PING G series นวัตกรรมใหม่เพื่อนักกอล์ฟ

PING G series นวัตกรรมใหม่เพื่อนักกอล์ฟ

บริษัท อีซี่กอล์ฟ จำกัด ตัวแทนนำเข้าและจำหน่ายอุปกรณ์กอล์ฟภายใต้แบรนด์ PING จัดงานแถลงข่าวเปิดตัว PING G series อุปกรณ์กอล์ฟรุ่นใหม่ของปี 2016 โดยมี อัครพนธ์ เดชารวีโรจน์ ผู้จัดการฝ่ายผลิตภัณฑ์ และชนัทนุช วานิชพิพัฒน์ ผู้จัดการฝ่ายขาย ร่วมให้ข้อมูลผลิตภัณฑ์ ณ ออลสตาร์กอล์ฟคอมเพล็กซ์ เมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2559

เมื่อ G30 ได้ออกสู่ตลาดในช่วงปี 2557 ที่ผ่านมา ทาง  PING ยังคงไม่หยุดคิดค้นและพัฒนาสินค้าเพื่อนักกอล์ฟ  โดยในปีนี้ PING ได้นำสินค้ารุ่นใหม่ G series ที่มีทั้ง Driver, Fairway wood, Hybrid, Iron และผลิตภัณฑ์ใหม่ Crossover ออกสู่ตลาดให้ท่านนักกอล์ฟได้ยลโฉมกัน

G Drivers (Standard, LS Tec, SF Tec) จากภาพถ่ายแมลงปอได้เป็นแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่สำหรับ Driver  โดยกลุ่มวิศกรของ PING ได้วิเคราะห์โครงสร้างของปีกแมลงปอ และสร้างเป็นนวัตกรรมใหม่สำหรับอุปกรณ์กอล์ฟคือ Dragonfly Technology โดยการเลียนแบบโครงสร้างของปีกแมลงปอ มาใช้ในกระดองของหัวไม้ G โดยสามารถทำให้ทำความบางของกระดองหัวไม้ได้บางสุดถึง 0.43 มิลลิเมตร และทำให้น้ำหนักของหัวไม้ลดลงได้ถึง 8 กรัม  จากน้ำหนักหัวไม้ที่ลดลงส่งผลให้จุดศูนย์ถ่วง(CG) ถูกเลื่อนให้ต่ำลงและไปด้านหลังมากขึ้น ส่งผลในการเพื่มค่า MOI และสามารถสร้างระยะทางได้ไกลขึ้นอย่างเห็นได้ชัด พร้อมทั้งช่วยชดเชยความผิดพลาดได้สูง

นอกจากนี้ วิศกรของ PING ยังคงศึกษาการทำงานปีกด้านหลังของรถบรรทุก หรือที่เรียกว่า VORTEC และนำมาออกแบบพัฒนาเป็นเทคโนลีสำหรับอุปกรณ์กอล์ฟในการช่วงลดแรงต้านอากาศ  ซึ่งเทคโนโลยี VORTEC เมื่อทำงานร่วมกับเทคโนโลยี Turbulator สามารถลดแรงด้านจากการลากหัวไม้ผ่านอากาศได้มากถึง 37% ส่งผลให้มีความเร็วหัวไม้มากขึ้น และความเร็วของลูกกอล์ฟที่เพิ่มขึ้นอย่างเห็นผลได้ชัดเจน สำหรับทุกความเร็วสวิง  รวมทั้งหน้าไม้ที่ทำจากวัสดุ T9S ซึ่งมีความแข็งแรงสูงแต่น้ำหนักเบา ซึ่งช่วยให้น้ำหนักหัวไม้เบาลงได้อีกถึง 4 กรัม

นักกอล์ฟสามารถปรับเปลี่ยนการลอยของลูกตามความเหมาะสมในการออกรอบได้ โดยการปรับ เพิ่มหรือลด องศาหน้าไม้ได้มากถึง 5 ระดับ (+1,+0.60, STD, -0.60, -1) นอกจากนี้วัสดุ sleeve รุ่นใหม่ที่ผลิตจากอลูมินั่ม 7075 ที่มีความแข็งแรงและเบา เพื่อลดน้ำหนักบริเวณคอไม้ และลดแรงต้านการไหลผ่านของอากาศ

G Irons ในชุดเหล็ก G นี้ ได้นำ COR-Eye Technology มาใช้ ซึ่งเป็นแบบเดียวกันกับในชุดเหล็ก GMax ซึ่งเป็นโครงสร้างหน้าไม้ที่มีความหนาของหน้าไม้ไม่เท่ากัน เพื่อสร้างการดีดตัวและเพิ่มความเร็วของลูก ให้มุมการลอยของลูกสูงขึ้นจากเดิมเพื่อให้ลูกตกบนกรีนได้อย่างนุ่มนวล และในส่วนของหน้าไม้ G นั้นได้นำเข้าสู่ขบวนการอบให้แข็งที่เรียกว่า “Heat Treated” เพื่อทำให้วัสดุเพิ่มความแข็งแรงให้มากขึ้นจากเดิมถึง 40% เมื่อเทียบกับวัสดุเดิมแล้ว ซึ่งเป็นการเพิ่มความเร็วของลูกกอล์ฟได้อย่างดีเยี่ยม

