อภิศักดิ์ อภิรักษ์โยธิน

อภิศักดิ์ อภิรักษ์โยธิน
OMEGA DISHWASHER (THAILAND) CO., LTD.
APS PRIVILEGE (THAILAND) C)., LTD.
“ใจเย็น มีสติ แก้ปัญหาได้ทุกเรื่อง”

ตั้งเป้าชีวิต : ผมโตมาแถวหอสมุดแห่งชาติ ท่าวาสุกรี แล้วย้ายมาอยู่แถวเมืองนนท์ คุณพ่อเป็นทหาร ต้องย้ายไปเรื่อย ๆ ตอนแรกคิดจะเป็นทหาร แต่พอเรียนมหาวิทยาลัย แล้วรู้สึกว่า ไม่เหมาะกับชีวิตผม ถึงจะอยู่ในครอบครัวทหาร แต่ชอบธุรกิจ คนเราถ้ามีความทะเยอทะยานอยู่ในชีวิต จะสร้างตัวได้เร็ว ถ้าอยากจะเป็นอะไรสักอย่างต้องมีจุดหมาย และกำหนดเวลาไว้ชัดเจน อย่างผม ตั้งเป้าไว้ว่า ถ้าอายุ 35 แล้วไม่ได้เงินเดือนถึงห้าหมื่น ผมไม่ยอม เมื่อคิดแล้ว ถ้าเป็นทหารทำไม่ได้แน่

อาชีพแรก : ผมเลือกเรียนบัญชี แต่จบรัฐศาสตร์การเมือง แล้วมาเป็นนักข่าว เพราะช่วงนั้นหนังสือพิมพ์ ฐานเศรษฐกิจเปิดใหม่ รับสมัครนักข่าว ข่าวแรกที่ทำคือ จี้เครื่องบินการูดา ทำงานสนุกมาก บก.สั่งให้ไปดูระบบการขนส่งต่าง ๆ ว่ามีความเกี่ยวข้องกันยังไง ให้อ่านหนังสือพิมพ์ทุกฉบับ แล้วให้บอกมาว่าชอบคอลัมน์อะไร ซึ่งผมชอบเรื่องการลงทุน ชอบคุย ชอบหาความรู้ เคยถามผู้ใหญ่ว่า ผมจะไปหาข่าวที่ไหน ท่านก็บอกว่า ที่ไหนก็มีข่าว เยอะไปหมด แค่นั่งรถไป เห็นป้ายโฆษณา คุณไปตามบริษัทนั้น ได้ข่าวแน่นอน ต้องอ่าน ต้องดูทีวี อะไรก็เป็นข่าว แค่เดินผ่านห้างฯ เปิดใหม่ ก็เป็นข่าวให้ทำได้แล้ว

ไปไกลเพราะช่างคิด : ผมคิดต่อไปว่า ชีวิตนักข่าว เป็นนกขมิ้น สนุก สะดวก สบาย แต่ไม่มีเงินเก็บ พอดีญาติแฟนส่งคนไปทำงานตะวันออกกลาง ผมพูดภาษาอังกฤษได้ จะได้เงินเดือนเยอะ ตัดสินใจไปซาอุฯ ทันที ก่อนหน้านี้ก็เคยทดลองไปเป็นล่ามให้กับคนงานไทยที่สิงคโปร์ ทำได้สบายมาก รอดแน่นอน ผมไปดูแลแคมป์คนงานที่ซาอุฯ เป็นฝ่ายบำรุงรักษา เป็นคอลเซ็นเตอร์ ใครมีปัญหาอะไรก็มาแจ้ง เราก็ประสานส่งช่างไป รายได้ดีมาก ทำปีเดียวเท่ากับที่เคยทำสิบปี ทำงาน กิน นอน วนไปเรื่อย ๆ ไม่มีเวลาคิดเรื่องอื่นเลย เพลินไป 10 ปี จนแม่บอกให้กลับบ้านเถอะ ถ้าพเนจรเร่ร่อนแบบนี้ จะมีครอบครัวได้ยังไง ใครจะอยู่ด้วย ผมก็เชื่อแม่

