พิชชาพร อรุณรัตน์

พิชชาพร อรุณรัตน์
Creative Director
Universal Admedia

ตั้งแต่เด็ก ๆ “มะปราง” (พิชชาพร อรุณรัตน์) ก็ฉายแววความเป็นสถาปนิก ด้วยการชอบเล่นตัวต่อเลโก้, พอลลี่ พ็อคเก็ต (Polly Pocket) ของเล่นที่เป็นกล่องพลาสติก ข้างในมีบ้านตุ๊กตา เป็นห้อง ๆ “ปรางชอบดูโครงสร้าง สนใจเรื่องการออกแบบค่ะ”

พอโตขึ้นอีกหน่อย ปรางก็เข้าโรงเรียนเซนต์โยเซฟคอนเวนท์ กิจกรรมอาจจะน้อยลงไปบ้างเพราะเป็นโรงเรียนหญิงล้วน จนได้เข้าไปเรียนนานาชาติที่ ฮาร์โรว์ ทำให้เริ่มมีกิจกรรมด้านกีฬามากขึ้น เล่นเกือบทุกอย่าง “อยู่ทั้งทีมบาสฯ ฟุตบอล ซอร์ฟบอล แบดฯ ว่ายน้ำ” ต่อมาย้ายไปเรียนที่ โชรส์เบอรี่ ก็ยังมีกิจกรรมเยอะอยู่

 ‘Art Attack’ เป็นรายการศิลปะทางทีวีสำหรับเด็ก ๆ ที่ปรางต้องคอยเฝ้าหน้าจอ แล้วคอยทำตาม เอาหนังสือพิมพ์ในบ้านมาตัดทำเปเปอร์มาเช่ ชอบประดิษฐ์นี่ทำโน่น… เคยสร้างวีรกรรม หยิบเอารูปสวย ๆ ในอัลบั้มของแม่ ตัดหัวออกแล้วไปแปะกับขยะ เพื่อทำเป็นงานศิลปะ “แม่โมโหมาก โดนตีเกือบตาย” (หัวเราะ) “พ่อเห็นว่าปรางชอบแนวนี้ ท่านเองก็ชอบงานออกแบบ เคยคิดจะไปเรียนสถาปัตย์ เลยสนับสนุนเต็มที่”

ปราง สอบเข้าคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์ หลักสูตรนานาชาติ INDA (International Program in Design and Architecture) ได้เข้ามหาวิทยาลัยเร็วกว่าทั่ว ๆ ไปราวปีครึ่ง เพราะระบบโรงเรียนนานาชาติ มีการให้สอบเทียบได้ “ถือว่าโชคดี ช่วยที่บ้านประหยัดค่าเทอมโรงเรียน” เธอหัวเราะร่วน…

“ครั้งแรก อยากเรียน Communication Design เพราะสนใจเรื่อง Branding ชอบการออกแบบอุตสาหกรรม เคยทำเฟอร์นิเจอร์ออกมาแล้วหลายชิ้น แต่คุณพ่อชินกับงานระดับใหญ่ ๆ ก็เลยช่วยผลักดันให้เรียนสถาปัตย์ พอดีตอนนั้น CommDe เพิ่งเปิดปีแรกด้วย ยังไม่อยากเป็นหนูทดลอง (หัวเราะ) อาจารย์ผู้สอนก็ให้คำแนะนำว่า ลองไปเรียนสเกลใหญ่ดูก่อน แล้วค่อยกลับมามองสเกลเล็กก็ได้ การเริ่มจากเล็กไปใหญ่ อาจจะยากกว่าด้วย ก็เลยตัดสินใจได้”

“ถูกใจมากค่ะ เรียกว่าเรียนที่นี่ถูกจริตปรางเลย เราเป็นเด็กกิจกรรมอยู่แล้ว นอนดึกตลอด ปีหนึ่งปีสอง ต้องอดนอนถึง 36 ชั่วโมง ก็เคยมาแล้ว, กีฬาประจำคณะคือ รักบี้ 11 คน ปรางเป็นกัปตันทีมผู้หญิงด้วย ทำให้เราถูกฝึกให้อึด เพราะการทำงานสถาปัตย์ ต้องรับมือกับความความเครียดสารพัดด้าน ทั้งจากลูกค้า จากสถานการณ์ที่มันโหด ๆ เราก็ต้องรับมือ หาทางออก ผ่านแรงกดดันไปให้ได้”

