อนิรุธ สุขจิตต์

อนิรุธ สุขจิตต์
ผู้อำนวยการโครงการ
อุทยานการอาชีพชัยพัฒนา จังหวัดนครปฐม
“รู้จักผ่อนคลาย ทำใจบ้าง เพื่อจะได้ใช้ชีวิตให้เป็นปกติสุข”

เด็กเพชร : คนมักจะชอบบอกว่าเด็กเพชรเป็นนักเลง ผมว่าก็ไม่ได้ต่างจากที่อื่น ๆ เพียงแค่ให้ฉายากันไป ทั้งที่จริง ๆ เพชรบุรีเป็นเมืองแห่งอาหารการกิน มีของอร่อย เด่น ๆ ขนมหวาน ที่ใคร ๆ ก็รู้จัก มีสถานที่แหล่งท่องเที่ยว สวยงาม เยอะมาก ผมเรียนโรงเรียนอรุณประดิษฐ จนจบ ม.ปลาย สมัยก่อนการเลือกจะเรียนอะไร ยังไม่มีการแนะแนว หรือมีผู้ให้คำแนะนำ อาศัยการดูตัวเองว่า มีผลการเรียนอยู่ในระดับไหน แล้วเลือกตามเกณฑ์เฉลี่ยของเราว่าควรจะเรียนอะไรตามความสามารถ แล้วผมก็สอบเข้าคณะเศรษฐศาสตร์และบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

เดินตามพ่อ : คุณพ่อชอบกีฬา เล่นจริงจังมาก จนได้เป็นนักแบดมินตัน นักเทนนิส ตัวแทนของจังหวัดเพชรบุรี สมัยเด็กผมเองก็ติดตามไปกับคุณพ่อ ทำให้มีโอกาสได้เล่นกีฬา พอท่านมาอยู่กรุงเทพฯ ก็ชอบสอนเทนนิสให้กับเด็ก ๆ ผมก็ตามท่านมาช่วยสอนด้วย พอเข้ามหาวิทยาลัย ผมก็เล่นกีฬาเทนนิสมาโดยตลอด ได้เป็นตัวแทนของมหาวิทยาลัย เข้าไปอยู่ในชมรมเทนนิสฯ

สายกิจกรรม : ผมถนัดในเรื่องการทำกิจกรรมมากกว่าเรียน เข้าไปในมหาวิทยาลัย ก็เล่นกีฬา ทำกิจกรรมเกี่ยวกับนิสิตนักศึกษา เป็นผู้แทน เป็นตัวแทน เป็นนักทำกิจกรรม ช่วยงานด้านกิจกรรมทางด้านกีฬาอย่างต่อเนื่องมาโดยตลอด เป็นตัวแทนกีฬาเทนนิส เรียนจบ ก็ทำงานในมหาวิทยาลัย และยังช่วยเหลือดูแลทีมเทนนิสมาจนถึงปัจจุบัน ส่วนเรื่องเรียนก็ขอแค่เอาตัวรอด ธรรมชาติของผม เป็นคนสบาย ๆ พรรคพวกเยอะ ทำงานอะไรก็ได้ ไม่ต้องคิดเยอะ รุ่นพี่ก็มีส่วนในการตัดสินใจในการทำงาน เพราะใน ม.เกษตร ความเป็นพี่น้องมันเยอะ มีความผูกพันกับครูบาอาจารย์ รุ่นพี่ จนไม่อยากขวนขวายไปทำงานที่อื่น