ชีวิตเปลี่ยน : กลับมาบ้านขณะที่เพื่อน ๆ มีหน้าที่การงานกันหมดแล้ว แต่ผมต้องกลับมาเริ่มชีวิตใหม่ พอดีเจอคนญี่ปุ่นชักชวนให้มาทำงาน ผมบอกเขาตรง ๆ ว่า ทำไม่เป็นนะ แต่ก็พร้อมที่จะทำทุกอย่าง ผมเรียกเงินเดือนแค่หมื่นเดียว เพราะไม่รู้ว่าจะเรียกค่าตัวเท่าไหร่ดี เขาเลยให้หมื่นห้า เพราะชอบที่เราพูดภาษาอังกฤษได้ ทำงานทุกอย่างไม่มีเกี่ยง ใช้ง่าย เจ้านายชอบ ซื้อบ้านซื้อรถให้ ที่เลือกอยู่กับบริษัทเล็ก ๆ ทั้ง ๆ ที่ บริษัทใหญ่ ๆ ก็เรียกตัวไป เพราะคิดว่าผมเริ่มงานตอนอายุเยอะ กว่าจะขึ้นไปเป็นผู้บริหารคงยากมาก แต่ถ้าเลือกบริษัทที่สามารถเริ่มชีวิตได้จากศูนย์ ทำตั้งแต่ภารโรงยันผู้จัดการ จะได้เรียนรู้งานทั้งหมดได้ดีกว่า งานหลักคือ เป็นที่ปรึกษาให้ผู้ที่จะมาตั้งโรงงานในประเทศไทย เกือบทั้งหมดเป็นชาวญี่ปุ่น ต้องมาปรึกษาเจ้านาย แล้วผมก็ต้องไปสอนคนญี่ปุ่นว่า จะมาอยู่เมืองไทยต้องทำยังไง ทำให้ได้วิชานี้มาจากเจ้านายชาวญี่ปุ่น ทำงานประจำไปอีก 10 ปี ก่อนจะออกมาเริ่มทำบริษัทของตัวเอง

ทำสิ่งที่ถนัด : เราชำนาญทางด้านต่างประเทศ เป็นบริษัทที่ปรึกษาการลงทุน เอาคนต่างชาติมาลงทุนในเมืองไทย เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจ พัฒนาเทคโนโลยี ของประเทศ ส่วนใหญ่เป็นญี่ปุ่น ที่มาตั้งโรงงาน เรามีพนักงานญี่ปุ่นเป็นล่าม เข้าใจเรื่องระบบราชการไทย ทำหน้าที่รับติดต่อทั้งหมด ทั้งสำนักงานส่งเสริมการลงทุน กรมศุลกากร กระทรวงพาณิชย์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กระทรวงอุตสาหกรรม หน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายการลงทุน ฯลฯ คุณถือกระเป๋ามาใบเดียว เราดูแลทั้งหมด ตั้งแต่เปิดโรงงาน จนถึงปิดโรงงาน แบบครบวงจร ใช้ชื่อว่า APS PRIVILEGE (THAILAND) C)., LTD.

ทำงานระบบญี่ปุ่น : ผมเคยร่วมทำงานมากับหลายชาติ ต่างคนต่างสไตล์ มีวิธีการทำงานแตกต่างกันไป เช่น เกาหลี จะเน้นผลลัพธ์ ถ้าทำไม่ได้มีความผิด, อเมริกัน ให้คิดเอง จะทำยังไงก็ได้ ขอให้สำเร็จ ส่วนญี่ปุ่น จะบอกขั้นตอนทั้งหมดให้ทำตามอย่างละเอียด ถ้าไม่ทำตาม จะถูกตำหนิอย่างรุนแรง แต่ถ้าทำตามแล้ว ถึงแม้จะมีปัญหา เจ้านายก็จะมาปกป้อง คำสั่งเป็นเรื่องสำคัญมาก รับปากแล้วต้องทำ ถ้าทำตาม เขาจะดูแลคุณตลอดชีวิตเลย

