ต้องมีสติ พึ่งตัวเอง ถ้า ไวรัสโควิด-20/21 มันมาจริง

ต้องมีสติ พึ่งตัวเอง ถ้า ไวรัสโควิด-20/21 มันมาจริง

โอกาสที่การแพร่กระจายไวรัสโควิด-19 คำรบสองในบ้านเรา  ส่ง “สัญญาณ”ที่น่าวิตกอย่างยิ่ง ด้วยกลุ่มคนไทยไม่กี่คนที่ ไร้ความรับผิดชอบ แอบไปทำมาหากิน ตามชายแดนแห่งกาสิโนประเทศเพื่อนบ้าน

ถือว่าเป็นคนไทย จะกลับบ้าน  แทนที่จะ เข้าตามตรอกออกมาประตู เพื่อการตรวจที่ถูกต้อง กลับหนีเข้ามาตามตะเข็บชายแดน  เอาเชื้อไวรัสโควิด-19 มากระจายอีกบาน ป่านนี้ถึงไหนก็ไม่รู้

บ้านเรา”เอาอยู่มาตลอด” แต่ถ้ามารอบนี้ จะเป็น “ทำนบแตก”หรือไม่?

งบประมาณใช้ไปมากมายมหาศาลจากการป้องกันมาหนึ่งปี จะหามาถมอีกแบบเดิมคงไม่ไหว โดยเฉพาะ บุคลากรทางบการแพทย์ ที่งานหนักมาก ในภาระหน้าที่ที่ผ่านมา โถมเข้ามาอีกรอบ คงท้อ หมดแรง ไม่ไหวแล้ว ประสิทธิภาพคงลดลง..ตรงนี้ ก็ว่ากันไม่ได้

ตอนนี้ก็หวังพึ่ง วัคซีน แล้ว รัฐบาลไทยก็เตรียมงบประมาณซื้อแล้ว กลางปีหน้าประชาชชนคงได้ฉีดเป็นสวัสดิการสังคม  (คนมีเงินหน่อยก็จ่ายเงินเอง ซื้อวัคซีนราคาแพง ที่โรงพยาบาลเอกชนคงนำมาทำเป็นธุรกิจ)

แต่ถ้า มันไม่ใช่ ไวรัสโควิด-19  แต่เป็น ไวรัสโควิด-20/21/22 ล่ะ? 

เชื้อไวรัสตัวเดิม โควิด-19 มันกลายพันธุ์ mutated ตัวเองทุกๆสัปดาห์  กลายเป็น ไวรัส local พื้นเมือง ที่อาจ ติดง่าย ตายยาก พิษรุนแรงมากกว่าตัวเดิมก็ได้

ถึงวันนั้น ชีวิตและสังคมจะเป็นอย่างไร?

เราไม่รู้ว่า หากปะทุขึ้นมาอีก มันคือ ไวรัสโควิด-20 ที่ผุดขึ้นมา ไม่ใช่ imported นำเข้าแล้ว

จากข้อมูลคำนวณ ทั้ง การอุบัติในประเทศเพื่อนบ้านใกล้เคียง จากการผ่อนคลายระเบียบเข้มในสังคมของศบค. คนไทยเลิกระวังตัว ไม่ stay at home ไม่ปฏิบัติตามสุขอนามัย ไม่ใส่หน้ากากมากขึ้น  ทำให้นักวิชาการหลายคน ระบุว่า..มันมาแน่!

สำคัญก็คือ เสถียรภาพของรัฐบาล อ่อนแอลง จากแรงกระเพื่อมของ กลุ่มพลังนักศึกษา คนหนุ่มสาว ที่รุกคืบหนัก บั่นทอนอำนาจบริหารประเทศของ พล.อ.ประยุทธ จันทรโอชา นายกรัฐมนตรี โดยไม่ยอมฟังเสียงอะไรทั้งสิ้น

กฎกติกาสังคมอ่อนแอ กฎหมายขาดความเข้มแข็ง ควบคุมปกป้องสังคมพื้นฐานไม่ได้ 

การร่วมกลุ่มคน ชุมนุมกันแออัดเป็นร้อยเป็นพันเป็นหมื่นโดยปราศจากการรับผิดชอบ ถ้ามีสักสิบคน ที่เป็นพาหะไวรัสโควิด-20 ไม่รู้ตัว สัมผัสหายใจรดกันในเวลาอันสั้น..การแพร่ระบาดก็เกิดขึ้นได้และขยายแตกหน่อไปอีกมากมาย

