พลเอกสุรเชษฐ์ ชัยวงศ์

พลเอกสุรเชษฐ์ ชัยวงศ์
ประธานกรรมาธิการการกีฬา วุฒิสภา
‘MISSION FIRST’ ภารกิจเหนือสิ่งใด

ไอดอลกีฬา : ตอนผมเป็นเด็ก บ้านอยู่ใกล้กับค่าย‘สิงห์เชื้อเพลิง’แถวคลองเตย น้าชายจากนครสวรรค์มาเรียนหนังสือ อยู่บ้านผม เขาเริ่มเป็นหนุ่ม ต่อยมวยหาเงินเรียนหนังสือ ไปเป็นนักมวยอยู่ค่ายนี้ บางวันทำการบ้านเสร็จก็ไปนั่งดู เห็นเขาทำท่าเตะ ต่อย ผมก็ทำตามไปด้วยตามประสาเด็ก พอวันเสาร์อาทิตย์ น้าตื่นตั้งแต่เช้ามืด ไปวิ่งที่สวนลุมฯ ผมก็ตามไปวิ่งด้วย แล้วน้าก็สอนวิธีเตะ ต่อย บางครั้งน้าไปเล่นฟุตบอล ที่สโมสรท่าเรือ ผมก็ตามไปเล่นกับเขาอีก ทำให้รู้สึกฝังใจในเรื่องการเล่นกีฬามาตั้งแต่เด็ก

นักเรียนนายร้อย : ตอนเรียน มศ. 2 ที่ รร.วัดสุทธิวราราม เริ่มคิดว่า ถ้าจบ มศ. 3 แล้ว จะไปทางไหนดี ตอนนั้นปี 2514 มีทางเลือกว่าจะเรียนสายวิทย์ หรือสายศิลป์ ผมอยู่ในกลุ่มที่สามารถจะเลือกเรียนในสายวิทย์ได้ เดิมผมอยากเป็นนายอำเภอ เพราะเคยดูหนังเกี่ยวกับนายอำเภอปราบผู้ร้าย ก็เป็นความคิดแบบเด็กผู้ชาย ซึ่งก็ต้องเรียนรัฐศาสตร์แต่ก็สนใจที่จะเรียนวิศวะ, จนช่วงต้นปีตอนเรียน มศ. 3 ตอนที่ผมนั่งรถเมล์ไปเรียนต้องผ่านโรงเรียนเตรียมทหารทุกวัน แล้วก็มานึกถึงข้อดีของโรงเรียนเตรียมทหาร เท่าที่คิดเองได้ในขณะนั้นก็คือ ถ้าเข้าเรียนได้ ก็สามารถเรียนต่อระดับมหาวิทยาลัยโดยไม่ต้องสอบอีก สอบเข้าโรงเรียนเตรียมทหารได้ ก็อยู่ยาวตลอดจนถึงได้ทำงาน เหนื่อยครั้งเดียว ผมจึงทุ่มเท อ่านหนังสือ เตรียมพร้อมทั้งความรู้ทางวิชาการ และความพร้อมทางร่างกาย เพื่อให้สอบเข้าเรียนเตรียมทหารได้

นักวิ่ง : เมื่อเข้าโรงเรียนเตรียมทหาร ผมก็ได้เริ่มเล่นกีฬาภายใน จนถึงได้เรียนนายร้อยฯ ถึงได้ไปคัดตัวทีมโรงเรียน อาจจะเป็นเพราะมีทักษะด้านการวิ่งเร็ว เคยเป็นแชมป์วิ่ง 200 เมตร เวลาราวยี่สิบสามวินาทีกว่า ทำลายสถิติของโรงเรียนนายร้อย ได้จารึกชื่ออยู่บนบอร์ดที่กองพละในสมัยนั้น จนอาจารย์พละบอกว่าสถิติแบบนี้น่าจะพัฒนาฝีเท้าเพื่อไปเล่นระดับสูงกว่าได้ อย่างกีฬาเขต หรือระดับสูงกว่านั้น แต่ผมจะต้องเดินทางจากโรงเรียน ตรงข้ามสนามมวยราชดำเนิน ในตอนเย็น เพื่อไปฝึกกับทีมวิ่งที่สนามศุภฯ แล้วไหนยังต้องเล่นรักบี้กับทีมอีก เลยตัดสินใจไม่ไป

