ตอนที่ 32 หนองน้ำ

๓๒.หนองน้ำ

                        พระนิรันตระ กลับถึงกลดที่พักด้วยความอิ่มเอมหัวใจ ทั้งๆที่ยังไปไม่ถึงหมู่บ้านหนองน้ำ ดังตั้งใจ แถมอากาศเมื่อกลางวันที่ผ่านมาร้อนอบอ้าวอีก แต่พอเข้าเขตที่พัก ความเหนื่อยล้าก็พลันหายเป็นปลิดทิ้ง เพราะที่ตรงนี้มี ราชาวดี ช่องาม ล้อลมปลิวไสวแข่งกันอวดความงามยามสายลมหอบเอากลิ่นหอมระรวยผ่านมาเป็นระยะๆดุจแดนสวรรค์ในภพมนุษย์เลยทีเดียว เราจะปักหลักอยู่ที่แห่งนี้จนกว่าเราจะสำเร็จมรรคผลสู่การหลุดพ้นให้ได้อย่างที่เราตั้งมั่นเอาไว้

                        ตลอดคืนนี้พระนิรันตระนั่งกรรมฐานด้วยความที่รู้สึกว่ามันยาวนานอยากให้ถึงวันพรุ่งนี้เสียที ยังไม่ทันไก่ขัน พระนิรันตระรีบตระเตรียมของจำเป็นติดตัว เพื่อจะไปให้ทันบิณฑบาตเช้า…ต้องถึงหมู่บ้านให้ทันพระอาทิตย์ขึ้นวันนี้ นิรันตระ…

                        พระนิรันตระ เดินทางตามรอยเดินเท้าของชาวบ้านตามที่ชายชราและหญิงชราบอกกล่าวเมื่อวันวาน พระอาทิตย์เริ่มส่องแสงมองเห็นหมู่บ้านเรียงรายอยู่ลิบๆ หัวใจของพระนิรันตระเริ่มเบ่งบาน ตื่นเต้นอย่างบอกไม่ถูกเหมือนจะได้พบเจออะไรบางอย่างที่รอคอยมาแสนนานกว่าสิบปีที่พระนิรันตระปฏิบัติธรรมอยู่ในป่าใหญ่ เจออะไรมากมายแต่ก็ยังไม่สามารถหลุดพ้นได้เลย แต่พระนิรันตระไม่ได้ท้อแท้แต่อย่างใด ยังคงปฏิบัติกรรมฐานอยู่อย่างเนืองนิจ…

                        ตะวันโผล่พ้นยอดไม้ไก่ขันรับกันเป็นระลอกๆ ถึงหมู่บ้านแล้วมีป้ายเขียนเป็นภาษาโบราณว่า หมู่บ้านหนองน้ำ คงจะตั้งตามทัศนียภาพรอบๆละกระมัง เพราะพระนิรันตระมองเห็นหนองน้ำใหญ่ไกลสุดลูกหัวลูกตา มีภูเขาเขียวขจีล้อมรอบ กำลังคิดอะไรเพลินๆอยู่ก็พลางสะดุ้งสุดตัวเมื่อได้ยินเสียงคุ้นเคย

                        “ยายจ๋าๆหลวงตามาแล้ว”

                        เสียงยายเอมหญิงชราเจ้าของบ้านใกล้สุดที่พระนิรันตระไปถึงดังว่า

 “เอ้าเหรอ…ทำไมเช้าจังเลย วดีนิมนต์พระให้ยายก่อนลูก”

“ได้จ้ะยาย”

เสียงแจ้วๆของสาวน้อย ราชาวดี…

“หลวงตาเจ้าคะ นิมนต์รับบาตรที่นี่ก่อนนะเจ้าคะ”

                        พระนิรันตระ หยุดยืนสงบนิ่งอยู่เหมือนถูกมนต์สะกด แพ!…เด็กหญิงวัย ๑๐ ขวบ หน้าตาน้ำเสียงคล้ายแพเมียรักของข้าเหลือเกิน

                        “หลวงตาๆ เจ้าคะ นิมนต์รอยายหน่อยเจ้าค่ะ”

                        เสียงเดิมดังขึ้นอีก  พระนิรันตระ สะดุ้งเล็กน้อย แต่ยังคงสงบนิ่ง

                        “ยายกำลังนำข้าวจะมาใส่บาตรหลวงตาๆมาบิณฑบาตแต่เช้า แต่เอ…หนูไม่เคยเห็นหลวงตามาบิณฑบาตที่หมู่บ้านหนองน้ำแห่งนี้เลย”

                        พระนิรันตระ ยังคงยืนสงบนิ่ง ยายเอมก็เดินออกมาพร้อมขันเงินมันวับที่ใส่ข้าวขาวหอมมะลิควันกรุ่นๆ  ทรุดตัวลงนั่งยอง  ๆ ยกขันข้าวขึ้นจบเหนือหัว