เปิดธุรกิจใหม่ : ผมนำประสบการณ์กว่ายี่สิบปีมาขาย คิดว่าถ้าเราไม่อยู่แล้ว จะไม่มีสมบัติติดตัวเลย จึงคิดว่าจะต้องหามรดกอะไรสักอย่าง เป็นธุรกิจที่สามารถส่งต่อให้ครอบครัว สร้างงาน สร้างอาชีพ ให้คนอื่นมาสานต่อได้ วันหนึ่งไปฝึกงานที่ญี่ปุ่น เห็นร้านสะดวกซื้อเปิดทั้งคืน โรงงาน ร้านอาหาร ใช้เครื่องล้างจานกันหมดเลย คิดว่าวันหนึ่งคงจะต้องเข้ามาเมืองไทย แล้วร้านสะดวกซื้อก็มาจริง ๆ แบบนี้เครื่องล้างจานก็ต้องมาด้วยแน่ ๆ จึงคิดว่า จะต้องนำเครื่องล้างจาน เครื่องทำน้ำแข็ง เครื่องครัวญี่ปุ่น มาขายบ้าง และจากประสบการณ์เคยทำงานล้างจานในต่างประเทศ เคยใช้เครื่องล้างจานมาก่อน รู้ว่ามันคือของจำเป็นที่บ้านเรายังไม่คุ้นเคย ก่อนหน้านี้ผมเคยทำงานบริษัทเครื่องซักผ้า แต่กว่าจะทำให้คนคุ้นเคย ยอมรับในตัวสินค้า ต้องใช้เวลาร่วมยี่สิบปี จนวันนี้ แทบทุกบ้านมีเครื่องซักผ้า ก็คิดว่าผมคงต้องแนะนำคนให้คุ้นเคยกับเครื่องล้างจาน เครื่องทำน้ำแข็ง กันบ้าง เหมือนที่เคยทำมาแล้ว

วิจัย พัฒนา : ผมไปหาเครื่องล้างจานที่ดีที่สุดในยุโรปมาขาย แต่ไม่ตอบโจทย์เลย เพราะอาหารฝรั่งมีแค่พวกแซนด์วิช พวก โปรตีน คาร์โบไฮเดต ล้างง่ายกว่าอาหารไทย อาหารจีน ซึ่งมีทั้ง กะทิ คราบมัน จึงต้องคิดใหม่ ทำใหม่ ปรับปรุงเครื่องล้างให้มีพลังมากพอ โดยใช้เทคโนโลยีของเกาหลี ซึ่งเขามีวัฒนธรรมการกินแบบเอเชียที่ใกล้เคียงกับเรา สร้างแบรนด์เอง ใช้ชื่อว่า OMEGA ไปหานักเคมีเพื่อปรับสูตรน้ำยา เนื่องจากไขมันเป็นกรด ต้องใช้ด่างมาล้าง แล้วใช้น้ำร้อนฆ่าเชื้อ ปกติแล้วเชื้อโรค ไวรัส จะตายที่อุณหภูมิ 60 องศา เซลเซียส  ขณะที่เราใช้อุณภูมิ 85 องศา เซลเซียส เพื่อมั่นใจในความสะอาด ใช้เวลาประมาณ 3 ปี เพื่อคิดค้นสูตรจนประสบความสำเร็จ ภายใน 1 นาที ต้องล้างให้สะอาดหมดจด และอีก 1 นาที ต้องแห้งสนิท ไม่ต้องเช็ดด้วยผ้า สะอาดพร้อมใช้ ด้วยอุณหภูมิ 85 องศา เซลเซียส ลูกค้าได้จับภาชนะร้อน ๆ เราพัฒนาเพื่อให้เข้ากับวิถีชีวิตของคนไทย จนตัดสินใจว่าพร้อมบุก เพราะนี่คือความภาคภูมิใจที่ผลิตภัณฑ์ของเราสามารถเอาชนะคราบไขมันจากอาหารไทยได้