Crossover เป็นผลิตภัณฑ์กลุ่มใหม่ ซึ่งเป็นการรวมคุณสมบัติความแม่นยำและการควบคุมทิศทางที่ดีเยี่ยมของเหล็ก และคุณสมบัติในการสร้างความเร็วของลูกกอล์ฟและการชดเชยความผิดพลาดของ Hybrid ครอสโอเวอร์จะเน้นที่ตีไกลแต่ผิดพลาดน้อย มุมการลอยที่สูงขึ้น และ สร้างช๊อตการตีได้หลากหลาย โดย สินค้ารุ่นนี้ไม่ได้เรียกว่า “Driving Iron”  ความโดดเด่นอยู่ที่ Tiered Internal Sole ซึ่งเป็นโครงสร้าง Cascading ที่อยู่บริเวณขอบใต้หน้าไม้ที่ช่วยสร้างความยืดหยุ่นเมื่อหน้าไม้กระทบลูก เพื่อเพิ่มพลังการดีด ผลลัพท์ที่ได้คือ ลูกกอล์ฟพุ่งทะยานออกจากหน้าไม้ได้อย่างรวดเร็ว จึงทำให้มีระยะที่เพิ่มขึ้นตามที่คุณต้องการ Extreme Heel-Toe Weighting เป็นการปรับสมดุลของน้ำหนักบริเวณคอไม้ และปลายไม้ มีค่า CG ที่ต่ำ ค่า MOI สูงขึ้น ทำให้ครอสโอเวอร์เป็น อุปกรณ์ที่มีการชดเชยความผิดพลาดสูง และระยะทางที่ไกลขึ้น เช่นเดียวกับหัวไม้ไฮบริด

นอกจากนี้ คาร์เพนเทอร์ 455 หน้าไม้แบใหม่ ได้ให้ความแข็งแรงมากขึ้นเป็นสองเท่า เมื่อเทียบกับหน้าไม้สเตนเลสสตีล 17-4 เพื่อเพิ่มแรงดีดตัว และสร้างความเร็วให้กับลูกกอล์ฟ ส่วนสันหัวไม้ด้านบนทำให้แคบ สร้างความมั่นใจเมื่อเข้ายืนจรดลูก เทคโนโลยีทั้งหมดนี้มีอยู่ใน Crossover G series

G Crossover มี Loft ให้เลือกใช้หลายองศาด้วยกัน โดยมีดังนี้ คือ 18° , 21° , 24°

G Fairway Woods (Standard, SF Tec, Stretch) ปัญหาที่มักเกิดขึ้นกับการใช้หัวไม้แฟร์เวย์ของนักกอล์ฟคือ การทำให้ลูกลอยด้วยหัวไม้ Fairway wood  ดังนั้น G Fairway woods จึงมีการออกแบบขอบหน้าไม้ให้แนบกับพื้นมากขึ้น ทำให้ตำแหน่งของลูกสูงกว่าเดิมมากถึง 12% เมื่อเทียบกับรุ่น G30 ซึ่งช่วยทำให้สามารถช่วยในการเพิ่มมุมการเหินของลูกได้ นอกจากนี้ หน้าไม้ที่ทำจากวัสดุ Carpenter 455 ซึ่งมีความแข็งแรงสูง จึงทำให้สามารถทำหน้าไม้ได้บางขึ้น และกระบวนการพิเศษในการสร้างแรงเสียดทานบริเวณหน้าไม้เพื่อลดอัตราการหมุนของลูก

โครงสร้าง Cascading บริเวณด้านในขอบหน้าไม้ ช่วยเพิ่มพลังการดีดให้กับหน้าไม้  และกระดองแบบใหม่ที่มีความบาง ทำให้จุดศูนย์ถ่วงต่ำลง มีค่า MOI สูงขึ้น ส่งผลให้มุมการลอยที่สูง และมีอัตราการสปินส์ที่ต่ำ และยังคงเทคโนโลยี Turbulator บนกระดองสามารถปรับแต่งเพิ่มลดได้ 5 ระดับ (+1,+0.60, STD , -0.60, -1) และวัสดุ sleeve รุ่นใหม่ที่ผลิตจากอลูมินั่ม 7075 เช่นเดียวกับหัวไม้

G Hybrids ได้มีการพัฒนาเพิ่มเติมหลายส่วนด้วยกัน เพื่อต้องการเพิ่มการลอยของลูกให้สูงขึ้น ลดค่าการสปินส์ของลูกกอล์ฟ และชดเชยความผิดพลาดให้มากที่สุด

โดยเกือบทั้งหมด G Hybrids ตัวนี้ ได้ใช้เทคโนโลยี่เช่นกันกับ G Fairway Woods ไม่ว่าจะเป็นส่วนของ cascading ที่ช่วยเพิ่มพลังดีด  กระดองแบบใหม่ที่มีความบาง ที่ช่วยให้ค่า MOI สูงขึ้น และ สร้างแรงเสียดทานบริเวณหน้าไม้ ที่ช่วยลดอัตราการสปินส์ลงได้ถึง 300 รอบต่อนาที แต่มีสิ่งที่เพิ่มเติมขึ้นมาอีกอย่าง นั้นคือ Turbulators ตรงกระดองหัวไม้ ซึ่ง ช่วยให้ง่ายต่อการเล็งลูกกอล์ฟ สร้างความมั่นใจการตีเข้าสู่เป้าหมาย และใน G Hybrids นี้นั้น มี Loft ให้เลือกใช้หลายองศาด้วยกัน โดยมีดังนี้ คือ 17° , 19° , 22° , 26° , 30°

ท่าใดสนใจสามารถข้อมูลเพิ่มเติมสอบถามได้ที่ บริษัท อีซี่กอล์ฟ จำกัดผู้นำเข้าและตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการของอุปกรณ์กอล์ฟ PING ในประเทศไทย โทร 02-1582744 หรือที่อีเมล์ easygolf2011@gmail.com

0303 spc Ping 2

0303 spc Ping 3

0303 spc Ping 4

0303 spc Ping 5