วันกับคลองประเวศบุรีรมย์
วันกับคลองประเวศบุรีรมย์
กรุงเทพฯ เรานี้เคยได้ชื่อว่า “เวนิสของเอเชีย” นั่นคงเพราะ กรุงเทพฯ นั้นเคยมีคลองอยู่มากมาย สอดรับการระบายน้ำจากแม่น้ำหลักของเมือหลวง นั่นคือ “แม่น้ำเจ้าพระยา” พอเวลาเลยล่วงเข้าสู่ยุคต่อมา “คลอง” ก็จะถูกแทนที่ด้วยถนนหนทาง หลายคนอาจเรียกว่าเป็นความเจริญก้าวหน้าของบ้านเมือง ลองคิดแบบย้อนยุคนิดนึง ท่านหลับตานึกถึงบ้านเมืองที่ผู้คนเดินทางด้วยเรือตามคลองที่มีน้ำสะอาดสะอ้าน สองฝั่งคลองเป็นตึกสูงมากมาย พอเราขึ้นไปบนที่สูง แทนที่จะเห็นถนนหนทางอย่างในปัจจุบัน ลองทำแบบจำลองให้เป็นคลองดูทีสิ ผมว่ามันคงแปลกตาและน่าอยู่กว่านี้มากนัก
ในทุกบ่ายของวันเสาร์อาทิตย์ ถ้าภาระกิจยามเช้าเสร็จแล้วไม่ต้องไปออกรอบกับใคร ครูไก่ชอบการขับรถไปแถบชานเมือง บางทีก็ชอบบางแห่งก็ชังเหมือนกัน แต่โดยรวมแล้ว “ชอบ” เป็นส่วนใหญ่ เหมือนเมื่อวันอาทิตย์ที่แล้ว ครูไก่คิดถึง “ตลาดคลองสวน 100 ปี” ซึ่งสถานที่แห่งนี้เป็นชุมชมริมน้ำที่อยู่กันมานานแล้วแล้วครับ โครงสร้างของชุมชนนี้เป็นการประสานกันทั้งชีวิตความเป็นอยู่ และวิถีชีวติความเชื่อทางศาสนา ทั้ง พุทธ และ อิสลาม ทั้งสองความเชื่อต่างอยู่กันได้อย่างลงตัว
ความจริงแล้วเรื่องของตลาดริมน้ำกับครูไก่มันคู่กันมานานนักหนาแล้ว เพราะตลาดน้ำ “ดำเนินสะดวก” ชื่อนี้นั้นเป็นที่รู้จักกันมานานแล้วในหมู่นักท่องเที่ยวของชาวต่างชาติ ส่วน “ตลาดคลองสวนร้อยปี” นั้นเขาก็มีความเป็นเอกลักษณ์เหมือนกัน นั่นคือเป็นชุมชนที่คาบเกี่ยวทั้งสองจังหวัดนั่นคือ ฝั่งตะวันตกเป็นของจังหวัดสมุทรปราการ ส่วนตะวันออกก็ฉะเชิงเทราเป็นเจ้าของ นี่คือความแปลกเพราะทั้งสองพื้นที่ไม่ได้แย่งชิงความได้เปรียบเสียเปรียบอะไรกันเลย แล้วเขตแดนก็เป็นแค่คลองเล็กที่เชื่อมต่อด้วยสะพานที่ดูคล้ายๆ “ม้าไสน้ำแข็ง” แบบนั้น
ส่วนเรื่องข้าวของก็สามารถหาซื้อ “อดีต” ที่ใครๆ ก็อยากเห็นอีกสักครั้ง หรือเด็กยุคใหม่อาจจะเห็นแล้วขำๆ กับความแปลกที่เราเคยมีมาก่อนหน้า ซึ่งอันที่จริงสินค้าเหล่านี้ยังคงมีจำหน่ายตามตลาดแบบนี้ ตัวอย่างเช่น “หมากฝรั่งตราแมว” ที่รูปร่างคล้ายบุหรี่ หรือ “สลากเสี่ยงโชค” ที่ผู้ขายนั้น ถ้าขายหมดก็มีกำไรแน่นอน นั่นก็เป็นสินค้าที่นำมาเล่นในหมู่เพื่อนฝูงได้เหมือนกัน แต่ถ้าใครชอบความเร้าใจแบบได้เสียก็ต้อง “หัวโต” มีทั้ง ปู,ปลา,น้ำเต้า,กุ้ง,ไก่,เสือ ครบองค์ประชุมแล้วลงมือได้เลย นั่นคือมี 3 ลูก กับหมวก 1 ใบ แค่นี้ก็สนุกกันแล้ว