กลยุทธ์การตลาด : เราทำงานกับชาวญี่ปุ่นมานาน เขาสอนมาว่า อย่าทำงานแค่ช่องทางเดียว ต้องหาว่ามีธุรกิจใดบ้างที่มีความต้องการ แล้วหาช่องทางขายให้หลากหลาย ไม่ติดยึดอยู่กับแค่อย่างใดอย่างหนึ่ง มิเช่นนั้นเราจะขึ้นลงตามเขาไปด้วย ทุกอย่างต้องกระจายกันไป เราจึงเข้าทั้ง โรงแรม โรงเรียน โรงงาน โรงพยาบาล หน่วยงานราชการ ร้านอาหาร ฯลฯ ซึ่งธุรกิจหลักของเราคือ การเช่าเครื่องล้างจาน

หัวใจคือบริการ : เริ่มจากไม่มีใครรู้จัก จนตอนนี้เราก้าวขึ้นมาเป็น 1 ใน 3 ของประเทศแล้ว เรามีเทคโนโลยีชั้นนำแบบเกาหลี ให้บริการแบบญี่ปุ่น ตรงเวลา รวดเร็ว และอัธยาศัยแบบไทย ทำให้ลูกค้ามั่นใจได้ว่า เราไม่ป่วย ไม่สาย ไม่ลา ไม่ขาด ไม่เกเจ้านาย ไม่งอน ไม่ต้องพาใครไปทำธุระ เรียกใช้ได้ 24 ชม. ไม่มีข้ออ้าง ภายในเขตกรุงเทพฯ ถ้ามีปัญหาเข้ามา ภายใน 4 ชม. ต้องใช้งานได้

เล่นกอล์ฟเพราะงาน : เจ้านายญี่ปุ่นบอกว่า คอมพิวเตอร์ไม่ต้องเรียน จับ ๆ ไปก็เป็นเอง แต่กอล์ฟต้องเรียนนะ ท่านเคยให้พนักงานญี่ปุ่น ไปเล่นกอล์ฟกับลูกค้า ก็เล่นไม่ดี อุปกรณ์ก็ไม่ดี เจ้านายบอกไปหัด ซื้อไม้ดี ๆ มาเล่น พอครบสองเดือนยังทำไม่ได้ ท่านให้กลับญี่ปุ่นเลย บอกว่า ให้เล่นกอล์ฟแค่นี้ยังทำไม่ได้ แล้วจะให้ทำงานใหญ่ได้ยังไง ภาระนี้ก็เลยตกมาถึงผม

นักกีฬาเก่า : ผมเป็นนักบอล นักบาสฯ เล่นเป็นหมดทุกอย่าง เล่นกีฬามาเยอะ แล้วทำไมเล่นกีฬาอย่างอื่นได้ แต่กอล์ฟเล่นไม่เป็น ตั้งใจว่าต้องเล่นให้ได้ ไปเรียนกับโปรตอนอายุเยอะแล้ว โปรยังบอกว่า ถ้ามาหัดเพื่อจะไปเป็นแชมป์ ไม่ต้องมา สอนไม่เป็น แต่ถ้าจะหัดตีแล้วสนุก ได้บ้าง เสียบ้าง เข้ากับสังคม เล่นกับเพื่อนได้ไม่อาย แค่นี้ สอนให้ได้ ผมก็เลือกโปรที่หุ่นใกล้เคียงกับผม เพื่อจะได้ทำตามได้ง่าย ตั้งแต่นั้นก็ชอบกอล์ฟเลย