ชีวิตการทำงาน : ผมเริ่มทำงานด้วยการเป็นลูกจ้างธรรมดา ของฝ่ายกิจการนิสิต เรียนจบยังอยู่กับอาจารย์ อยู่กับรุ่นพี่ ในหอของมหาวิทยาลัย ตอนนั้นเริ่มมีโครงการก่อสร้างวิทยาเขตฯ ผมตั้งใจว่าเมื่อบรรจุเป็นข้าราชการแล้ว ก็ขอย้ายมาที่กำแพงแสน ตั้งแต่ปี 2521 พอปีถัดมา วิทยาเขตฯ ก็เริ่มเปิด มาบุกเบิก ทำงานทุกอย่าง ส่วนใหญ่เป็นงานบริหาร แล้วก็อยู่ที่นั่นมาตลอดจนเกษียณ ตำแหน่งการทำงานมีการปรับเปลี่ยนอยู่เรื่อย ๆ อย่างของผม เริ่มบรรจุที่บางเขน ในตำแหน่งทางด้านกิจการนักศึกษา เป็นนักกิจกรรม, นอกจากนั้น ที่ภาควิชาพลศึกษา ตอนนั้นผมเล่นเทนนิส มีการไปอบรม เพื่อเข้าไปเป็นอาจารย์พิเศษไปสอนเทนนิส ตอนได้เดินทางครั้งแรกก็เพราะหน้าที่บังคับ ได้ไปเที่ยวก็เพราะเรื่องกีฬา ไม่ได้จบพลศึกษาโดยตรง แต่ยุ่งอยู่กับเรื่องกีฬาเยอะมาก เพราะทำงานบริหารเรื่องกีฬา จนเคยคิดเหมือนกันว่า ทำไมเราถึงไม่ไปเรียนเรื่องกีฬาโดยตรง จนเมื่อได้มาอยู่ที่กำแพงแสน โครงสร้างมีการปรับเปลี่ยน สมัยก่อนเป็นข้าราชการ เป็นนักวิชาการการศึกษา ขึ้นมาเป็นหัวหน้างาน ผู้อำนวยการกอง ตำแหน่งสุดท้ายก่อนเกษียณเมื่อปี 2554 ขึ้นมาเป็น ผู้อำนวยการสำนักงานวิทยาเขต เป็นตำแหน่งผู้บริหารสำนักงานวิทยาเขต ระดับ 9 คุมงานบริหารทั้งหมดของวิทยาเขตกำแพงแสน ในแง่บุคลากรที่ไม่ใช่สายบริหาร ส่วนสายบริหารก็จะเป็นรองอธิการบดี เท่ากับว่า ผมทำงานอยู่กับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ตั้งแต่เริ่มจนเกษียณ ทำงานทุกอย่างตั้งแต่ล่างจนถึงบน

ได้ดีเพราะกิจกรรม : สิ่งต่าง ๆ ในชีวิตที่ประสบความสำเร็จนั้น เพราะตัวตนชอบกิจกรรม ชอบเจอผู้คน ชอบช่วยเหลือ เคยมีคนถามว่า ทำไมเราไม่ขวนขวายในเรื่องการเรียนทางด้านวิชาการให้มากกว่านี้ แต่คำตอบที่คิดให้กับตัวเองก็คือ การเรียนอาจจะเป็นสิ่งที่เราไม่ค่อยถนัดนัก และการที่ไปเรียน บางครั้งก็ไม่แน่ว่า จบมาแล้วจะได้ไปใช้ประโยชน์ในการทำงาน ฉะนั้น เราจึงต้องมานั่งศึกษาการทำงานของเราว่าจะทำอย่างไรให้เต็มที่ ถือว่าเป็นคน บ้างาน พอสมควร เพราะผมทำงานบริหารทุกอย่าง ติดต่อประสานงานทั้งคนนอกคนใน จนในนครปฐมรู้จัก ตอนมาอยู่กำแพงแสน เจ้านายก็สอนไว้แล้วว่า เรามาอยู่ในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ต้องดูแลลูกศิษย์จำนวนมาก เขาฝากลูกหลานไว้กับเรา เราก็ต้องมีสังคม การได้ทำงานสังคม ทำให้กว้างขวางขึ้น