ปราง เริ่มทำงานตั้งแต่ปีสอง โดยบอกว่า “เก็บตังค์ค่ะ” ด้วยการเป็นพี่ติวน้องเข้าสถาปัตย์ สอนภาษาอังกฤษ ส่วนงานจริงจังในออฟฟิศแห่งแรกคือ บริษัท ฉมา จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทออกแบบภูมิสถาปัตยกรรมและผังเมือง ในตำแหน่ง สื่อสารองค์กร

ด้วยความที่ปรางมีพื้นฐานด้านสถาปัตย์ ทำกราฟิคดีไซน์ได้ สื่อสารภาษาอังกฤษได้ เข้าใจแบบ อ่านแบบได้ ทำให้มีงานให้ทำหลากหลายมาก ได้ช่วยงานพี่ ๆ ในทีม ติดต่อช่างภาพ วีดีโอ ในการถ่ายรูปงานโปรเจ็ค ติดต่อสำนักพิมพ์ต่างประเทศ เช่น สิงคโปร์ จีน ต้องเขียนบรรยายเป็นภาษาอังกฤษไปให้ ช่วยคุมการออกงานนิทรรศการ ฯลฯ ชีวิตช่วงนี้จึงสนุกมาก ได้ทำงานหลายอย่าง

เมื่อเข้าไปใหม่ ๆ ได้ไม่ถึงสิบวัน ก็เกิดเหตุการณ์ประทับใจไม่รู้ลืม เมื่อเจ้านายให้ปรางไปนำเสนอโครงการใหญ่ ตัวแบบเพิ่งเสร็จพอดี “พวกพี่ ๆ ก็ยุ่ง ๆ กันไปหมด เลยสรุปข้อมูลโครงการนี้ให้ปรางฟังภายในสิบนาที เพื่อให้ปรางไปพรีเซ็นต์กับทีมผู้บริหารของกลุ่มที่ว่าจ้าง ราว 30 -40 ท่าน ที่มารอฟังอยู่ กดดันมากค่ะ ตื่นเต้นด้วย แต่เมื่อผ่านไปได้ก็สนุกดี”

ตอนเรียน ปรางมีความสนใจเรื่อง พื้นที่, การออกแบบ, สถาปัตย์ ว่าสิ่งเหล่านี้ มีผลกับการอยู่อาศัยของผู้คน อย่างไรบ้าง พอขึ้นปีสาม รู้สึกว่า ยังมีปัจจัยหลาย ๆ อย่างอยู่นอกเหนือเรื่องการออกแบบ จนรู้สึกกังวลว่า จะสร้างผลงานออกมาไม่ดีพอ เลยมองตัวเองว่า “แล้วเราจะทำอะไร ถ้าไม่ได้เป็นสถาปนิก ตอนนั้นก็รู้สึกเคว้งเหมือนกัน”

ปรางชอบคุยกับคน โดยเฉพาะเรื่องท่องเที่ยว ชอบฟังทั้งคนไทยทั้งต่างชาติ เล่าเรื่องเวลาไปเที่ยวมา… เมื่อชอบแบบนี้ แล้วจะทำอะไรดี… “ถ้าเราเปิดโรงแรมล่ะ?” ก็จะได้อยู่กับพื้นที่ อยู่กับการออกแบบ มาผสมกับประสบการณ์ ที่คิดค้นเพื่อให้คนที่เข้ามา เกิดความสนใจในเรื่องที่พักมากขึ้น “อยากเปิดโรงแรมของตัวเอง ที่เป็นมากกว่าโรงแรม เป็นมากกว่าที่พัก ทำให้เป็นศูนย์กลาง เป็น Cultural Hub และอื่น ๆ เช่น เป็นศูนย์หนังสือ ที่คนนำมาแลกเปลี่ยนกัน พอดีช่วงนั้น Coworking Space กำลังเข้ามาใหม่ ๆ จึงคิดถึงโรงแรมที่ไม่ได้เป็นแค่ที่ให้คนมาพัก เช่น นักท่องเที่ยวอาจจะจ่ายค่าห้องเป็นการสอนหนังสือให้กับเด็ก ๆ ในพื้นที่, มีอัตราแลกเปลี่ยนเป็นการทำงานให้กับผู้คน คนในชุมชน แทนที่จะเป็นตัวเงินอย่างเดียว” นี่คือ ไอเดีย ที่นับว่าก้าวไกลมาก…