กอล์ฟ : เป็นเรื่องของการจัดการ คุณจะทำอะไรต้องคิด มีสติ ไม่ใช่มีแรงเท่าไหร่ใส่ไปให้หมด เหมือนกับชีวิตจริง เหมือนกับธุรกิจที่คุณทำ สิ่งสำคัญคือ ต้องมีความสุข ถ้าเสียตังค์แล้วยังไม่สนุกอีก ผมไม่เอาแน่ และยังได้สนุกที่จะคิด ได้วางแผน ส่วนผลงานจะออกมายังไงอีกเรื่องนึงนะ ยิ่งได้เห็นคนสูงอายุเล่นกอล์ฟด้วยกัน ค่อย ๆ เดินกันไป ใครอยากจะขอผ่านก็ให้ไปก่อน ดูแล้วมีความสุข และยังเป็นการลงทุนครั้งเดียวแล้วเล่นได้ยาว สุดท้ายก็มาจบที่กอล์ฟ อีกความท้าทายคือ ผมไม่เข้าใจเรื่องกอล์ฟ วันนี้ตีไม่ได้ พรุ่งนี้มาใหม่อาจจะตีดีก็ได้ ถ้าวันนี้ตีดี พรุ่งนี้ก็อยากมาอีก จะได้รู้ว่าดีเหมือนเดิมรึไม่ ดีก็มา ไม่ดีก็มา สรุปมาทุกวัน

ไม่ใช่แค่กีฬา : สำหรับผมเรื่องกอล์ฟมันเลยบ้าไปแล้ว มันคือการพักผ่อน ได้เดินในสนามเช้า ๆ สัมผัสบรรยากาศเย็น ๆ ทำให้รู้สึก สบายมาก ๆ ผมมีเพื่อนเยอะ ชวนไปไหนก็ไป เล่นมาแล้วแทบทุกสนาม ช่วงหลัง ๆ ชวนเพื่อนมารวมตัวกันอยู่ที่ สนามเมืองเอก รังสิต เล่นกันทุกวันเสาร์ ไม่มีการซ้อมเลย เพราะวันธรรมดาต้องทำงานกันเต็มที่ เราไม่ต้องผลงานทางด้านกอล์ฟ แต่ต้องการมาเพื่อความสนุก สังสรรค์เฮฮา ออกกำลังกาย และ สนามกอล์ฟยังเป็นสถานที่ปลอดภัยและอิสระที่สุดแห่งหนึ่ง จะคุยเรื่องสำคัญ ๆ ก็ต้องมาที่นี่ ใครจะมาดักฟังเรามองเห็นแต่ไกล ไม่มีใครมายุ่งกับเราได้

อายุเยอะ ต้องได้เล่นกอล์ฟเยอะ : เมื่ออายุ 60 ผมขอเวลาส่วนตัวจากครอบครัวในวันเสาร์ เพื่อไปเล่นกอล์ฟกับเพื่อน ๆ และอีกความใฝ่ฝันตั้งแต่ยังหนุ่มคือการมีรถสปอร์ต แล้วขับไปตีกอล์ฟ เพราะชีวิตก่อนหน้านี้ไม่มีโอกาส ทำแต่งานสร้างฐานะ พอมีกำลังก็ขอสานฝันตัวเองบ้าง ถ้ารอนานกว่านี้จะขับเองไม่ไหว และถ้าขึ้น 65 จะขอเพิ่มอีกเป็น 2 วัน (หัวเราะ)

สุขภาพ : เลิกสูบบุหรี่มาจะสามสิบปีแล้ว ส่วนการดื่ม คนญี่ปุ่นแนะนำว่า หลังออกรอบ ให้กินเบียร์แค่หนึ่งแก้ว รวดเดียว จะทำให้หายเหนื่อย เต็มที่ก็กินเหล้าตามไปอีกแก้ว จะรู้สึกสดชื่น แค่นี้พอแล้ว ไม่มากกว่านี้ แล้วถ้าไม่มีคนอื่นดื่มกัน ผมก็ไม่ดื่ม ส่วนการออกกำลังกาย ก็อาศัยเล่นกอล์ฟเป็นหลัก

นอนวัด : พออายุเยอะ อยากได้เวลาส่วนตัว นอกจากเล่นกอล์ฟแล้ว ผมก็ยังชอบไปวัดป่าที่วังน้ำเขียว (วัดป่าทรัพย์ทวีธรรมาราม) ไปปฏิบัติธรรม นั่งสมาธิ นอนที่นั่น ได้ถอดหัวโขนทิ้ง ปล่อยวางภาระหน้าที่ ได้อยู่กับตัวเอง กินข้าวมื้อเดียว ตื่นเช้าตั้งแต่ตี 3 ทำภารกิจต่าง ๆ จนถึง 11 โมงก็นอน บ่าย 3 โมงเย็น ทำวัตร ถึง 3 ทุ่ม เข้านอน นี่แหล่ะพอแล้ว ทำอะไรก็ได้ให้รู้สึกอิสระ ทำความสะอาด เก็บกวาด เมื่อรู้สึกว่าแบตชีวิตใกล้หมดเมื่อไหร่ ก็ไปชาร์จให้เต็มที่นั่น