นักรักบี้ : ตอนขึ้นเหล่าไปเรียนโรงเรียนนายร้อย ผมไปคัดตัวเป็นนักรักบี้ตั้งแต่ปีแรก ด้วยความเป็นนักวิ่ง มีความเร็ว ก็ติดอยู่ในทีม แต่เป็นตัวสำรองอันดับท้าย ๆ เลย ตอนมีแข่งก็ได้แค่ดูไปก่อน ระหว่างรอซ้อม รักบี้กับฟุตบอลใช้สนามเดียวกัน ผมก็ซน เอาลูกฟุตบอลมาเล่นกัน ให้เพื่อนเตะ แล้วผมคอยรับลูก เป็นผู้รักษาประตู พอโค้ชฟุตบอลเห็น ก็มาชวนให้เปลี่ยนไปเล่นฟุตบอลอีก พอขึ้นปีสองก็ยังคัดตัวได้เป็นนักรักบี้ คราวนี้ได้ขยับขึ้นมาเป็นตัวสำรองแบบเตรียมพร้อมลงสนาม พอปีสามก็ได้เป็นตัวจริง ได้เล่นเป็นตัวหลักจนถึงปีห้า อาศัยความเร็ว วิ่งวางทรัย จนโรงเรียนชนะได้เป็นแชมป์ ได้เหรียญทองของกีฬา 4 เหล่า เมื่ออยู่ปีสามและปีห้า และเคยเล่นให้สโมสร ทบ. อีกด้วย

การเรียน กีฬา : อาจจะไปด้วยกันได้ยาก เพราะต้องใช้เวลาฝึกซ้อมเยอะ บางคนอาจจะต้องไปเรียนเสริม เรียนเพิ่ม  แต่สำหรับผมยืนยันว่าไม่เป็นปัญหา ถึงเวลาเรียนอาจจะมีง่วงบ้าง แต่ต้องทำความเข้าใจให้ได้ เวลาสอบก็จะไม่ลำบาก การเรียนในสมัยนั้นให้โอกาสมาก มีการสอบสามแบบ แต่ละวิชาเรียนจบสอบทันที เรียกว่า สอบถามประจำวัน(สถว.) พอเรียนไปอีกระยะ ก็มีการสอบทบทวน(สทท.) และพอจบแต่ละวิชาก็มีสอบทบทวนทั่วไป(สทป.) ถ้าตอนเรียนตั้งใจ จะไม่ทำงานหนักมาก การบ้านส่วนมากก็ทำเพื่อฝึกฝนหลังเลิกเล่นกีฬา โอกาสดูหนังสือก็จะน้อยหน่อย แต่ไม่เป็นปัญหา เพราะได้เรียนในห้องและได้โอกาสจากวิธีการสอบแบบนี้ ทำให้ผมไม่มีปัญหากับการเรียน ไม่เคยซ่อม ไม่เคยตก เล่นกีฬาตอนเย็น การฝึกทหารก็ฝึกไป แต่ถ้าเป็นช่วงกีฬาโรงเรียนทหาร ตำรวจ หรือไปแข่งให้สโมสร ต้องไปเล่น ไปซ้อม เรื่องฝึก ต้องตามไปเพิ่มเอาทีหลัง