                        “ต้องขอโทษนะเจ้าคะ ที่อิฉันล่าช้าวันนี้”

                        พระนิรันตระพึ่งเผยอปากออกพูด…

 “ไม่เป็นไรหรอกโยม อาตมามารับบาตรเช้าเอง ยังกะเวลาไม่ถูก”

                        ยายเอมมองขึ้นไปที่ใบหน้าพระนิรันตระ 

“อ้อ…พระคุณเจ้าคงจะเพิ่งเคยมา มิน่าอิฉันไม่เคยเห็นหน้า”

                        “ใช่แล้วอาตมาเดินธุดงค์มาเรื่อยและปักกลดพักอยู่ชายป่าโน่นแน่ะ”

“พระคุณเจ้าเดินทางมาไกล อิฉันนิมนต์ขึ้นเรือนฉันเช้าซะที่นี่เถอะเจ้าค่ะ”

                        พระนิรันตระเปิดบาตร…

 “โยมใส่บาตรอาตมาก่อนเถอะ”

ในใจพระนิรันตระสมปรารถนาแล้ว เมื่อได้รับข้าวใส่บาตรในเช้านี้  

ยายเอมพูดย้ำอีกครั้ง

“อิฉันนิมนต์พระคุณเจ้าฉันเช้าเสียที่นี่ ข้าวปลาอาหารมีพร้อม จะได้พักไปด้วยเดินทางไกลมา”

                        พระนิรันตระพยักหน้ารับคำเหมือนว่าง่าย ใจยิ่งเบิกบานอย่างบอกไม่ถูก…

 “ได้โยม อาตมารับนิมนต์”

                        ยายเอมมีสีหน้ายินดีขึ้นมาทันที  รีบบอกหลานสาว

“วดีลูกไปปูสาดให้ยายหน่อย”

                        “ได้จ้ะยาย”

                        พระนิรันตระ คิดคำนึงถึงหนูน้อยบนใบบัว ได้รับอานิสงส์จากข้าแน่แท้แล้ว ข้ารู้สึกปิติยินดีมากที่เจ้าได้กลับมาเกิดในภพมนุษย์อีกครั้ง เพื่อทำหน้าที่สร้างบุญบารมีต่อ กำลังคิดอะไรอยู่เพลินๆเสียงของราชาวดีก็ทำให้พระนิรันตระหยุดความคิดทันที

                        “ยายจ๋า วดีร้อยมาลัยดอกมะลิไว้ให้ยายด้วย ยายนำถวายหลวงตาเลยดีไหม?”

                        “ดีๆลูก ใส่พานแก้วที่วางอยู่บนตู้ให้ยายเลย เดี๋ยวค่อยถวายก็ได้ลูก”

ยายเอมหันมาทางพระนิรันตระ และนิมนต์ให้นั่งบนอาสนะที่มีเตรียมพร้อมไว้เสมอ

                        พระนิรันตระ เดินไปนั่งบนอาสนะอย่างสำรวม  ยายเอมคิดในใจพระองค์นี้ช่างรูปงามเสียเหลือเกิน ขาวผ่อง สะอาดสะอ้าน ที่สำคัญดูคุ้นเคย

                        “ยายจ๋า อาหารยกเลยไหมจ๊ะ”

                        “มาเลยลูก พระคุณเจ้าจะได้ฉันเลย วดีมาถวายข้าวพร้อมกันลูก”

                        พระนิรันตระ ยังคงอยู่ในท่าสงบนิ่งมองดูยายหลานด้วยความปิติ สองยายหลานถวายอาหารเช้าแก่พระนิรันตระ พระนิรันตระมองดูสำรับอาหารถูกจัดเรียงเหมือนชาววังที่พระนิรันตระเคยได้รับการนิมนต์เมื่ออยู่ที่วัดหนองบัว  ยายเอมนำหลาน

                        “สุทินนัง วะตะ เม ทานัง อาสะวักขะยาวะหัง โหตุ อะนาคะเต กาเล

                        ข้าวของข้าพเจ้า ขาวดังดอกบัว ยกขึ้นเหนือหัว ขอถวายพระพุทธ ขอบูชาพระธรรม น้อมนำถวายแด่พระสงฆ์ ด้วยจิตจำนง มุ่งตรงต่อพระนิพพาน ขอให้พบเมืองแก้ว ขอให้แคล้วบ่วงมาร ในอนาคตกาลเบื้องหน้าโน้นเทอญ สาธุ สาธุ สาธุ”