“เรียนดีไซน์ สถาปัตย์ ระดับปริญญาตรี ไม่ว่าจะที่ไหน ยังไม่ได้สอนเรื่องเศรษฐศาสตร์ เรื่องธุรกิจ มากพอ เหมือนออกไปก็ต้องฝึกงาน ไม่ได้เรียนรู้องค์กร เลยรู้สึกว่าต้องเรียนต่อ เลือกที่นิวยอร์ค เพราะเคยมาเที่ยวกับครอบครัว แล้วชอบในความเป็นนิวยอร์ค ไม่เหมือนที่ไหน ไม่เหมือนอเมริกาด้วย เหมือนเป็นอีกประเทศหนึ่งไปเลย มีหลากหลายวัฒนธรรม ทำให้อยากเรียนรู้ประสบการณ์ของคนอื่นจากหลาย ๆ ที่มา คิดว่าปริญญาโท ไม่ใช่แค่การนั่งเรียนในห้อง เป็นการสนทนาแลกเปลี่ยนความเห็น ทำโครงการเป็นชิ้นเป็นอัน จนเข้าเรียน ที่ Parsons School of Design สาขา Strategic Design and Management ซึ่งเป็นการเชื่อมต่อระหว่างการออกแบบและการทำธุรกิจ สอนให้เราจัดการกับธุรกิจ เช่น บริษัท Start Up หรือ Corporate จะต้องบริหารอย่างไร พอเข้าไปเรียนแล้ว พบว่า 95% เป็นต่างชาติ จากหลากหลายอาชีพ แต่ก็มีสิ่งหนึ่งที่เหมือนกัน คุยกันได้ จนทำให้เราได้มาเจอกันที่นี่ แล้วยังโชคดีได้เพื่อนดีด้วย”

ปราง เล่าให้ฟังถึงประสบการณ์ ในการใช้ชีวิตต่างแดน…

“มาอยู่ใหม่ ๆ ยังเคยโดนหลอกเลยค่ะ” (หัวเราะ) “มีพวกโทรเข้ามาเพื่อโกงข้อมูลบัตรเครดิต ซึ่งหลุดออกไปได้ง่ายมาก ยิ่งช่วงนั้นยังไม่ค่อยชิน รับสายทุกคนที่โทรเข้ามาในมือถือ บางคนขอให้เราไปซื้อกิ๊ฟการ์ดที่ขายตามห้างฯ แล้วสั่งให้โอนไปให้ เราก็งง ๆ ถามว่าเขาคือใคร เขาก็ขู่เราอีกว่าห้ามไปแจ้งตำรวจ ห้ามไปบอกโรงเรียน ซึ่งเป็นเรื่องที่ทำให้หลาย ๆ คนโดนหลอกจนเสียเงินไปแล้ว”

ส่วนเรื่องการทำงาน… “คนที่นิวยอร์คจะทำงานตลอดเวลา จริงจังกับงานมาก แต่เมื่อถึงเวลาเขาหยุด เขาก็พักจริงจัง”… “ตอนไปอยู่ใหม่ ๆ เคยสงสัยว่าเที่ยงแล้วทำไมไม่มีใครไปกินข้าวกัน มารู้ทีหลังว่า ต่างคนต่างไปกิน ต่างคนต่างมีหน้าที่ แยกย้ายกันรับผิดชอบตัวเอง ไม่มีการรวมตัวกันเป็นทีมเหมือนบ้านเรา จนรู้สึกกดดัน อยากให้ที่นั่นมีความรู้สึกเหมือนบ้านเราบ้าง อาหารการกินก็มีส่วนทำให้เกิดความแตกต่าง ฝรั่งมักจะกินพวกสลัด ฟาสต์ฟู้ด ง่าย ๆ เร็ว ๆ ขณะที่เราทำอาหารมาจากบ้าน บางครั้งมีกับข้าวหลายอย่าง ถ้าอยู่ที่ประเทศไทย วันไหนงานเยอะจนไม่อยากลงไปกินข้าวเที่ยง ก็จะมีพี่ ๆ มาคอยเป็นห่วง ซึ่งเป็นความรู้สึกอบอุ่นที่ที่นั่นไม่มี ก็ต่างกันไปอีกแบบ”…