มวยไทยเลิศฤทธิ์ (High Fighting) : อาจารย์วิสิทธิ์ เลิศฤทธิ์ เป็นผู้ตั้งวิชานี้ขึ้น ต่อยอดมาจากมวยไทยโบราณ แล้วพัฒนาด้วยวิชาการต่อสู้ป้องกันตัวรูปแบบอื่นมาผสมผสาน มีสอนเฉพาะในโรงเรียนนายร้อยฯ เท่านั้น เปิดสอนมาจนถึงปัจจุบัน เลือกเรียนโดยสมัครใจ เป็นชมรม ใครอยากเรียนก็จะมีรุ่นพี่คอยสอนให้ มีสอบไปทีละขั้น เรียน ฝึกซ้อมกัน เป็นปีกว่าจะได้สอบ จากขาสั้นเสื้อยืด จนได้ใส่ชุดคล้ายยูโดกางเกงสีดำ เสื้อขาว พัฒนาเป็นผู้ช่วยครูได้ สอนรุ่นน้องได้ และขั้นสูง 
มีสอบสาย ตามระดับไป อย่างรุ่นผมไปสมัครเรียนกันร้อยกว่าคน สุดท้ายสอบผ่านเพียงห้าคน
ผมเป็นหนึ่งในนั้น การเป็นนักรักบี้ของโรงเรียน ก็ฝึกหนักอยู่แล้ว แล้วยังต้องไปเข้าชมรมฯ ฝึกมวยตอนหัวค่ำกันอีก ต้องใจรักจริง ๆ ถึงจะขวนขวายขนาดนี้ โดยเฉพาะในวันหยุด เสาร์ อาทิตย์ 
ที่เป็นวันพักผ่อน ได้กลับบ้าน แต่พวกเราก็จะใช้เวลาเหล่านี้มาฝึกกันต่อ ต้องใช้พลังอย่างเต็ม 
ที่จำได้เลยกว่า วันที่ไปสอบวัดระดับ กลับมานอนสลบไปหลายชั่วโมง เหมือนพลังในร่างกายหมดไปแทบเหลือศูนย์

สำนักดาบพุทไธสวรรย์ : ตอนเป็นพันตรี ผมมาเรียนเสธฯ ที่กรุงเทพฯ ตอนกลางวันก็ไปเรียนตามปกติ พอตกเย็นหลังเลิกเรียน ก็ไปเรียนกระบี่ กระบอง ที่สำนักดาบพุทไธสวรรย์ ผมเป็นศิษย์ของพ่อครูสมัย เมษะมาน ก่อนหน้านี้ เคยเห็นเขาเล่นกระบี่กระบอง ผ่านทางทีวี จนเกิดความชอบส่วนตัว ทำให้ไปเรียนเป็นจริงเป็นจังอยู่เป็นปี กลางวันเรียนวิชาทหาร ตอนเย็น ค่ำ ก็ไปเรียนกระบี่ กระบอง กับพ่อครู จนบางครั้งเลิกดึก ท่านก็บอกให้นอนที่โรงเรียนเลย ท่านให้ความเอ็นดู เมตตามาก เป็นสิ่งที่ผมภาคภูมิใจที่ได้รับเกียรติจากพ่อครูได้เรียนจนถึงขั้นเป็นครู ได้รับสิทธิ์ให้เปิดสาขาได้ สามารถเชิญโรงเรียนให้เคลื่อนที่ไปสอนต่างจังหวัดได้ ซึ่งก่อนหน้านี้ไม่เคยมีมาก่อน ผมไปตั้งชมรมกระบี่กระบอง อาวุธโบราณ รวมถึงมวยไทย สอนทหารทั่วภาคเหนือ มีทหาร และชุมชนรอบค่ายสนใจกันมาก