ทำมาหลากหลาย : ในชีวิตผมเป็นมาหมดแล้ว เป็นกรรมการระดับอำเภอเกือบทุกกิจกรรมที่มี เช่น กต.ตร., สโมสรโรตารี่ เป็นมาเกือบสามสิบปี กรรมการโรงเรียน หรือหน่วยงานที่ต้องมีคนนอกเข้าไปเป็นกรรมการ อย่างโรงเรียนอนุบาล ผมก็ไปเป็นประธานกรรมการการศึกษา เป็นนายกสมาคมผู้ปกครองและครู ฯลฯ อะไรที่ทำแล้วมีผลตอบแทนผมจะไม่เข้าไป แต่ถ้าทำเพื่อสังคม ตอบรับทันที เป็นผู้ทรงคุณวุฒิที่จังหวัดนครปฐม เยอะมาก ผมถือว่า ทำงานแล้วได้กำไร ได้ไปตรวจ ไปประเมิน อบต. ไปหมดทุกที่ ได้ไปรู้จักคนโน้นคนนี้ คุ้มค่าแล้ว ทำแล้วสนุก ทำอะไรให้ใครได้ก็ทำเถอะ ผมไม่ได้ยึดติดในสถาบัน อะไรที่ผมทำได้ยินดีเสมอ กลัวอยู่แค่อย่างเดียวคือ กลัวช่วยไม่ได้

กอล์ฟ : ผมต้องไปช่วยสอนกอล์ฟ ทั้ง ๆ ที่ตอนนั้นยังเล่นกอล์ฟไม่เป็นเลย ต้องรีบไปเรียนที่บางเขนก่อน ก็พบว่า กีฬานี้ยุ่งยากน่าดูเหมือนกัน รู้สึกว่าเป็นกีฬาไฮโซ ไกลตัว ตีเทนนิสง่ายกว่าเยอะเลย จนกระทั่งไปออกรอบที่สนามกอล์ฟโรงเรียนการบิน ซึ่งที่นั่นเรามีความคุ้นเคยกันดีอยู่แล้ว ไปถึงก็ตีเลย รู้สึกว่ายากมาก จนเครียด พอมีอาจารย์ท่านหนึ่งมาสอน ผมก็รู้สึกว่ามันยุ่งยากมาก จนต้องหยุด แล้วไปค้นคว้าศึกษาเอง ต้องคิดใหม่ทำใหม่ ว่าจะทำอย่างไรเพื่อจะถ่ายทอดกอล์ฟให้เป็นเรื่องง่าย ๆ ได้ หลักการก็แค่ ตีให้ลูกไปข้างหน้า เอาแค่นั้นก่อน เพราะเราไม่ต้องการไปแข่งกับใคร จนตอนหลังก็มาพบว่า กีฬานี้สุดยอดจริง ๆ สอนอะไรให้กับเราเยอะมาก คนที่เล่นกอล์ฟจนถึงจุด ๆ หนึ่ง ก็จะเข้าใจได้ในหลาย ๆ เรื่อง ทั้งสมาธิ ความคิดความอ่าน เพราะกอล์ฟอยู่ที่ตัวเองล้วน ๆ จะไปโทษใครไม่ได้เลย หงุดหงิดก็ไม่ได้ โมโหก็ไม่ได้ ร่างกายไม่มีความพร้อมก็ไม่ได้ ผมจึงสนับสนุนให้คนเล่นกอล์ฟ ให้คิดถึงประโยชน์ในแง่ดีของกีฬา เราไม่ต้องการหัดให้เป็นแชมป์ หรืออย่านำไปใช้ในทางที่ผิด

เพื่อการศึกษา : พอเล่นกอล์ฟแล้วรู้สึกมีความสุข กระตือรือร้น อยากให้มหาวิทยาลัยมีสนามกอล์ฟ เคยถึงขั้นเขียนแบบกันไว้แล้ว ครบ 18 หลุม เราไม่ได้ทำสนามเพื่อแข่งขัน แต่ทำเพื่อการศึกษา ถ้ามีโอกาสอยากจะทำสนามทั้ง 18 หลุม ที่ไม่เหมือนใครเลย พันธุ์หญ้ามีหลากหลาย ไม้ดอก ไม้ประดับ ต้นไม้ที่เหมาะกับสนามกอล์ฟก็น่าสนใจ ในความคิดผมคืออยากให้เป็นไม้ผล สามารถสร้างประโยชน์ สร้างรายได้ จริง ๆ แล้ว มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ สอนวิชากอล์ฟในภาควิชาพลศึกษา เป็นแห่งแรกของประเทศไทย และยังมี วิชาการจัดการสนามกอล์ฟ ในภาควิชาพืชไร่ในคณะเกษตร แต่ไม่ค่อยมีใครรู้

