ดูแลลูกยุคเรียนออนไลน์

ดูแลลูกยุคเรียนออนไลน์

สวัสดีครับคุย ดร. อมร วันนี้ โรงเรียนของลูก ๆ พวกเรา กำลังจะกลับมาเปิดเทอมกันอีกครั้งนะครับ หลังจากปิดโรงเรียนเพื่อป้องกันสถานการณ์ไวรัสโควิด 19 กันมากว่า2 เดือน บ้างก็เปิดแบบเต็มรูปแบบ แต่บางโรงเรียนก็อนุญาตให้ผู้ปกครองและนักเรียนได้ตัดสินใจว่า จะมาเรียนที่โรงเรียน หรือเรียนออนไลน์อยู่ที่บ้านก็แล้วแต่ความสมัครใจ

ผมมีลูกสาว 2 คน คนโตอยู่ชั้นประถมปีที่ 2 ที่โรงเรียนสาธิต มศว. ประสานมิตร ซึ่งทางโรงเรียนได้มีการทำแบบสอบถาม ให้ผู้ปกครองได้เลือกว่า จะเรียนออนไลน์อยู่ที่บ้าน หรือมาเรียนที่โรงเรียนตามปกติ ซึ่งผลสำรวจออกมาผู้ปกครอง 51% อยากเรียนออนไลน์อยู่ที่บ้าน และอีก 49% มาเรียนที่โรงเรียนตามปกติ ผลสรุปครั้งนี้ก็คือ ทางโรงเรียนตัดสินใจอนุญาตให้ผู้ปกครองและนักเรียน สามารถเลือกเรียนออนไลน์หรือมาเรียนที่โรงเรียนก็ได้ ส่วนลูกสาวคนที่ 2 ของผม เรียนอยู่ชั้นอนุบาล 1 ที่โรงเรียนอนุบาลสาธิตมหิดล ทางโรงเรียนมีมติอนุญาตให้ผู้ปกครองและนักเรียน สามารถตัดสินใจเลือกจะเรียนออนไลน์ที่บ้านหรือมาเรียนที่โรงเรียนก็ได้เช่นกัน

ผมตัดสินใจให้คนโตวัย 8 ขวบ เรียนออนไลน์อยู่ที่บ้าน ส่วนคนเล็กวัย 4 ขวบ ไปเรียนที่โรงเรียนตามปกติ เพราะว่าคนโตสามารถใช้คอมพิวเตอร์ และเข้าใจการทำงานระบบต่าง ๆ ของโปรแกรมแอพพลิเคชั่นได้อย่างดี อีกทั้งที่โรงเรียนมีจำนวนนักเรียนกว่าสองพันคน มีความหนาแน่นค่อนข้างสูง เรียนกลางใจเมือง แถวอโศก ส่วนคนเล็กยังเด็กเกินไปที่จะใช้คอมพิวเตอร์และเรียนรู้ผ่านทางสื่อออนไลน์ อีกทั้งเรื่องสมาธิ การจดจ่อใส่ใจ การยับยั้งชั่งใจ อยู่หน้าจอได้ไม่เกิน 5 นาที ก็ลุกขึ้นไปทำอย่างอื่นแล้ว และที่สำคัญ เด็กวัย 4 ขวบยังไม่เข้าใจการสื่อสารทางออนไลน์ เขาต้องการครู, พี่เลี้ยงที่คอยอธิบายทำกิจกรรม ร่วมกันกับเพื่อนๆ มองเห็นและลอกเลียนแบบ เห็นตัวอย่างจากของจริง และสถานที่โรงเรียนอยู่ในมหาลัยมหิดล มีบริเวณมากกว่าพันไร่ อากาศถ่ายเทค่อนข้างดี แต่มีจำนวนนักเรียน 100 กว่าคน จึงไม่ค่อยหนาแน่นมากนัก

