ทางเลือกของวัยรุ่นบ้านเรา

ทางเลือกของวัยรุ่นบ้านเรา

เรื่องราวของวัยรุ่นหรือในทางราชการบางทีก็ใช้เยาวชนจะเรียกอะไรก็ช่างความหมายก็คือ เด็กที่เข้าสู่วัยผู้ใหญ่ในระดับต้นจะอายุไล่เรียงไปตั้งแต่ 14-20 ปี เพราะฉะนั้นในวัยดังกล่าวเวลา 6-7 ปีมันสำคัญกับเด็กกลุ่มนี้มาก เพราะมันเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของชีวิตเขาเลยทีเดียว หากเป็นเด็กที่มาสายกีฬาการฝึกหรือทักษะต่างๆ มันจะมาก่อนหน้านั้นอย่างน้อยต้องมี 6 ปี เป็นอย่างต่ำครับ พอเข้าอายุ 14 ปี ผลของการทำงานหนักก่อนหน้าจะแสดงออกมาให้เห็นชัดเจน นั่นคือถ้าเด็กๆ เหล่านั้นมีความสามารถพอที่จะยึดเอากีฬาเป็นอาชีพมันคงจะไม่มีปัญหาอะไร ส่วนใครที่ฝีมือเป็นรองก็ย่องเข้าการศึกษาไป แล้วเด็กอีกส่วนที่ไม่มีโอกาสแม้จะเล่นกีฬาที่ตัวเองอยากจะเล่นพวกเขาจะทำอย่างไรกันดี ตามสายของเส้นชีวิตก็ต้องตะเกียกตะกายร่ำเรียนให้จบการศึกษาภาคบังคับ ส่วนใครจะร่ำเรียนต่อสาขาไหนก็สุดแล้วแต่จะมีกำลังส่งเสียกันเข้าไป บางคนก็กลายเป็นช้างเผือกในวงการศึกษาที่ไม่ใช่เมืองใหญ่อาศัยความเก่งกาจทางการเรียนก็เอาตัวรอดจบ ตรี โท หรือเอกกันได้…

ย้อนพับกลับมาสู่เด็กที่อยู่กับท้องไร่ท้องนาจริงๆ เรียนก็ยาก จะเล่นกีฬาก็ลำบากทุนรอนไม่มีอะไรกับเขามันก็ต้องพึ่งพากำลังตัวเองเพื่อการอยู่รอดของครอบครัว เรื่องแบบนี้มีอยู่แทบจะทุกหัวไร่ปลายนาที่มีคนอาศัยอยู่ จากครูมวยในท้องถิ่นบางทีเด็กเหล่านี้ฝีมือจัดจ้านเกินตัวพวกเขาต่อยมวยเดิมพันเดินสายเป็นว่าเล่น เรื่องราวเหล่านี้เรารู้จักกันดี ดังนั้นการที่เราเห็นเด็กหัวเท่ากำปั้นขึ้นเวทีต่อยกันในงานบุญงานวัดต่างๆ มันก็คงไม่ใช่เรื่องแปลก อีกชนิดกีฬาที่เป็นรากเหง้าของเราชนิดนี้มันก็มีสายการผลิตที่ใกล้เคียงกับมวยเหมือนกัน เพราะกีฬาชนิดนี้นอกจากเราจะได้เห็นตะกร้ออาชีพที่มีการเผยแพร่ภาพกันอยู่  ณ ปัจจุบันนี้ เรายังมี “ตะกร้อเดิมพัน” ชนิดเดินสายฟาดกันมานานแล้วครับ จากเด็กที่ขาดโอกาสที่จะเล่นกีฬาสากลแล้วก็มีตะกร้อนี่แหละที่เป็นที่พึ่งของครอบครัวอีกชนิดกีฬาแล้วก็ล่อกันเป็นหลักหมื่นหลักแสนก็มีนะครับ

ดังนั้นนอกจากนักกีฬาตะกร้อทีมชาติที่สามารถหารายได้จากการแข่งขันที่เป็นทางการได้แล้ว เรามีตะกร้อลีกอาชีพที่มีส่วนมากก็เป็นทีมที่ดึงตัวกันไปมาในหลายจังหวัดเรียกได้ว่า “สมบัติผลัดกันชม” แต่มีอีกกลุ่มที่เป็นตะกร้อเดินสายก็เป็นอะไรที่มองข้ามไม่ได้เด็ดขาด คงเป็นเพราะกีฬาชนิดนี้อาจเป็นกีฬาที่เขาฝากผีฝากไข้ได้นั่นเอง… ส่วนเด็กที่ไม่มีแม้โอกาสและเวลาในการเล่นกีฬาพวกเราจะทำอย่างไรกันดี ผู้ใหญ่ที่ดูแลจัดการเรื่องนี้เคยคิดถึงกันบ้างหรือเปล่า หรือจะปล่อยให้พวกเขาเผชิญชะตาชีวิตไปวันๆ บางคนอาจคิดผิดคิดพลาดหันเหเร่เข้าสู่วงการอบายมุขที่มีอยู่แม้กระทั่งในมือถือ เอาเป็นว่าครูไก่คิดแบบนี้แล้วใครคิดอย่างไรคราวหน้าจะมาหาทางออกร่วมกันดีกว่านะครับ….

ครูไก่