เมื่อกฎหมายอ่อนแอ การบริหารแผ่นดินของรัฐ  ใช้การไม่ได้ เพราะถูกต่อรองแบบแตกหัก  ประสิทธิภาพดูแลประเทศโดยรวมก็ไม่เหลือ…เหยื่อชัดๆ ที่รับชะตากรรมเต็มๆ คือประชาชนชาวบ้าน

มันเป็นไปได้ ทั้งสิ้นแหละครับ

อยู่ที่ตัวเราแล้ว ว่าจะ ปกป้องตัวเองอย่างไร..ถ้าไวรัสโควิด-20 มันมาจริง

หัวใจสำคัญคือ..ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน..เมื่อเป็นชะตากรรมร่วมแล้ว อย่าเสียเวลา โวยวายเอากับใคร อย่าคิดพึ่งใคร  ปฏิบัติตัวเอง เอาตัวให้รอด

อดทน อดกลั้น และ อดออม ใช้ชีวิตอย่างพอเพียง ห่อตัวเล็กๆเข้าไว้

อย่าเอาตัวไปพันธนาการกับสิ่งใดๆ อย่าเป็นหนี้เงิน หนี้ใจใคร

ต้องรักตัวเอง รักครอบครัว ก่อนรักใคร

เตรียมตัว  เตรียมสถานที่ เตรียมงาน เตรียมอุปกรณ์ป้องกัน..และเตรียมใจ

ระลึกเสมอว่า เรามีโอกาสติดเชื้อโดยไม่รู้ตัว เป็นคนที่เป็นพาหะแพร่ไปยังคนอื่นโดยไม่รู้ตัว เพราะมันไม่มีอาการ

ดูแลเอาใจใส่ตัวเอง และคนในครอบครัวให้มาก..ต้อง”กลัวไว้ก่อน”

เป็นหวัด ไอ มีไข้ คัดจมูก แค่อาการเล็กน้อย หยุดกิจกรรมเข้าสังคมใดๆ ไม่ไปทั้งสิ้น  ถ้าสองวันไม่หาย ต้องไปหาหมอเลย อย่าหมดไว้ด้วยคิดว่า..ไม่เป็นไร

เมื่อมันมาจริง เราจะได้มีสติในการป้องกันตัวเอง ใส่หน้ากาก ล้างมือบ่อยๆ อยู่ห่างคนอื่น2เมตร พบปะ พูดน้อยลง สถานที่แออัดด้วยฝูงชนคือ สถานที่อโคจร..ไม่ไป เป็นการช่วยทั้งตัวเอง ช่วยทั้งคนอื่น

อ้อ..ประเด็นหนึ่งที่ควรทราบก็คือ รัฐบาลไม่มีงบประมาณ ช่วยรักษาโควิด-19 แบบ100% จ่ายให้หมดแล้วนะครับ ใช้งบประมาณไปหมดแล้ว

เราชาวบ้านก็จำเป็นต้องช่วยตัวเอง อย่าเอาแต่ แบมือขอเงินรัฐ ดังแต่ก่อน

หลายบริษัทธนกิจ เปิดให้ซื้อ ประกันโควิด-19 ไปเปิดดูเถอะ

จ่าย450.-ประกันทั้งปี คุ้มครองวงเงิน 1ล้านบาท

จับพลัดจับพลู เจอแจคพ็อต ติดเชื้อเป็นขึ้นมา ก็มีเงินรักษา ไม่เดือดร้อนลูกหลาน

ซื้อไปเถอะครับ ไม่ถึง500 บาท เราจะได้สบายใจ และเป็น การเตรียม ช่วยตัวเองที่รอบคอบ

ถ้ามันมาจริง เศรษฐกิจย่อยยับ เงินหายาก คนตกงานกันเป็นผลอยๆ  ไหนจะการกระเพื่อมไม่สงบในสังคม ในบ้านเมืองอีก กฎหมายไม่เป็นกฎหมาย ดูแลความมั่นคงในวิถีสังคมไม่ได้ ไม่ว่าใครย่อมตกอยู่ในภาวะที่หนักหน่วงมากกว่าเดิม

ภาวการณ์เช่นนี้ ไม่มีใครช่วยเราได้ นอกจากช่วยตัวเองหรอก

ไม่ต้องพึ่งพระ หาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ภาวนาหาปาฏิหาริย์ช่วย..นั่นมัน ความคิดสิ้น