รับฟัง มีเหตุผล : ถ้าลูกน้องมาบอกเรื่องไม่ดี ต้องห้ามโกรธ ห้ามไปว่าเขา เพราะอีกหน่อยข่าวสารเรื่องไม่ดีจะมาไม่ถึง เรื่องดี ๆ ไม่ต้องฟังก็ได้ แต่เรื่องไม่ดีต้องใส่ใจ เพราะเป็นผลประโยชน์ของเรา แล้วถ้าเราพูดโดยไม่ฟังใครเลย เรื่องมันก็ไม่จบ แต่ถ้าเราฟังเขาก่อน จับประเด็น ฟังปัญหา ก็สามารถคิดวิเคราะห์เรื่องราวได้ ประมวลผล แก้ปัญหาได้

ใจเย็น มีสติ แก้ปัญหาได้ทุกเรื่อง : เคยมีการประท้วงหยุดงาน ผมโกรธมากที่ดูแลพวกเขาอย่างดี แล้วยังมีปัญหาเกิดขึ้นอีก ขณะที่เหตุการณ์กำลังตึงเครียด หน้าสิ่วหน้าขวาน เจ้านายญี่ปุ่นกลับเรียกให้ไปนั่งกินกาแฟ ผมก็ตกใจ รู้สึกงุนงง เพราะคนงานกำลังก่อความวุ่นวายอยู่ ทำไมไม่รีบไปแก้ปัญหาก่อน เมื่อผมแสดงอาการร้อนรนมากขึ้น เจ้านายถึงได้บอกว่า ถ้าเราร้อน ก็ร้อนกันไปหมด อารมณ์แบบนั้นคิดอะไรไม่ได้นะ จะโต้ตอบอะไรก็ไม่ได้ ไม่มีสมอง ไม่มีสติ เพราะโกรธมาก โกรธใส่กับโกรธ พังเลย รอให้เย็นลงก่อน แล้วค่อยไปคิดหาหนทางแก้ไข ผมจึงบอกให้คนญี่ปุ่นออกจากโรงงานไปเลย เดี๋ยวผมเข้าไปเอง เพราะถ้ามีปัญหาขึ้นมา เขาอาจจะถูกห้ามออกนอกประเทศได้ แล้วเราก็ให้คนงานส่งตัวแทนเข้ามาต่อรอง มานั่งคุยกัน เจ้านายบอกว่า ต้องให้เขามาหาที่โต๊ะเรา ถึงจะชนะ แต่ถ้าเราออกไปหาที่โต๊ะเขา เราก็แพ้ ซึ่งวิธีการนี้ ใช้ได้ผลดีมาแล้ว

โควิด 19 : วัฏจักรของคนเราในการมีชีวิตคือ เรียนรู้ เข้ามหาวิทยาลัย ทำงาน ประสบความสำเร็จ มีครอบครัว เมื่อเกิดวิกฤติใด ๆ ขึ้นก็ตาม ผมไม่ตกใจเลยนะ เพราะเคยเห็นเรื่องราวที่คล้ายคลึงแบบนี้มาแล้ว เมื่อเจอเหตุอะไร ให้ใจเย็นไว้ก่อน ทุกอย่างมีการสุกงอมของวัฏจักร ต้องมีเวลาสิ้นสุดของมัน แต่ต้องคิดให้ได้ว่า เมื่อหมดโควิดแล้ว วันข้างหน้าต้องทำอะไร อาจจะผิดหรือถูกยังไม่รู้ได้ ก็ต้องเตรียมตัว พร้อมลงมืออีกครั้งเมื่อสถานการณ์เอื้ออำนวยครับ