                        พระนิรันตระ รับข้าวปลาอาหารที่ยายหลานถวาย เมื่อฉันเช้าเสร็จก็ให้พร

                        ยายเอมเอ่ยขึ้นพร้อมนำพานแก้วที่มีพวงมาลัยดอกมะลิที่ยังถือไว้

“พระคุณเจ้าเจ้าคะ อิฉันและหลานขอน้อมถวายมาลัยร้อยด้วยฝีมือหลานสาวคนเดียว

ราชาวดี ถวายเป็นพุทธบูชาแด่พระคุณเจ้า”

                        พระนิรันตระ สะดุ้งเฮือกอีกครั้ง ราชาวดี ราชาวดี อย่างนี้นี่เอง

“ดอกไม้พระราชา”

            ………………………………………………

                        พระนิรันตระ เพิ่มความมั่นใจยิ่งขึ้น หลังจากยายหลานถวายมาลัยดอกมะลิแล้ว

ยายเอมก็เอ่ยขึ้น

 “พระคุณเจ้ามีกิจอันใดต่ออีกหรือไม่เจ้าคะ”

ราชาวดีนั่งอยู่เคียงข้างยายเอม  ใบหน้าแฉล้มแช่มช้อยนั้นอิ่มเอมไปด้วยบุญ

                        “ไม่มีหรอกโยม วันนี้เป็นวันแรกที่อาตมาออกจากป่ามาสู่โลกภายนอก สักประเดี๋ยวคงจะเดินไปรอบๆหมู่บ้านและต้องกลับเข้าป่าก่อนค่ำน่ะโยม เห็นมีหนองน้ำใหญ่เดินไปอีกไกลไหมโยมจะถึงฝั่งกระโน้นน่ะ”

                        “ไม่เท่าไหร่หรอกพระคุณเจ้า แต่พระคุณเจ้าพักกายให้หายเหนื่อยก่อนเถอะเจ้าค่ะ อิฉันอยู่กันสองคนยายหลานไม่มีใครมารบกวน”

                        พระนิรันตระ…อ้าปากยังไม่ทันพูด ยายเอม ก็สาธยายต่อ…

“ตั้งแต่พ่อแม่ของวดีจากไปตาแม้นผู้เป็นสามีของอิชั้นก็ตายตามไปด้วยความตรอมใจ

เพราะรักลูกสาวมาก อิฉันเลยพาหลานออกจากเมืองมาอยู่หมู่บ้านนี่ล่ะเจ้าค่ะ”

                        พระนิรันตระนึกในใจ มิน่าล่ะ หน้าตาท่าทางไม่ใช่ชาวบ้านเลย

                        “ยายอยู่เมืองไหนล่ะ?”

                        “อยู่ฝั่งโขงกระโน้น เมืองเวียงวังย้ายมาอยู่ที่นี่สงบและน่าอยู่กว่า มีความสุขตามประสายายหลานไม่มียศฐาบันดาศักดิ์เกือบ ๑๐ ปีแล้วเจ้าค่ะ อิฉันเบื่อความวุ่นวาย จึงพาหลานสาวมาอยู่เสียที่นี่ตั้งแต่เขายังได้แค่ขวบ ให้เขาฝึกเป็นแม่บ้านแม่เรือน เขาก็ทำให้อิฉันมีความสุข เราเลยอยู่ตามประสายายหลาน ที่บ้านอิฉันห่างจากหมู่บ้านหน่อยเพราะอิฉันต้องการอยู่อย่างนี้เอง อยู่กันลำพัง ปลูกผักปลูกหญ้ากินกันตามประสา เคยพาหลานเข้าไปในชายป่าเหมือนกัน แต่กลัวจะปกป้องอะไรหลานไม่ได้เพราะเริ่มแก่ตัวแล้ว แปลกอย่างหนึ่งเจ้าคะ………..”

ยายเอมหยุดพูดเหม่อมองแบบไม่มีจุดหมาย จนพระนิรันตระต้องถามต่อ

                        “มีอะไรเหรอยาย?”

                        ยายเอมสะดุ้งเล็กน้อยเหมือนเพิ่งจะตื่นจากภวังค์

“มันมีเรื่องแปลกเจ้าค่ะ ตรงชายป่าที่อิฉันเคยพาวดีไป……”

แกหยุดพูดเมื่อราชาวดีลุกออกไปเอาน้ำมาถวาย 

“มันช่างสวยงามมีน้ำไหลเซาะ มีแก่งหิน ลานหิน ที่สำคัญ มีป่าต้นราชาวดีขึ้นเป็นแนวๆ

วดีเห็นวิ่งเข้าหาเลยเหมือนเขาจะรำลึกอะไรได้ เมื่อเขาเห็นดอกไม้ชนิดนี้ท่าทางวดีแปลกๆเหมือนไม่อยากกลับออกจากป่าเลย อิฉันกลัวก็เลยไม่พาหลานไปอีกเลย ทั้งที่วดีร่ำร้องให้ยายพาไป ก็หลายปีผ่านมาแล้วเจ้าค่ะพระคุณเจ้า”

                        พระนิรันตระยิ้มสงบ…

 “ตรงนั้นล่ะยายที่เป็นที่พำนักพักพิงของอาตมา”

                        ยายเอมตาเบิกกว้าง..

