ตอนที่ 9 ความรัก คือ อธิษฐาน

แล้วก็มาถึงค่ำคืนของวันออกพรรษาที่ทุกคนต่างรอคอย “บั้งไฟพญานาค” ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติที่ชาวริมฝั่งแม่น้ำโขงได้ชมสืบเนื่องกันมาตั้งแต่อดีตกาล

ยายพริ้มให้เจ้าพบ เจ้าแพ อาบน้ำให้สะอาดตั้งแต่กลับมาจากโรงเรียน วันนี้พบและแพไม่ได้นอนวัดแต่มาอยู่เป็นเพื่อนยายพริ้ม พอได้เวลาเข้าห้องพระ ยายพริ้มเริ่มอธิบายถึงการสักการะองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า โดยยายพริ้มหญิงชราจุดเทียนเล่มขวามือของพระพุทธรูปซึ่งอยู่ซ้ายมือของตัวและจุดเทียนเล่มซ้ายมือของพระพุทธซึ่งอยู่ขวามือของตัว การจุดเทียนเป็นการบูชาหลักธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า มีพระธรรมคือข้อที่ทรงอนุญาตให้ประพฤติปฏิบัติ และพระวินัย คือข้อทรงห้ามไม่ให้ทำ  เพราะทำแล้วทำให้เกิดความเสียหาย เมื่อจุดเทียนเสร็จสรรพก็จุดธูป ๓ ดอก จุดเพื่อบูชาพระพุทธคุณ ๓ ประการ คือพระปัญญาธิคุณ หมายถึง พระโพธิญาณที่พระองค์ทรงตรัสรู้ พระบริสุทธิ์ หมายถึง พระกมลสันดานที่บริสุทธิ์ผุดผ่อง และพระมหากรุณาธิคุณ หมายถึงการที่พระองค์ทรงสั่งสอนมหาชนโดยมิได้มุ่งหวังสิ่งตอบแทน ทรงมุ่งที่จะทำให้มหาชนพ้นจากทุกข์ การนมัสการพระพุทธเจ้า คือการตั้งนะโม ๓ จบ เพื่อจะได้นมัสการพระพุทธเจ้า ทั้ง ๓ ได้แก่

พระวิริยะธิกพุทธเจ้า คือ พระพุทธเจ้าที่ทรงบำเพ็ญเพียรบารมี ๑๖ อสงไขย กับ แสนมหากัป

พระสัทธาธิกพุทธเจ้า คือ พระพุทธเจ้าที่ทรงบำเพ็ญเพียรบารมี ๘ อสงไขย กับ แสนมหากัป

พระปัญญาธิกพุทธเจ้า คือ พระพุทธเจ้าที่ทรงบำเพ็ญเพียรบารมีด้วยใช้ปัญญาอย่างแรงกล้า โดยใช้เวลาบำเพ็ญบารมี ๔ อสงไขย กับ แสนมหากัป ซึ่งพระปัญญาธิกพุทธเจ้า คือพระพุทธเจ้าของเรานี่แหละลูก มากล่าว นะโม ๓ จบ พร้อมๆกัน

เพื่อนอบน้อมแก่พระผู้มีพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น ผู้เป็นพระอรหันต์ตรัสรู้ชอบได้

ด้วยพระองค์เอง

แล้วกล่าวสักการะท่านปู่พญานาคราช ท่านย่าพญานาคี เพื่อเราจะได้ชมบารมีบั้งไฟพญานาค ในค่ำคืนนี้ 

“ก่อนที่จะถึงเวลาที่บั้งไฟพญานาคจะปรากฏ  เราควรจะนั่งสมาธิกันก่อนนะลูก”

ยายพริ้มบอกขณะที่จัดเตรียมที่สำหรับนั่งทำสมาธิแก่ทุกคน  แพถามว่า

“ทำไมเราต้องทำสมาธิด้วยล่ะคะยาย”

“เราควรทำสมาธิก่อนที่จะได้พบสิ่งดีงามเพื่อปรับปรุงจิตของเราให้บริสุทธิ์ผ่องใสจ้ะแพ  เวลาที่ได้พบสิ่งดีงามเราก็จะสามารถซึมซับสิ่งอันเป็นมงคลแก่ตัวและจิตใจได้เต็มที่”

“ผลที่จะพึงบังเกิดจากการปฏิบัติบูชาคืออะไรครับยาย”

เจ้าพบถามบ้าง

“คือการทำให้จิตใจเราผ่องแผ้วอิ่มเอมกับการบุญ  จะทำให้เราเกิดปิติ  ความปิติในการ

บุญนั้นย่อมจะทำให้ชีวิตของเราดีขึ้น  ไม่พานพบอุปสรรค  พบสิ่งดี  พบคนดี  และมุ่งมั่นทำแต่ความดีเพื่อสืบมงคลแก่ชีวิตต่อไปสิลูก”

วันนี้หลังจากสวดมนต์ กรวดน้ำเสร็จแล้ว หญิงชราก็พาพบกับแพนั่งสมาธิ และออก

จากสมาธิในเวลาอันพอเหมาะเพราะรู้ว่าเด็กทั้งสองใจจดจ่ออยู่กับบั้งไฟพญานาคในค่ำคืนนี้

…………………………….