กีฬาสร้างคน : ผมเล่นกอล์ฟได้ประมาณสองปี ก็ไปเล่นกับใครเขาได้ เคยถือแต้มต่อตัวเดียว พยายามบอกทุกคนว่า กอล์ฟ ไม่ใช่กีฬาที่จะติด มันอยู่ที่ตัวคุณ ถ้าติดพนัน มันก็คือผลเสีย ต้องคิดกันว่า กีฬานี้จะสร้างคนได้ยังไง ถ้าทำกันจริงจัง มันไปถึงระดับโลกได้ ซึ่งพิสูจน์ให้เห็นกันมาแล้ว เพียงแต่เราใช้เวลามากไปสักหน่อย แต่ก็ยังดีที่ทำได้ ปัจจุบันจะเห็นว่า มีหลายกีฬาที่มีแววว่าเราสู้เขาได้ในระดับโลก ขอให้มีความจริงจังและจริงใจกันให้มาก ๆ เราสู้เขาได้แน่นอน เราทำเองไม่ได้ ทุกคนต้องช่วยกัน ผมดีใจกับวงการกอล์ฟมาก ว่าเราประสบความสำเร็จแล้ว เรามีเด็กไปอยู่ในทัวร์ต่าง ๆ เยอะมาก ไม่น้อยหน้าใคร จากที่เคยไม่มีใครเลย นักกอล์ฟชาติอื่น ๆ ที่ประสบความสำเร็จ ก็เคยมาฝึกซ้อมอยู่ที่นี่ พวกเขาเกิดได้ก็เพราะประเทศไทย แล้วทำไมเราจะทิ้งโอกาสนี้ไปล่ะ

ตั้งกองทุน : งานเลี้ยงเกษียณ เมื่อ 30 กันยายน 2554 ผมประกาศว่า กินเลี้ยงได้ สนุกสนานเต็มที่ แต่ทุกคนต้องไม่เอาอะไรมาให้ และผมได้ตั้ง “กองทุน อนิรุธ – เฉลิมวรรณ สุขจิตต์” ให้มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โดยผมให้ทุนตั้งต้นไว้ ส่วนใครอยากจะช่วยเหลือก็สมทบทุนทำบุญกัน ทุกวันนี้ก็งอกเงยจนมีทุนอยู่พอประมาณ เป็นการให้ทุนเด็กทุกปี อยากสนับสนุนให้กับเด็กที่ต้องการโอกาส และเป็นการตอบแทนมหาวิทยาลัย ก่อนเกษียณก็ไม่ได้คิดวางแผนอะไรมากมาย คิดแค่ว่า จะทำงานเต็มที่จนวันสุดท้าย โดยไม่มีการลา เคลียร์งานให้จบจะได้ไม่มีใครว่าได้ ไม่อยากให้คนอื่นต้องลำบากเพราะเรา ตอนนั้นคิดว่า เราอยู่ในแวดวงกีฬา ไปไหนก็ยังมีลูกศิษย์ลูกหาอยู่เยอะแยะ ถ้าไม่มีอะไรก็คงหาโอกาสพักผ่อน ไปเล่นกีฬา ตีเทนนิส เล่นกอล์ฟ คนที่รู้จักเราตั้งแต่สมัยก่อนก็มากมาย