“จริงหรือ?พระคุณเจ้า!”

ราชาวดีเดินถือแก้วน้ำเข้ามาเพื่อถวายพระนิรันตระพอดี

                        “ยายจ๋า ยายคุยอะไรกับหลวงตา เสียงยายเหมือนตกใจอะไร?”

                        พระนิรันตระยิ้มละมัย  ยายเอมบอกว่า

                        “เล่าเรื่องสัพเพเหระให้พระคุณเจ้าฟัง”

                        “หลวงตาเจ้าคะ วดีอยากถามหลวงตาสักสิ่งหนึ่งได้ไหมเจ้าคะ?”

                        พระนิรันตระพยักหน้าแล้วตอบว่า…

“ได้ซิโยม”

                        “วดีแปลกใจค่ะหลวงตา เมื่อหลายปีผ่านมายายพาเข้าไปในป่า วดีชอบมากแต่ยายไม่เคยพาไปอีกเลย ทั้งๆที่วดีอยากไปอีก”.

ราชาวดีหยุดพูด..ดวงตามีน้ำตาคลอเบ้า  พระนิรันตระยิ้มอ่อนโยน

                        “แล้วเป็นอย่างไรพูดต่อซิโยม”

                        “ไม่รู้ด้วยเหตุอันใด ยายก็ไม่ยอมพาวดีไปอีกทั้งๆที่ยายก็ตามใจวดีทุกอย่าง แต่มีสิ่งนี้สิ่งเดียวที่ยายปฏิเสธ”..

หันมามองหน้ายายเอมซึ่งกำลังตั้งใจฟังอยู่ น้ำตาไหล…พูดปนสะอื้น

“ทั้งๆที่วดีบอกกับยายหลายครั้งหลายหนมากค่ะหลวงตา”

เอามือป้ายน้ำตา

“วดี..เหมือนมีอะไรผูกพันกับที่ๆตรงนั้น มีต้นไม้ชื่อเดียวกับวดี คือ ต้นราชาวดี กลิ่นของ

ดอกราชาวดีมันหอมเข้าไปในหัวใจของวดีเลยเจ้าค่ะหลวงตา วดีก็ไม่เข้าใจว่าทำไมยายไม่ให้วดีไปที่ป่านั้นอีก วดีคิดถึง ดอกราชาวดี”

ราชาวดีสะอื้น  น้ำตาพรูไหลเป็นทาง

                        พระนิรันตระ ตอบด้วยอาการสงบ…

“โยม อย่า…เสียใจไปเลย ยายท่านก็มีเหตุผลด้วยกลัวจะเกิดอันตราย แล้วยายดูแลโยม

ไม่ได้ สิงสาราสัตว์มันมีมากในป่า แต่ตอนนี้อาตมาปักกลดอยู่ตรงป่านั่นหล่ะ โยมไปกับยายได้นะถ้าอยากไปวันไหน”

                        ราชาวดีดวงตาลุกโพลงเป็นประกาย…

“วดีไปได้จริงเหรอคะหลวงตา วดีดีใจจังเลยเจ้าค่ะ”

หันมาเขย่าแขนยายเอาหน้าซบโดยลืมไปว่ากำลังสนทนาอยู่กับพระนิรันตระ แล้วรีบหัน

มายิ้มอาย ๆ

“วดีขอโทษนะเจ้าคะที่ดีใจมากเกินไป”

                        พระนิรันตระรำพึงในใจ…………….. แพเอ๋ย เจ้าจะรู้บ้างไหมกิริยาท่าทางของเจ้าอยู่ในตัวของสาวน้อย ราชาวดีคนนี้จนหมดสิ้น ซึ่งข้าไม่เคยลืมเลือน…

“ไม่เป็นไรหรอกโยม”

                        ราชาวดีมีกริยาร่าเริงอาการเศร้าหายเป็นปลิดทิ้ง และเอ่ยถามหลวงตาขึ้นมาว่า…

“หลวงตาเจ้าคะ หลวงตาพอทราบเรื่องดอกไม้ชนิดนี้ไหมเจ้าคะ ดอกราชาวดี น่ะ”

                        “อาตมาทราบเพียงว่า ราชาวดี เป็นดอกไม้ที่ปลูกไว้สำหรับ พระราชา ในสมัยพุทธกาล”

มณีจันทร์ฉาย