กีฬาไม่เคยห่างหาย : หลังจากจบได้รับราชการแล้ว ส่วนใหญ่เล่นฟุตบอล เพราะสมัยนั้น ต่างจังหวัดสนามรักบี้มีน้อยมาก เล่นก็ยาก สอนก็ยาก ผมจึงเปลี่ยนไปเล่นฟุตบอลจริงจัง สมัยอยู่แม่ฮ่องสอน พาลูกน้องทหารไปเล่นกีฬาระดับจังหวัด เล่นปีกขวาเป็นหลัก ตำแหน่งเดียวกับรักบี้ อาศัยความเร็ว แล้วเปลี่ยนมาเป็นแบ็คขวา พออาวุโสมาก ๆ ก็มาเล่นเป็นผู้รักษาประตู เหนื่อยน้อยหน่อย แต่ได้ใช้ทักษะเต็มที่ ปัจจุบันก็ยังเล่นอยู่ ตอนไปปฏิบัติหน้าที่อยู่ชายแดนภาคใต้ ผมให้ทำสนามฟุตบอล ติดกับฐานปฏิบัติการ เพื่อให้ลูกน้องได้เล่นกีฬา เพราะจะช่วยให้เขาได้ผ่อนคลาย หลังสี่โมงครึ่งผมจะสั่งให้ทุกคนหยุดทำงานไปออกกำลังกาย เว้นแต่พวกที่มีหน้าที่สำคัญ วันพุธช่วงบ่าย ก็สนับสนุนให้ได้เล่นกีฬากันเต็มที่ เวลาเพื่อนฝึกซ้อม ก็จะมีคนที่อยู่เวร ผลัดกันไประวังป้องกัน คอยคุ้มครองเพื่อน ๆ ให้ปลอดภัย

กอล์ฟ จักรยาน : กอล์ฟ ผมเริ่มหัดเล่นตอนมาเรียนเสธฯ แต่ตอนนั้นยังไม่สะดวก เลยเลือกเล่นเทนนิส จนเมื่อไปประจำที่พิษณุโลก ถึงได้เริ่มเล่นกอล์ฟจริงจังขึ้น ตอนแรก ๆ เล่นไม่ค่อยดี เพราะจับแล้วก็จะรีบลงสนามเลย แต่ก็คิดเสมอว่า กีฬาฝึกกันได้ จนตอนหลังถึงได้มาฝึกซ้อมกับโปรบ้าง หรือลูกน้องเก่ง ๆ มาแนะนำบ้าง ทำให้พอเล่นกันสนุก ๆ ได้ ส่วนจักรยาน ก็เป็นอีกประเภท ที่ได้ขี่อย่างจริงจังช่วงก่อนเกษียณ ‘หมั่นออกกำลังกาย สุขใจ ไร้โรคา’

กาย ใจ : สุขภาพกาย ผมพยายามพักผ่อนให้เพียงพอ ทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย ดื่มน้ำเยอะ ๆ ทานอาหารเช้า ค่อนข้างครบถ้วน กลางวันก็เบาลง ส่วนเย็นพยายามจะหลีกเลี่ยง คิดว่ามันเกินความจำเป็นของร่างกาย การออกกำลังกาย พยายามคุมตัวเองให้มาก ๆ ตามหลัก, พยายามทำอย่างน้อยสามวันต่อสัปดาห์ วันไปทำงานก่อนกลับบ้านก็แวะเดินอย่างน้อยครึ่งชั่วโมง, ส่วนจิตใจ ผมสวดมนต์เยอะมาก สมัยอยู่พิษณุโลก ตอนนั้นเป็นนายพลแล้ว ผมตื่นตั้งแต่เช้ามืด แต่งเครื่องแบบ แล้วโทรหาคนเฝ้าโบสถ์วัดใหญ่หลวงพ่อพระพุทธชินราช ขอให้ช่วยเปิดประตูโบสถ์ให้ เพื่อเข้าไปสวดมนต์คนเดียวเป็นชั่วโมง พอเสร็จแล้วไปตักบาตรก่อนไปทำงาน การสวดมนต์เป็นมงคลชีวิต เป็นกุศล รู้สึกว่าทำแล้วจิตใจสงบนิ่งดี “สวดมนต์เป็นนิจ อธิษฐานจิตเป็นประจำ อโหสิกรรมแก่ทุกคน สร้างกุศลทุกลมหายใจ ปราศจากเวรภัยในทุกกาลเมื่อ”