โอกาสครั้งสำคัญ : เมื่อเกษียณแล้ว ก็ไม่นึกมาก่อนว่าจะได้รับเกียรติจากผู้ใหญ่ ชักชวนให้มาทำงานที่ มูลนิธิชัยพัฒนา ตอนได้รับการทาบทามครั้งแรก ให้มาทำงานที่มูลนิธิชัยพัฒนา รู้สึกกังวลว่าจะทำไม่ได้ แต่ท่านผู้ใหญ่ก็ให้โอกาส ให้เข้าไปพบ อธิบายเนื้องาน งานที่ อุทยานการอาชีพชัยพัฒนา จังหวัดนครปฐม เป็นงานบริหาร มีพื้นที่ ห้องอาหาร ห้องจัดเลี้ยง อบรมอาชีพ พอไปเจอกับผู้ใหญ่ ก็รู้สึกได้ว่า จะมีสักกี่คนในประเทศ ที่ได้รับเกียรติให้ไปทำงานนี้ ชีวิตนี้ก็ไม่รู้จะพูดยังไงแล้ว ยกเลิกที่อื่นหมด ชีวิตเราเองก็ไม่เดือดร้อน ไม่อยากได้ ไม่อยากมี ปกติเดิมเป็นคนบ้างาน ทำเต็มที่อยู่แล้ว พอได้รับหน้าที่สำคัญนี้ ก็รู้สึกมีพลังขึ้นมาอีก

อุทยานการอาชีพชัยพัฒนา : จุดประสงค์โครงการฯ ไม่เหมือนใครเลย เนื่องจากมีพื้นที่ขนาดใหญ่ราว 35 ไร่ ใกล้เมือง ใช้เป็นพื้นที่สำหรับฝึกอาชีพให้กับประชาชน จนกระทั่งมีการสร้างอาคารเพิ่มเติม มีการอบรมอาชีพต่าง ๆ ให้กับประชาชน, มีแหล่งหารายได้ มีห้องประชุม ห้องจัดเลี้ยง ห้องสัมมนา และ มีสถานที่สำหรับทำธุรกิจ มีร้านค้า เจตนาคือไว้รองรับเพื่อจำหน่ายสินค้า เพื่อสนับสนุนโครงการฯ, พัฒนาพื้นที่ว่างที่มีอยู่แล้ว ช่วงก่อนวิกฤติโควิด ก็มีการรับจัดงานพิธีต่าง ๆ เยอะมาก มีห้องสมุดให้ค้นคว้าหาความรู้, พิพิธภัณฑ์ ทางด้านมัลติมีเดีย สำหรับให้มาเรียนรู้เกี่ยวกับพระองค์ท่านว่าทรงทำอะไรไว้ให้พวกเราบ้าง เป็นแห่งหนึ่งที่อยากให้ทุกคนได้เข้ามาศึกษาหาความรู้ เป็นการสร้างอาชีพ ตอบโจทย์ของโครงการฯ ว่า จะทำอย่างไรให้ประชาชน อยู่ดีมีสุข, จัดกิจกรรม ทำเป็นแหล่งเรียนรู้ให้มากขึ้น หรือใครอยากจะให้ไปช่วยที่ไหน โรงเรียนต่าง ๆ จะให้จัดอบรม ทำกิจกรรมร่วมกันก็ได้ เรายังได้สร้างกลุ่มที่ได้รับการอบรมจากเรา ตอนหลังก็มีเป็นทีมวิทยากรของเราเอง โดยไม่ต้องอาศัยจากส่วนกลางอย่างเดียว กระจายออกไปให้ความรู้กับประชาชน ใครเดือดร้อนในเรื่องอาชีพต่าง ๆ ขึ้นมา มูลนิธิก็สามารถช่วยเหลือได้ด้วยความรวดเร็ว พระองค์ท่านทรงตั้งมูลนิธิชัยพัฒนาขึ้นมา เพื่อช่วยเหลืองานต่าง ๆ ที่ทางราชการอาจจะมีความล่าช้า ทำให้เราต้องรีบเข้าไป พอได้ทำงานแบบนี้ก็มีความสุข

