

โดยยาที่มีผลเสริมฤทธิ์ของยากลุ่ม Ergot ก็ได้แก่
1. Protease inhibitor เป็นยาต้านไวรัสเอชไอวี
2. ยากลุ่มฆ่าเชื้อราชนิดรับประทาน
3. ยาฆ่าเชื้อในกลุ่ม Macrolide เช่น Clarithromycin
4. น้ำ Grapefruit (ซึ่งทำให้อาจจะต้องระวังน้ำส้มโอไปด้วย)
5. ยาต้านอาการซึมเศร้าบางชนิด เช่นfluoxetine (บางตัวอยู่ในยากลุ่มที่ใช้ลดความอ้วน)

ปัญหามักจะไม่เกิดในโรงพยาบาลที่มีระบบสั่งจ่ายยาที่เข้มงวด เพราะว่าพอแพทย์สั่งยาไปแล้วเภสัชตรวจย้อนกลับไปว่ามีการสั่งยาErgotแก้ปวดไมเกรนก่อนหน้านั้น ก็จะระงับการสั่งจ่ายยาแล้วให้แพทย์พิจารณายาใหม่

แต่สำหรับบางกรณีที่มีการเก็บยาเอาไว้กินเองโดยไม่ได้แจ้ง หรือปวดหัวแล้วไปซื้อยามาเก็บไว้กินเอง ก็มีความเสี่ยงที่จะได้ยาใน 5 กลุ่มข้างบนไปแล้วกินไปพร้อมกันจนเกิดผลข้างเคียงได้ บางรายถูกตัดแขนขา บางรายเป็นอัมพาต

ดังนั้น หากปวดหัว ไม่ควรซื้อยาไมเกรนมากินเอง

หากป่วยไม่สบายไปรักษา โปรดแจ้งเภสัชและแพทย์เสมอว่ากินยาอะไรอยู่

เพื่อไม่ให้เกิดผลข้างเคียงที่น่ากลัวจนถึงชีวิตนี้ได้..

เรื่องที่ส่งต่อกันทางโซเชียลมีเดีย มีไม่น้อยที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพ ไม่ว่าจะเป็น คำเตือน หรือ คำแนะนำ ให้ทำอะไร ไม่ทำอะไร ทางที่ดีควรหาข้อมูลอย่างละเอียด หรือปรึกษาแพทย์ เภสัชกรที่เกี่ยวข้องก่อนทุกครั้ง เพราะการเลือกเชื่อข้อความไม่กี่บรรทัด ที่มีต้นต่อมาจากไหนก็ไม่แน่นอน บางที่ก็อาจจะอันตรายถึงชีวิตเลยทีเดียว