Just Say Know

ไวรัสซิก้า มาถึงเมืองไทยแล้ว

ไวรัสซิก้า มาถึงเมืองไทยแล้ว

ไวรัสซิก้า หรือ ไข้ซิก้า เป็นข่าวเป็นคราวให้พูดถึงกันมาก่อนหน้านี้ได้พักหนึ่งแล้ว หลังจากเกิดการระบาดที่ประเทศบราซิล ในช่วงที่มีการแข่งขัน กีฬาโอลิมปิก 2016  เมื่อเดือนก่อน แต่เนื่องจากอาจจะยังไกลจากประเทศไทย ทำให้หลายคนมองข้ามหรือให้ความสำคัญไม่มากเท่าที่ควร แต่วันนี้อยู่ๆ เจ้า ไวรัสซิก้า นี้ก็โผล่มาระบาดกลางเมืองหลวงแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย ใครที่เคยมองผ่านๆ อ่านข้ามๆ คงต้องหันมาทำความรู้จักเจ้า ไวรัสซิก้า หรือ ไข้ซิก้า กันอย่างจจริงจังได้แล้ว

ไวรัสซิก้านั้นเป็นไวรัสซึ่งอยู่ในตระกูลฟลาวิไวรัส (flavivirus) จำพวกเดียวกับไวรัสไข้เหลือง ไวรัสเดงกี ไวรัสเวสต์ไนล์ และไวรัสไข้สมองอักเสบเจอี และเช่นเดียวกันกับไข้เลือดออกจากไวรัสเดงกี ซิก้าไวรัสมียุงลายเป็นพาหะ ซึ่งสามารถติดต่อกันได้จากการถูกยุงที่เป็นพาหะกัด นั่นหมายความว่ามันสามารถระบาดได้ไม่ยากในเขตร้อนชื้นที่มียุงลายมากมายอย่างในบ้านเรา ซึ่งก่อนหน้านี้ไม่นาน ในช่วงปี 2558 โรคนี้ได้ระบาดหนักในแถบลาตินอเมริกา โดยเฉพาะประเทศบราซิลที่การระบาดรุนแรงจนต้องประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน และสถานการณ์ยังรุนแรงไม่หยุด ทำให้เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2559 องค์การอนามัยโลก หรือ WHO ประกาศให้การระบาดของไวรัสซิกา เป็นภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขระหว่างประเทศเลยทีเดียว

โดยปกติแล้ว ผู้ที่ได้รับเชื้อไวรัสซิก้าจากยุงลายที่มีเชื้อนี้อยู่กัด ส่วนใหญ่มักไม่มีอาการ จะมีเพียงประมาณ 1/4 ถึง 1/5 เท่านั้นที่มีอาการ ซึ่งมักแสดงอาการภายใน 2 – 7 วัน โดยอาการจะคล้ายโรคไข้เลือดออกหรือโรคปวดข้อยุงลาย แต่จะรุนแรงน้อยกว่า อาทิ มีไข้เฉียบพลัน แต่ไข้ไม่สูงมากประมาณ 38.5 องศาเซลเซียส (ไข้เลือดออกและโรคปวดข้อยุงลายมักเป็นไข้สูงมากกว่า 38.5 องศาเซลเซียส) ปวดศีรษะ ปวดข้อ อ่อนเพลีย แต่ไม่มาก ขณะที่โรคปวดข้อยุงลายจะปวดข้อมากจนมีผลต่อการเคลื่อนไหว ส่วนไข้เลือดออกก็จะอ่อนเพลียมาก ที่สำคัญ ไข้ซิก้า จะพบอาการเยื่อตาอักเสบ (ตาแดง) ซึ่งเป็นอาการที่แตกต่างจากไข้เลือดออกและโรคปวดข้อยุงลายที่มักจะไม่มีอาการนี้ ทั้งนี้มักมีอาการอยู่ประมาณ 3 – 7 วัน อาการก็จะค่อยๆ ดีขึ้น

โดยทั่วไปไข้ซิก้าเป็นโรคไม่รุนแรง ไม่ก่อผลข้างเคียง ผู้ป่วยเกือบทุกคนหายได้เองจากการดูแลตนเองในเบื้องต้น และยังเชื่อว่าผู้ป่วยที่ติดเชื้อไวรัสนี้จะมีภูมิคุ้มกันต้านทานโรคนี้ได้ตลอดชีวิตอีกด้วย

อย่างไรก็ตาม เชื้อไวรัสนี้สามารถผ่านทางรกได้ ดังนั้นในหญิงตั้งครรภ์ โดยเฉพาะที่อยู่ในช่วงไตรมาสแรกของการตั้งครรภ์ เชื้อไวรัสนี้จะก่อให้เกิดการเจริญเติบโตที่ผิดปกติกับสมองของทารกในครรภ์ ส่งผลให้ทารกเกิดความพิการแต่กำเนิด คือมีโรคศีรษะเล็กกล่าวคือกะโหลกศีรษะและสมองเจริญ เติบโตไม่เต็มที่ สมองมีพัฒนาการล่าช้า นอกจากนั้นยังอาจพบภาวะมีหินปูนไปจับในเนื้อเยื่อตา และมีลูกตาเจริญเติบโตเล็กผิดปกติ ซึ่งส่งผลต่อการมองเห็นภาพ ดังนั้นสตรีตั้งครรภ์หรือวางแผนจะตั้งครรภ์ ควรงด หรือระมัดระวังเป็นพิเศษในการเดินทางไปยังประเทศที่มีโรคนี้เป็นโรคประจำถิ่น หรือถ้าเพิ่งเดินทางกลับมาจากประเทศที่มีโรคนี้เป็นโรคประจำถิ่นควรต้องปรึกษาแพทย์ก่อนการตั้งครรภ์

สำหรับการพบการระบาดในประเทศไทยเรานั้น ทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของทางภาครัฐ ไม่ว่าจะเป็น หน่วยงานด้านสาธารณสุข หน่วยงานองค์กรท้องถิ่นเจ้าของพื้นที่อย่าง กทม. หรือตัวแทนจากทางรัฐบาล ก็ได้ออกมาให้ความมั่นใจกับประชาชนแล้วว่า ผู้ป่วยทุกรายอยู่ในความดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด ไม่พบอาการรุนแรงแม้ในหญิงตั้งครรภ์ ส่วนคนไข้ที่เดินทางกลับไปนอกพื้นที่แล้ว ก็ตามแต่ก็ยังคงมีการประสานงานไปยังสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดที่ผู้ป่วยอาศัยอยู่ ในการติดตามอาการต่อด้วย นอกจากนี้ยังขอความร่วมมือจากประชาชน ให้ระมัดระวังและกำจัดแหล่งเพาะพันธ์ยุงลายลาย เพื่อป้องกันทั้งโรคไข้เลือดออกและไวรัสซิก้า ไม่ให้แพร่กระจายในวงกว้างอีกด้วย

ถึง ไวรัสซิก้า หรือ ไข้ซิก้า ฟังดูแล้วก็ไม่น่ากลัวอย่างที่คิด แต่ก็อย่าละเลยเรื่องกำจัดยุงลาย เพราะถ้าปล่อยไว้ ไข้เลือดออก ก็ยังบินหึงๆ อยู่ไม่ห่างเหมือนเดิม