ตอนที่ 47 พลัดพราก

๔๗.พลัดพราก

ภาพความทรงจำครั้งเก่าเมื่ออดีตไม่เคยพร่าเลือนไปจากหัวใจ เป็นเสมือนโซ่ตรวนแห่งกรรมในอดีตที่รัดรั้งจนมิอาจขัดขืนได้ บ่วงรักมิอาจหลุดพ้นรอยกรรมที่ต้องข้ามผ่านให้ได้ การที่เราต้องจากกันด้วยความตายและต้องเป็นฝ่ายรอคอยเพื่อกลับมาพบกันอีกครั้ง เพื่อแก้ไขเรื่องราวในอดีต สานต่อความรักอันมั่นคง ให้เป็นรักที่ปราศจากเงื่อนไขคือเมตตา มันยากเย็นแสนเข็ญเสียเหลือเกินแพเอ๋ย

ภาพในอดีตซึ่งพยายามลบให้มันเลือนลางจางหายกลับฉายชัดขึ้นทุกทีๆ แม้กระทั่งชาติ

ภพก็มิอาจขวางกั้นพลังแห่งรักที่เราทั้งสองมีต่อกัน ความเจ็บปวดร้าวราน ด้วยเป็นผู้รับรู้แต่เพียงฝ่ายเดียวมันทุกข์ทรมานอย่างสาหัสสากรรจ์….มีก็เพียง แสงธรรม แสงเทียนของพระพุทธศาสนาเท่านั้นที่ทำให้มีลมหายใจเพื่อดำรงชีวิตอยู่ได้จนทุกวันนี้ รักเราเป็นรักที่เหนือกาลเวลา

ภาพเรือนไทยหลังเก่า หาดทราย สายน้ำโขงไหลเอื่อย เซาะแทรกผืนดินจนกลายเป็นคูคลอง เป็นที่อาศัยของเหล่าฝูงปลา ดอกบัวหลวง พืชผักต่างๆให้เราได้เก็บมาเป็นอาหารเพื่อเลี้ยงชีวิต และทำให้มีอาชีพ ชีวิตในเวลานั้น ความสุขของเรามันช่างสั้นนัก…เจ้าแพเจ้าพบที่เคยวิ่งเล่นหยอกล้อในวัยเด็กอันบริสุทธิ์ไม่มีความทุกข์ใดเจือปน มันเป็นเวลาแห่งกรรมดี เราโตมาด้วยกันมีความรักความผูกพันฉันท์พี่น้อง จนเราได้ใช้ชีวิตร่วมกันแต่งงานกันมี สายใยรักคล้องใจ ภาพความทรงจำเหล่านั้นไม่เคยจางหายไปจากความทรงจำเลย ทั้งๆที่ได้พยายามแล้วพยายามอีก ราชาวดี สาวน้อยผู้มีดวงตาเป็นประกายสดใส และเริ่มเศร้าหมอง เมื่อพบกับการพลัดพราก หากเจ้ารู้เรื่องราวในอดีตที่ผ่านมาเมื่อครั้งกระโน้นเจ้าต้องผ่านพ้นมันไปได้ด้วยตัวของเจ้าเอง เวลาแห่งการปฏิบัติเท่านั้นที่จะช่วยการมีลมหายใจในภพชาตินี้มันเหลือน้อยเหลือเกินแล้ว

ทุกครั้งที่พระนิรันตระจะมีการเทศนา ราชาวดีจะเป็นผู้นำกล่าวคำอาราธนาธรรมและบอกให้ทุกคนกล่าวพร้อมๆกัน ฟังแล้วไพเราะเสนาะหูเหมือนการฟังดนตรีฉันใดฉันนั้น

……………..ราชาวดีข้าเป็นห่วงเจ้าเสียเหลือเกิน

เจอกันสุดท้ายที่ยุคแห่งคนบุญนะราชาวดี ยุคพระศรีอาริย์  พระศรีอริยเมตไตรยจะมีพระพุทธเจ้าองค์หนึ่งในอนาคต โลกนี้จะมีความสงบสุขและพระศาสนาจะมีความรุ่งเรืองกว่าพระศาสนาของพระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบันนี้ ดังที่พระพุทธเจ้าตรัสว่าจะมีพระอริยบุคคลมากกว่า และประชาชนจะมีความสุขอย่างยิ่ง คือจะไม่มีเรื่องร้อนใจเลย ทุกคนพอใจในความเป็นอยู่ ไม่มีการเบียดเบียน ตอนนอนไม่ต้องปิดประตูก็ได้ บ้านจึงไม่ต้องมีประตูก็ได้ เรื่องคนร้ายหรือขโมยก็ไม่ต้องกลัว แล้วคนจะเป็นคนดีเหมือนกันหมด ไม่มีคนพาล จนกระทั่งลงจากบ้านก็ไม่มีใครจำได้ว่าใครเป็นใครเพราะดีเหมือนกันหมด สุภาพเหมือนกันหมด สวยเหมือนกันหมด ทุกคนอยู่กันอย่างผาสุก ไม่มีอันธพาล ปรารถนาทุกอย่างก็จะได้ดั่งใจ

