ระบบการศึกษาของชาติแบบอินเตอร์

ระบบการศึกษาของชาติแบบอินเตอร์

ในราวสองอาทิตย์ก่อนหน้าข่าวที่เรียกพื้นที่ของการเสนอเรื่องราวมากที่สุดเห็นจะเป็นเรื่องของ “การถูกทำร้ายร่างกายของเด็กจากครูพี่เลี้ยง” มีหลายฝ่ายออกมาเต้นแร้งเต้นกายกใหญ่ ทั้งตัวกระทรวงที่เป็นหลักนั่นก็คือ “กระทรวงศึกษาธิการ” ที่ให้ความคิดความเห็นไว้มากมายก่ายกอง ทั้งข้อหาและความผิดที่มีต่อผู้กระทำเองและตัวของโรงเรียน เป็นละครโรงใหญ่ที่ “สำแดงสดกันแบบมืออาชีพ” แต่จะด้วยเหตุผลกลใดก็ช่างเมื่อเรื่องมันเกิดขึ้นและจะมัวไปต่อความยาวสาวความยืดก็ไม่เห็นจะเกิดประโยชน์อันใดมากนัก…เพราะอย่างไรผลร้ายทั้งหมดก็จะตกอยู่กับเด็กและครอบครัวอยู่วันยังค่ำ ส่วนในแง่ของนักการศึกษาชั้นครูบาอาจารย์จะคิดเห็นเป็นประการใดก็สุดแท้แต่จะคิดกันไปก็แล้วกัน จะหาทางป้องกันหรือแก้ไขก็ตามใจอย่างไม่มีข้อแม้ แต่ถ้าจะแก้ก็ต้องให้ตรงจุดหรือถูกที่คันมันก็คงจะดีแน่นอน…

แต่ที่จำได้ครูไก่เคยเขียนเรื่องราวทำนองนี้ไปเมื่อนานมาแล้วซึ่งในครั้งนั้นเป็นการกล่าวถึงโรงเรียนนานาชาติที่เกิดขึ้นมากมายเป็นดอกเห็ดในฤดูฝน มันจะเป็นเห็ดพิษหรือเห็ดดีก็มีให้เลือกกันอยู่ให้เห็น แต่กับโรงเรียนนานาชาติเหล่านี้เขาได้สอนอะไรให้กับเด็กของเราบ้าง หรือเรื่องราวอะไรที่ทางโรงเรียนได้เสนอให้เด็กเพื่อประโยชน์ต่อชาติในอนาคตมันมีบ้างหรือเปล่า กับเรื่องราววัฒนธรรมและจริยธรรมที่เราควรมี เขารู้หรือไม่ว่าควรสอนอะไรที่หรือบรรจุอะไรจำเป็นในหลักสูตร เหล่านี้ล้วนเลือนหายไปสิ้นจากโรงเรียนที่ได้ชื่อว่า “นานาชาติ” เรื่องแบบนี้ใช่ว่าครูไก่จะจำเอาขี้ปากของใครต่อใครมาพูดก็เปล่าเป็นเพียงการได้สังเกตสังกาจากเด็กที่เคยสอนมาเป็นเวลาเกือบ 40 ปี ในสถานที่เดิม ดังนั้นเวลาที่ยาวนานแบบนี้หากครูที่ใส่ใจในเด็กๆ ที่มาเรียนก็จะมองออกว่าในแต่ละห้วงของเวลา เด็กๆ ที่เรียนมักมีความแตกต่างกันแบบเหลือเชื่อ

จากอดีตเด็กๆ จะเอาใจใส่ต่อการเรียนถึงแม้จะเป็รกีฬาก็ตามที สีหน้าและแววตามันจะบ่งบอกได้ทันทีว่า “เด็กๆ เขาพร้อมแค่ไหน” ซึ่งส่วนมากยุคนั้นเรามีเด็กที่มีพร้อมทั้งความอยากที่จะเรียน ความกระหายที่จะเก่งตบอดจนสัมมาคารวะที่มีต่อครูผู้สอนมันแจ่มชัดในทุกๆ คน ซึ่งต่อมาถึงปัจจุบันการศึกษาของเด็กๆ ที่เข้ามาเรียนก็กลายเป็นเด็กนานาชาติแทบทั้งนั้น เรื่องราวต่างๆ ในอดีตมันคือความทรงจำของครูเท่านั้นเอง การจะสอนให้เด็กเอาจริงเอาจังกับการเรียนบอกให้นะลืมไปได้เลย แล้วยิ่งมารยาทไม่ต้องพูดถึงมันไม่มีให้เห็นจริงๆ

แบบนี้เราต้องขอวกกลับมาที่ต้นเรื่องกันหน่อยนั่นคือ “กระทรวงศึกษาธิการ” ที่มัวไปทะอะไรอยู่ที่ไหนปล่อยให้โรงเรียนเหล่านี้สร้างเด็กขึ้นมาเป็นแบบนี้ อยากรู้จริงๆ ว่าระบบระเบียบที่ว่าด้วยเรื่องของศิลปวัฒนธรรมของชาติโรงเรียนเหล่านี้เคยได้มีสอนกันบ้างหรือเปล่าเอาแบบนี้ดีกวา “เพลงชาติ”เขาร้องกันแบบไหนหรือถ้าร้องเขาร้องกันอย่างไร บทสวดมนต์คงไม่ต้องไปคิดถึงคงตกวาระไปนานแล้วกระมัง มันควรจะได้เวลาหรือยังที่เราจะต้องเอาจริงเอาจังต่อโรงเรียนเหล่านี้ หากปล่อยปะละเลยกันไปสุดท้ายก็โกอินเตอร์หรือโกทูเฮลกันแน่ครับ…

ครูไก่