คาถาที่ปฏิบัติแล้วได้ผลจริง คือ  อดทน อดกลั้น และ อดออม ใช้ชีวิตอย่างพอเพียง อย่าเอาตัวไปพันธนาการกับสิ่งใดๆ

อย่าเป็นหนี้เงิน หนี้ใจใคร..ตัดได้ ตัดให้หมด เอาตัวให้รอดก่อน ในปีครึ่งปีนี้

รอดได้..ก็ค่อยว่ากันใหม่

ไม่ว่าเรื่องอะไร ล้วนเริ่มต้นใหม่ได้ทั้งสิ้น..ถ้าไม่ตายก่อน

วิกฤติระดับชาวบ้าน ก็คือ ..หนี้ในครัวเรือนยอดพุ่งสูงท่วมหัว แบกรับดอกเบี้ยที่งอกไม่ไหว ก็”เบี้ยวแบงค์” สถาบันการเงินก็แบกรับ เกินแบกรับก็เจ๊งได้เช่นกัน

ด้วย หนี้ท่วมไปทุกหย่อมหญ้า จนทำลายความสามารถในการใช้จ่ายของผู้บริโภคทุกระดับ ไม่เม็ดเงินไหลสะดวกในวิถีสังคม

อันคือวิกฤติเศรษฐกิจในระดับแบบ “แผ่นดินยุบ” landslide อย่างสุดๆ ของไทยละ

…………………………………………….

สังเกตไหมครับว่า แนวทางข่าวเศรษฐกิจ เป็นเพียง การรายงานพยากรณ์ทางเทคนิก  แล้วสรุปตบท้ายว่า… เดี๋ยวมึงก็เจอ!

ชาวบ้านน่ะ ไม่รับรู้หรอกว่า ค่าจีดีพง ค่าจีดีพี  มันอะไร

คนไทยส่วนใหญ่ รู้แต่ว่า ถ้า … กูลำบาก กูจน รัฐบาลต้องช่วย ให้กูสบายขึ้น ไม่งั้นกูไม่ยอม

เป็นขนมผสมน้ำยา กับนักการเมืองพรรคฝ่ายค้าน … ไม่ด่ารัฐบาล ถือว่าไม่ทำหน้าที่

บางคนบางกลุ่ม ดูท่าจะเป็นอัลไซเมอร์ จำไม่ได้ว่า สมัยที่ตนอยู่พรรคฝั่ง เป็นแกนรัฐบาล บริหารประเทศ ทั้งเลอะเทอะ เละเทะปานใด เน่าในยิ่งกว่าในยุคนี้อีก..แต่ก็ด่ารัฐบาลได้ทุกวัน

อันนำมาสู่ วาทกรรมรายวัน สารพัดเรื่อง สากกระเบือยันเรือรบ  ของนักการเมืองสองฝั่ง ด่ากันไป โต้กันมา  ยังกับแม่ค้าปากตลาด ทะเลาะกัน

โดยไม่ยักรู้ตัวนะว่า..ไอ้ที่ทำอยู่มันทุเรศทุรังสิ้นดี ไร้ค่าหมดราคา

ยิ่ง นักการเมืองพวกหัวก้าวหน้า ฉวยโอกาสประเทศวิกฤติ ละเลงหนักข้อ ปลุกปั่นเด็กเยาวชน ให้ต่อต้านรัฐบาล บูชาประชาธิปไตย ขับไล่เผด็จการ ในระดับ revolution ก่อการปฏิวัติ อันเลี่ยงการเสียเลือดเนื้อมิได้

การเสียสละของวีรชน  คือหน้าที่ของเยาวชนคนรุ่นใหม่ นี่คือวีรกรรม ที่ต้องกระทำให้สำเร็จในยุคของเรา

กะเทาะรอยร้าวทั้งแผ่นดิน ยันแตกแยก คนละเจนเนอเรชั่น..ถึงยุค พ่อเตะลูก แล้วลูกก็สวนพ่อ.. มันก็ยังทำกันได้ และทำกันไป

มีเยาวชนหนุ่มสาว นักเรียนมัธยม ปลายกลุ่มหนึ่ง ที่ออกมา ชู3นิ้ว ขับไล่รัฐบาลลุงตู่..ออกไป ออกไป