บ้านเรือนจะปลูกอยู่ใกล้ๆกันพอไก่บินถึง ปราศจากโจรผู้ร้าย บริบูรณ์ไปด้วยน้ำแลข้าว

ปลาอาหาร ผัวเมียจะไม่รู้จักวิวาทกัน ผู้ชายไม่ต้องทำไร่นาค้าขาย ผู้หญิงก็ไม่ต้องทอหูกปั่นฝ้าย ผ้านุ่งผ้าใช้ล้วนแต่เป็นของทิพย์ อำมาตย์ข้าราชการตั้งมั่นอยู่ในความสุจริตธรรม ไม่เบียดเบียนอาณาประชาราษฎร์ให้เดือดร้อน พระมหากษัตริย์จะไม่มีความกริ้วโกรธถือโทษลงพระราชอาญา ทรงมีน้ำพระทัยรักใคร่กรุณาแก่ประชาชนทวยราษฎร์

บรรดาสรรพสัตว์ที่เป็นศัตรูกันทั้งหลายเช่นกากับนกเค้า แมวกับหนู งูกับพังพอน หมีกับ

ไม้สะคร้อ ทั้งหมดก็จะแผ่เผื่อเมตตาจิตต่อกันเลิกเป็นคู่เวรคู่กรรมต่อกัน สรรพสัตว์อยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข เครื่องใช้ไม้สอยมีอุดมสมบูรณ์ทุกอย่าง แผ่นดินใหญ่กว้างล้วนราบเรียบเป็นหน้ากลอง ไม่มีหลักตอเสี้ยนหนาม คนทั้งหลายรูปงามเหมือนกันหมด ไม่มีคนใบ้บ้า คนหูหนวกตาบอดง่อยเปลี้ยเสียขาพิกลพิการก็ไม่มีแต่อย่างใด ทุกคนปราศจากโรคภัยเบียดเบียน เห็นหน้ากันก็มีแต่รักใคร่ไมตรีอันดีต่อกัน หาศัตรูหรือรู้จักโกรธกันก็ไม่มี ในครั้งกาลนี้บุรุษจะมีภรรยารักคนเดียว สตรีก็จะมีสามีคนเดียวกลมเกลียวรักใคร่ปรองดองกัน ไม่มีการล่วงประเวณี แลคนในยุคนี้มีแต่ความผาสุกสมบูรณ์มากไม่ต้องลำบากในการทำมาหากิน เพียงตั้งภาชนะปิดฝาเอาไว้ครั้นอยากกินสิ่งไรเปิดภาชนะก็ได้กินสิ่งนั้น

ว่าบริโภคโภชนากระยาหารอิ่มหนำสำราญแล้วอาหารนั้นก็อันตรธานหายไปไม่ต้องเก็บต้องล้าง ข้าวของทุกอย่างใช้สอยแต่เครื่องทิพย์ มีกิจอยู่แต่นั่งกับนอนฟังเสียงอันเป็นทิพย์ไพเราะนักหนาอันเกิดจากเวลาลมพัดต้องหมู่ไม้ใบพฤกษาก็สั่นไหว เป็นเสียงทิพยดนตรีมีความไพเราะ ทุกคนถ้วนหน้ามีสมบัติเหมือนกันหมด ทั้งยังปราศจากกำพร้าอนาถา ปราศจากคนชราหรือเข็ญใจไร้ทรัพย์สมบัติ อันเหตุวิวาทแก่งแย่งชิงเอาบ้านเรือนไร่นาของกันและกันนั้นไม่มีเลย แลยุคนั้นนี้มีพืชข้าวกล้าเพียงเม็ดเดียวหากตกลงเหนือพื้นแผ่นดินแล้วก็งอกขึ้นเป็นต้นเป็นลำเป็นปล้องเป็นหน่อ แลเป็นกอใหญ่ๆออกไปได้หลายร้อยเท่าพันทวี ทั้งหมดเป็นดังนี้ก็เพราะข้าพระองค์ได้สร้างสมบุญบารมีเอาไว้มาก พระศรีอาริยเมตไตรยพุทธเจ้า ทรงมีฉัพพรรณรังสีจากพระวรกาย ทำให้สว่างไสวทั้งกลางวันและกลางคืน คนทั้งหลายอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข ระลึกถึงพระพุทธเจ้าเป็นอารมณ์ บริโภคข้าวสาลีที่เกิดจากพระพุทธานุภาพ คนมีบุญมากเท่านั้นที่จะได้อยู่ในยุคพระศรีอาริย์

มณีจันทร์ฉาย