ได้ไอเดีย เมื่อเดิน : บางอารมณ์คิดอะไรไม่ออก ผมจะเดินให้เหงื่อออก พอร่างกายได้ทำงาน ก็คิดงานได้ แล้วจดใส่กระดาษ พับเก็บไว้ อย่างโครงการสนับสนุนให้เด็กนักเรียนได้เล่นกีฬาด้วย เรียนหนังสือด้วย ที่ภาคใต้ จนเป็นที่พอใจของหลายฝ่าย ชื่อโครงการ “สานฝันการกีฬา สู่ระบบการศึกษาจังหวัดชายแดนใต้” เป็นไฮไลท์อย่างหนึ่งของการทำงาน เวลาไปเยี่ยม หรือไปบรรยาย ไปถ่ายทอดให้กับเด็ก ๆ ต้องบอกให้เขามีจุดมุ่งหมาย ต้องทำให้เข้าใจได้ง่าย ๆ การคิดอะไรให้มีความคล้องจอง จะช่วยให้จดจำได้ เช่น “จุดประกายความฝัน มุ่งมั่นสู่อนาคต ปรากฏสู่ความสำเร็จ” ซึ่งความคิดเหล่านี้ เกิดขึ้นเมื่อเดินออกกำลัง หรือถ้านึกอะไรไม่ออกบางครั้งก็เดินไปสวดมนต์ไป นึกอะไรได้ก็จด พอกลับบ้านก็หยิบออกมาดูว่า จดบันทึกเรื่องอะไรไว้บ้าง มิเช่นนั้นอาจจะลืมได้

ภารกิจเหนือสิ่งใด : ตั้งแต่เป็นผู้พัน เป็นผู้การ ถึงผู้บัญชาการกองพล มีหน้าที่คอยสอนลูกน้อง หนึ่งในสิ่งยึดเหนี่ยวที่สำคัญที่สุดในชีวิตก็คือ ‘MISSION FIRST’ ภารกิจเหนือสิ่งใด เมื่อเรามีอาชีพนี้ ต้องมีอุดมการณ์ผมถือว่าภารกิจเป็นสิ่งสำคัญที่สุดเหนืออื่นใด ทำอะไรแล้วสำเร็จ นั่นคือความสุขของผม แต่การจะทำอะไรให้สำเร็จได้ ต้องเกิดจากความร่วมมือ ร่วมแรง ร่วมใจ ของหลายฝ่าย เวลาผมไปอยู่ที่ไหน ก็ต้องสร้างความร่วมมือให้ได้ และยังต้องยึดหลัก ‘อิทธิบาท 4’ หนทางสู่ความสำเร็จ ซึ่งผมก็ได้คิดคำคล้องจองเพื่อให้ง่ายต่อความเข้าใจ ประกอบด้วย “เราจะทำ (ฉันทะ) นำเพียรคิด (วิริยะ) จิตฝักใฝ่ (จิตตะ) หมั่นไตร่ตรอง (วิมังสา)” หรือ ในวิชาทหาร เมื่อไปปฏิบัติภารกิจก็มี ‘AAR’ (After Action Review) การทบทวนหลังปฏิบัติงาน เป็นการนำข้อดีมาขยายต่อ นำข้อเสียมาปรับปรุงแก้ไข นี่คือหนทางสู่ทางสำเร็จ ภารกิจเป็นเรื่องหลัก ทำแล้วต้องมีหนทางวิธีการ ได้รับความร่วมมือ สร้างเครือข่ายความดีให้ได้ เป็นความสุขที่ได้จากการทำภารกิจสำเร็จ เป็นประโยชน์กับสังคม เป็นประโยชน์กับประเทศชาติ นั่นคือความสุขของผมครับ