ในปัจจุบัน การศึกษาที่มีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว แตกต่างจากสมัยก่อนที่คุณครูจะให้เด็กท่องจำ ไม่ให้ถาม ไม่ให้พูด ไม่ให้คุย แต่ปัจจุบันเด็กสมัยนี้มีข้อมูลมากมาย กล้าแสดงออกในการสื่อสารหาความรู้ต่าง ๆ รอบตัว เด็กสมัยนี้ชอบเรียนรู้อยู่เสมอ เช่น บางวัน เมื่อลูกกลับมาบ้านลูกถามผมว่าทำไมอย่างงั้น? ทำไมอย่างงี้? มีคำถามมากมาย ซึ่งบางครั้งผมก็ขี้เกียจตอบหรือตอบไม่ได้ แต่ก็พยายามตอบ ถึงแม้จะไม่รู้ก็จะต้องหาคำตอบให้ได้ ดังนั้นการเรียนรู้ หรือทักษะการเรียนรู้ จึงเป็นสิ่งที่สำคัญมากกว่าความรู้

ความรู้ในปัจจุบันมีข้อมูลมากมายแบบ Big Data สามารถหาความรู้ หรือข้อมูลได้เพียงแค่ปลายนิ้วมือ แต่ต้องดูด้วยว่า ความรู้หรือข้อมูลเหล่านั้นมาจากแหล่งไหน ถูกต้องไหม และใครเป็นคนให้ข้อมูล

ผมคิดว่าสิ่งสำคัญที่เราควรจะต้องทำคือ การเปลี่ยนมุมมองของการเรียนการสอนของลูกและวิชาต่าง ๆ ให้เป็นทักษะ เช่น

-วิชาวิทยาศาสตร์ อาจเป็นทักษะของการทดลอง
-วิชาภาษาอังกฤษ อาจเป็นทักษะการสื่อสาร
-วิชาวิศวกรรมศาสตร์ อาจเปลี่ยนทักษะเป็นการแก้ไขปัญหา

ทุกวันนี้หลังจากลูกสาวเรียนออนไลน์เสร็จแล้ว ผมได้ให้ลูกทำกิจกรรมต่าง ๆ กับผม กิจกรรมที่สามารถเป็นทักษะการเรียนรู้ ให้เขาได้ทำ และทดลองสิ่งใหม่ ๆ ต่าง ๆ ช่วงโควิดนี้ผมได้ทำสนามซ้อมกอล์ฟไว้ในบ้านให้เขาสามารถได้ซ้อมไดร์ฟ ซ้อมชิพ ซ้อมพัตต์ โดยบางวันก็จะไปออกรอบที่สนามกอล์ฟบ้าง

ผมได้ทำเป็นตารางการเรียนรู้ต่าง ๆ ตารางการออกกำลังกาย วิ่ง ว่ายน้ำ ขี่จักรยาน เล่นโรเลอร์เบลด เล่นบาส ทำศิลปะ วาดรูประบายสี ทำงานศิลปะที่ชอบ เล่นบ่อทราย ปีนต้นไม้ เดินสะพานลิง เล่นดนตรี เปียโน เต้นรำ ร้องเพลง ปลูกผักสวนครัว ต่อจิ๊กซอว์ ต่อเลโก้ เลี้ยงกระต่าย ให้ฝึกทำงานบ้าน ล้างจาน เก็บโต๊ะ กวาดบ้าน ถูกบ้าน รดน้ำต้นไม้ ฝึกหน้าที่ความรับผิดชอบ ฝึกระเบียบวินัย ความอดทน การตรงต่อเวลา เล่นเป็นเล่น ตอนเรียนก็ต้องเรียน

ผมวางแผนให้ลูกทำกิจกรรมมากมายในแต่ละวัน เพราะว่าทุกวันนี้โลกเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว อาชีพในอีกห้าปีข้างหน้าจะหลุดหายไปมากกว่า 50% แล้วจะมีอาชีพใหม่เกิดขึ้นมาทดแทน ทุกคนคงจะรู้เรื่อง  AI ที่สามารถทำงานแทนมนุษย์ได้แล้ว จะทดแทนพนักงานในหลายหลายสาขาหน้าที่ ผมจึงต้องเตรียมความพร้อมในการเปลี่ยนแปลงที่จะมาถึงอันรวดเร็วนี้ ทักษะชีวิต ทักษะการเรียนรู้ และทักษะ IT จึงเป็นทักษะที่สำคัญมากในยุคปัจจุบัน และอนาคต ฉบับหน้าเราจะมาพูดถึงและขยายความถึงทักษะต่าง ๆ เหล่านี้กันนะครับ

ดร. อมร นันทวะกุล
Parent Sport Coach