ทุกวันนี้ คนยุคนี้ เห็นรัฐบาลเป็น “ถังๆหนึ่ง” ใส่ทุกอย่างที่เรียกร้องตามสิทธิการเป็นคนไทย

ถ้าพวกกูลำบาก พวกกูจะลุกขึ้นมา ด่ารัฐบาล

ขาดเงิน ก็ต้องเป็นตู้เอทีเอ็ม ให้กูกดเอาเงิน/  กูตกงาน มึงก็ต้องหางานให้กูทำ

กูอยากได้ ประชาธิปไตย มึงต้องให้ ..ด้วยประชาธิปไตย มนุษย์ทัดเทียมกันหมด ฟ้าจะสีทองผ่องอำไพ กูจะทำอะไรก็ได้ในบัดดล

กูทุกข์อั้น เหมือนปวดขี้ ก็ต้องเป็นส้วมให้กูได้ถะถั่งถ่ายทุกข์ / กูอยากถุย ก็ช่วยมาเป็น กระโถนหน่อย

ทำไม่ได้..ก็ให้ลาออกไป! คือคำขาด

ความจริงประการหนึ่ง ที่ควรเป็นสามัญสำนึกพื้นฐานแท้ๆ คือถ้าหากวิถีเศรษฐกิจไทย โดนซะตั้ง3ดาบมาซะขนาดนี้ เศรษฐกิจเบื้องหน้าโคม่าซะปานนั้น

ไม่เอารัฐบาลลุงตู่ เป็นรัฐบาลอื่น  พ่องพรรคการเมืองใด นักการเมืองอาชีพ เก่งโคตรเก่งบริหารประเทศ จัดตั้งรัฐบาลใหม่วันนี้พรุ่งนี้.

ก็ไปไม่รอดหรอก อาจจะฉิบหายกว่า เร็วกว่าด้วยซ้ำไป

เพราะเมืองไทยเรายามนี้ อยู่ใน”มโน”แห่งความสิ้นศรัทธา ไม่รู้เรื่องอะไรต่อเรื่องอะไรที่ประเดประดังเข้ามา

“ ด่ากันมันส์ปาก” มากกว่า “พยายามเข้าใจ” เพื่อให้คิดได้อย่างสุขุมคัมภีรภาพ กับก้าวเดินของตนเอง อย่าระมัดระวัง ในหนทางข้างหน้า

เอาเรื่องใกล้ตัวที่สุดของเราชาวบ้าน คือ “ต้องช่วยตัวเอง อัตตาหิ อัตโนนาโถ” ยิ่งกว่าครั้งใดๆในชีวิต

อย่าประมาทแก่ทุกก้าวของชีวิต รู้จักการใช้เงิน ด้วยรู้ค่าของมันว่า..กาลข้างหน้า จะหาเงินยากกว่าที่ผ่านมา

อย่าเป็นหนี้ เพียงเพราะ “อยาก” อย่างเด็ดขาด

อ้อ..พ่อแม่ที่ยังต้องเลี้ยงลูก  ถ้ามันจะแบมือขอเงินใช้ ร่วมกิจกรรมชูสามนิ้ว เรียกร้องประธิปไตย ขับไว้เผด็จการ ถ้าการกระทำของมัน ทรมานจิตใจเรา.. ก็ตัดใจปล่อยมันไปเถอะ

ให้เป็น “ตัวของเขา มิใช่ลูกของเรา” เพราะมันไม่ใช่ของเราจริงๆแล้ว

ปล่อยให้มันเป็นอิสระ เสรีชนตามความฝัน ส่วนเราตัดบ่วง ราหูล ที่พันธนาการมาตลอดชีวิตแห่งการเป็นพ่อแม่

บางทีวิถี new normal ก็คือ คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าเมื่อสองพันห้าร้อยกว่าปีก่อน

ตัดให้สิ้น สรรพกิเลส ความอยาก ความผูกพันใดๆ แม้แต่ ราหูล

ตัวเราก็ปล่อยวาง บางเบา อะไรจะเลวร้ายรอบตัว ก็สามารถเป็นสุขได้ ด้วยอยู่เหนือเงื่อนไขกิเลสจมคลั่กใดๆ

วันนี้ เริ่มมาด้วยเศรษฐกิจ จบด้วยขึ้นธรรมมาสเทศน์..

แต่ถ้า “เจาะถึงแก่น”ได้ ..ก็ enlighten ได้นาครับ  

ยอดทอง