หลุดพ้นจากอบายฯ ทั้งปวงก็เป็นอาหารการกินที่ต้องยอมรับว่ามากมายก่ายกองจริงๆ การรับประทานอาหารที่นี่ต้องทำใจคือ “ต้องไม่ซัดอิ่มในร้านเดียว”ควรเหลือที่ว่างในกระเพาะไว้บ้าง เพื่ออนาคตอันใกล้นั้นแล และทริปนี้ผมเลือกที่จะซื้อตั๋วเรืออีก 70 บาท กับการเดินทางไป “วัดเทพราชปวราราม” อยู่ ต.เทพราช อ.บ้านโพธิ์ จ.ฉะเชิงเทรา ตามประวัติแล้วเป็นวัดที่ “พระพุทธเจ้าหลวงรัชการที่ 5” เสด็จทางน้ำมายัง จ.ฉะเชิงเทรา แล้วพระองค์ท่านเสด็จพระราชดำเนินมาทรงพำนักเป็นสถานที่แรก สำหรับวัดแห่งนี้นั้นเป็นวัดที่พัฒนาได้ดีเด่นวัดหนึ่งของประเทศ
จากที่ได้เข้าชมหลังจากเรือเทียบท่า นั่นคือความสะอาดสะอ้านตลอดจนความเป็นระเบียบเรียบร้อย แต่ที่น่าสนใจก็เห็นจะเป็น “สมบัติเก่าแก่ของประชาชน” ที่นำมาถวายวัด ส่วนใหญ่จะเป็นเครื่องมือทำมาหากิน ที่ถูกจัดเป็นหมวดหมู่ภายใน “ศาลาทรงไทย” แบบโบราณที่ถูกต้องตามลักษณะของหมู่เรือนไทยโบราณ แล้วในแต่ละเรือนเราจะเห็นความเป็นอัจฉริยะของคนในอดีต ข้าวของส่วนมากมักจะถูกสร้างจากไม้เกือบทั้งสิ้น.. ยกตัวอย่างเช่น ระหัดวิดน้ำเข้านา กับ กังหันลม ก็ล้วนเป็นไม้เกือบจะทั้งหมด หรือเกวียนที่ทำจากไม้ทั้งเล่ม กับอีกชิ้น ก็นี่ครับ “สีฝัดข้าว” ก็ล้วนทำมาจากไม้เช่นกัน
จากเรือนไทยอันเป็นเรือนประดับจากเรือนกลางนั้น มีข้าวของให้ชมกันเป็นพันๆ ชิ้น ซึ่งแต่ละชิ้นล้วนยังใช้งานได้อยู่เลย ครูไก่เดินชมเพลินมากกับบรรดาข้าวของเครื่องใช้ที่พบเจอ.. ในการเดินทางที่เรานั่งเรือไปนั้น ทั้งสองฝั่งคลองยังมี “วิถีของประชาชนริมน้ำ” ให้เห็นเป็นระยะๆ ที่ว่าจะเป็น “การยกยอ” หรือ “ทอดแห” ก็มีให้เห็น แล้วชีวิตของเด็กริมคลองกับการ “เล่นน้ำ” ถ้าขาดไปคงไม่อาจสมบูรณ์ ที่มีมีให้เห็นเป็นเรื่องธรรมดามากครับ
ลองดูนะครับ ตลาดคลองสวน 100 ปี กับการได้นั่งเรือเที่ยวแบบนี้ อยู่ไม่ไกลจากเมืองเลยครับ.. ส่วนในช่วงขากลับขาดไม่ได้กับสนาม “ชนไก่เทิดไท” เนื้อหาจะเข้มข้นอย่างไร เอาไว้ฉบับหน้าแล้วกัน
ครูไก่ ลำพอง ดวงล้อมจันทร์