วิกฤติคือโอกาส : เมื่อสำรวจว่าในพื้นที่ ที่ยังว่างอยู่ จะทำยังไงให้เกิดประโยชน์ ให้คนเข้ามาช่วยในเรื่องการดูแลต้นไม้ อยากให้มีพันธุ์ไม้มาก ๆ หลากหลายชนิด อาจจะเป็นอุทยานพันธุ์ไม้ขึ้นมา เสริมการเป็นแหล่งเรียนรู้ด้านอาชีพ มีศูนย์เกี่ยวกับการเพาะเห็ด การเลี้ยงไส้เดือน ฯลฯ ต่อไปจะมีพันธุ์ไม้จำหน่าย แนวคิดคือสักวันหนึ่งหน่วยงานภายใต้มูลนิธิฯ ต้องอยู่ได้ด้วยตัวเอง โดยไม่ต้องรอให้มีการสนับสนุนจากการบริจาคอย่างเดียว ต้องเปลี่ยนไปแล้ว ถึงแม้ปัจจุบันจะเหนื่อยสักหน่อยแต่ก็ต้องพยายามพัฒนาไปให้ได้ มีการปรับเปลี่ยนวิธีการต่าง ๆ ให้เข้ากับสถานการณ์ปัจจุบัน เราอยากจะทำให้มีความสมบูรณ์เพื่อประชาชน ตามจุดประสงค์ของมูลนิธิฯ ซึ่งโครงการลักษณะนี้ มีแห่งนี้ที่เดียว นอกนั้น จะเป็นโครงการทางการเกษตร อยู่ตามพื้นที่ต่างจังหวัด ที่ให้ประชาชนได้เรียนรู้ในอีกรูปแบบหนึ่ง

ดูแลตัวเอง : ด้วยความเป็นนักกีฬา และอาจจะเป็นพื้นฐานของเราก็ได้ ทำให้รู้จักวิธีดูแลตัวเอง ดูแลสุขภาพ โดยไม่ใช้ร่างกายให้หนักมากเกินไป อาหารการกินก็เลือกให้เหมาะสม ใช้ชีวิตให้เป็นปกติ อาศัยดื่มน้ำเยอะ เพราะมีประโยชน์ ช่วยให้ร่างกายสดชื่น, ส่วนจิตใจ เมื่อเราเป็นคนชอบช่วยเหลือคนอื่น คงเป็นกุศลบุญอย่างหนึ่ง ที่ทำให้มีชีวิตความสุข มีพลัง รู้สึกว่าชีวิตนี้อยากทำงานเพื่อคนอื่น และฝึกฝนให้คนอื่นด้วย เพราะสักวันหนึ่งเราก็คงไม่อยู่ ก็ต้องสร้างคนอื่นให้ขึ้นมาทดแทนกัน แล้วเมื่อทำงานก็ย่อมมีความผิดพลาดเกิดขึ้นได้เสมอ ไม่มีใครทำอะไรถูกทั้งหมด แค่ขอให้ตั้งใจเรียนรู้และปรับปรุงจากข้อผิดพลาด พัฒนาตัวเองขึ้นไปเรื่อย ๆ มีใครบ้างไม่เครียด เป็นกันทุกคนอยู่แล้ว เพียงแต่ต้องรู้จักผ่อนคลาย ทำใจบ้าง เพื่อจะได้ใช้ชีวิตให้เป็นปกติสุข

กำไรมหาศาล : ผมคิดไว้อยู่เสมอว่า คิดดี ทำดี พูดดี เรามีแต่ช่วยเหลือคนอื่น คงจะไม่มีอะไรที่ไม่ดีเกิดขึ้นกับเรา

ผมมีความเชื่อมั่นว่า ถ้าเราได้มีโอกาสได้รู้จักใคร ได้ทำงานร่วมกัน นั่นคือความสุขอย่างหนึ่ง สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ ทำให้เกิดความภาคภูมิใจ พรรคพวก เพื่อนฝูง จึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุด, การให้ความช่วยเหลือโดยไม่คิดหวังเรื่องผลตอบแทนใด ๆ ทำด้วยความเต็มใจ ทำด้วยความสุข แต่สักวัน เมื่อถึงคราวที่เราอาจจะมีความจำเป็น  เขาก็อยากให้ความช่วยเหลือเราบ้าง เพราะเราต่างให้และตอบแทนกันด้วยใจ ไม่ใช่เรื่องของผลประโยชน์ ซึ่งผลลัพธ์ที่คืนกลับมา มันมากมายยิ่งกว่าความคาดหวังใด ๆ และนั่นคือ กำไรมหาศาลที่ประเมินค่ามิได้ ของชีวิตผมครับ