ครั้งแรก ปรางคิดว่าเรียนจบแล้วจะรีบกลับไปเปิดโรงแรมเลย แต่พบกับโปรแกรม OPT (Optional Post Training) ทำให้ได้ฝึกงานต่ออีกปี โดยรัฐบาลให้การสนับสนุน เมื่อมีโอกาสก็ทำงานก่อน ไม่ต้องรีบกลับ…

“เราเคยทำงาน ได้เงินเดือนมาแล้ว ก็คิดหนักอยู่เหมือนกันว่า จะยอมถอยกลับไปเป็นเด็กฝึกงานอีกรอบดีรึเปล่า แต่ที่นี่ นิวยอร์ค เป็นที่ใหม่ เราเรื่องมากไม่ได้ ประจวบกับ CO OP Brand Co. เป็นบริษัทที่เราอยากทำด้วย เลยยอม ขอทำงานแบบเต็มเวลา เขาก็รับเรา ทำให้มีโอกาสทำงานกับ CO OP Brand Co. ที่นิวยอร์ค ซึ่งเป็น Branding Agency เน้นธุรกิจด้านอสังหาริมทรัพย์เป็นหลัก”

จากคิดว่าจะอยู่แค่ปีเดียว ปรางก็ทำงานต่อเนื่องมาเรื่อย ๆ ระหว่างนั้นก็ได้รู้จักกับเพื่อนร่วมงานเป็นผู้หญิงชาวกานา ซึ่งบางครั้งเธอก็ขอให้ปรางช่วยงานนอกบริษัท จนวันหนึ่งก็ได้ชวนให้มาทำงานด้วยกัน โดยเธอทำหน้าที่หาลูกค้า ดูแลด้านธุรกิจ ส่วนปรางดูด้านครีเอทีฟ… “เราชอบไอเดียเขา ชอบความคิดแบบหัวก้าวหน้า ทำให้ตอนนี้กลายมาเป็นหุ้นส่วนทางธุรกิจ ร่วมกันบริหารบริษัท Universal Admedia ซึ่งเป็น Branding Agency ทำตั้งแต่การแบรนด์บุคคล หรือ Personal/Entrepreneur Branding ไปจนถึง Start Up และ Corporate Brand ค่ะ ลูกค้ามีในอเมริกา ไทย กานา อังกฤษ ตั้งแต่ C-Suite Executive ไปจนถึง Non-Profit Organization หน้าที่ของปรางคือ Creative Director ทำทุกอย่างเองเต็มตัว รับทำงานครบวงจรมากขึ้น ตั้งแต่เริ่มต้น จนถึงการนำเสนอไปสู่สายตาผู้คน ทำให้อยู่อเมริกายาวจนถึง 6 ปีแล้วค่ะ”

ปราง ยอมรับว่า ยังอยู่ในช่วงของการทำงานหนัก สนุกกับการทำงาน ทำให้เวลาพักผ่อนยังน้อยมาก “เมื่อก่อนเคยเล่นกีฬา ตอนมาเรียนที่นี่ก็ยังได้ไปเล่นฟุตบอลยามดึกบ้าง เพราะพวกพี่ ๆ คนไทยด้วยกัน กว่าจะเลิกงานก็ดึก โดยปรางเล่นเป็นผู้รักษาประตู แต่พอถึงหน้าหนาวยืนนาน ๆ ไม่ไหว จนบางครั้งก็ไม่ได้ไป แต่ที่นั่นมีข้อดีตรงที่มีพื้นที่สาธารณะให้ออกกำลังกาย ทำกิจกรรมต่าง ๆ เยอะมาก แล้วก็ไม่ดูน่ากลัว แต่ปัจจุบันถ้าว่าง ก็พยายามอยู่เฉย ๆ (หัวเราะ) พยายามอ่านหนังสือให้มากขึ้น พยายามเอาสายตาออกจากหน้าจอเท่าที่จะมากได้ บางครั้งก็วาดรูป ทำอาหาร บาร์บีคิว หาอะไรทำเพื่อความผ่อนคลายให้มากที่สุดค่ะ”