ใกล้เวลาเข้ามาทุกทีๆ หลังจากออกจากสมาธิ เจ้าพบกับแพก็หอบเสื่อผืนเล็กไปปูอยู่ริมฝั่งโขงซึ่งถึงแม้ว่าชานบ้านเรือนไทยของหญิงชราจะมองเห็นริมฝั่งโขงก็ตาม เด็กทั้งสองซึ่งมีอาการตื่นเต้นไม่แพ้วันที่เห็นรุ้งกินน้ำในค่ำคืนเดือนเพ็ญครั้งก่อน  ทำให้หญิงชราอดไม่ได้ที่จะแอบอมยิ้มในความน่ารักน่าเอ็นดูของเด็กน้อยทั้งสอง

“ยายจ๋า”

…เสียงเจ้าแพเรียกด้วยน้ำเสียงสดใส

“ไปเถอะจ้ะยาย  แพปูเสื่อไว้ให้ยายนั่งเรียบร้อยแล้ว” 

เจ้าพบพูดเสริมว่า 

“พบเตรียมน้ำและหมากให้ยายด้วยเผื่อยายหิว”

หญิงชราถึงกับหัวเราะเบาๆ อย่างชื่นใจ ปล่อยให้เด็กทั้งสองประคองหญิงชราไปนั่ง

คอยชมบั้งไฟพญานาคริมฝั่งโขง…

พระอาทิตย์กำลังจะลับขอบฟ้า เหล่านกกากำลังจะบินกลับรัง ริมน้ำโขงยามนี้ช่างงดงามยิ่งกว่าภาพวาดที่จิตรกรเติมแต่งเสียอีก แต่นี่คือความจริงที่หญิงชราประจักษ์เห็นด้วยตัวเองที่ยังคงอยู่และงดงามเป็นนิรันดร หญิงชราคุ้นเคยกับความงามตามธรรมชาติของริมสองฝั่งโขงมาตั้งแต่เกิดจนขณะนี้คงเหลือเวลาอีกไม่นาน สังขารวัยชราที่กำลังร่วงโรยไปทุกทีๆ กำลังจะดับลง แต่ในแววตาคู่นี้ยังคงสุกสว่างเป็นประกายฉายแววความปิติสุขที่อยู่ส่วนลึกในก้นบึ้งของหัวใจ

พระจันทร์มาแล้ว พระอาทิตย์พระจันทร์ทาบซ้อนเป็นดวงเดียว ยายพริ้มเพ่งมองและบอกให้พบกับแพมองตามแล้วหญิงชราก็เปล่งวาจาออกมา… 

“พบ แพเอ๋ย…ยายคงจะอยู่กับเจ้าได้ไม่นานสักเท่าไหร่ แต่ยายอยากจะบอกให้หลานทั้ง

สองรับรู้ว่า โลกมนุษย์กำลังถึงจุดเปลี่ยนแปลง ภัยพิบัติกำลังจะเกิดขึ้น มนุษย์ที่เกิดมาต่างแก่งแย่งชิงดี มีความโลภ ความเห็นแก่ตัว ฟ้าดินกำลังลงโทษ ขนาดท่านปู่ท่านย่า เหล่าพญานาคยังใฝ่หาธรรมะ เมื่อเข้า

พรรษาก็พากันจำศีล เมื่อออกพรรษาก็มาฉลองชัยให้เราเห็นเป็นบั้งไฟพญานาค มนุษย์ก็ยังคงไม่เชื่อ พูดกันไปต่างๆนานา ตั้งใจดูให้ดีนะลูก เพราะอีกไม่นานท่านปู่-ท่านย่าจะขึ้นมาดูแลพระศาสนา ตั้งจิตอธิษฐานให้ดีนะลูก หากเรามีบุญเราก็จะได้เห็นด้วยเนื้อตาของเรา เห็นไหมลูก? แสงพระอาทิตย์ พระจันทร์ที่ซ้อนกันส่องลงไปในลำน้ำโขงสวยงามลึกลับเป็นประกายระยิบระยับไปทั่วท้องน้ำแผ่กระจายวงกว้างออกไปไกลโพ้น เตรียมใจให้ดีค่ำคืนนี้หนูทั้งสองจะได้เห็นความอัศจรรย์ของบั้งไฟพญานาคที่สวยสดงดงาม”

“ยายครับ” พบเอ่ยถาม

“เวลาเราอธิษฐานเราจะอธิษฐานยังไง” 

หญิงชรายิ้มรอยเหี่ยวย่นของวัยชราบ่งบอกถึงวัยใกล้ฝั่ง มีเพียงแววตาเท่านั้นที่เป็น

ประกายสดใส 

“อ๋อ…หนูก็อธิษฐานในสิ่งที่ปรารถนา เมื่อเวลาบั้งไฟพญานาคขึ้นเป็นลูกแรกและท่องคำ

นี้ให้ขึ้นใจ……พุทธังบังเกิด เปิดโลกนาคิน ธัมมังบังเกิด เปิดโลกนาคิน สังฆังบังเกิด เปิดโลกนาคิน สังฆังบาทา ซ้ำๆ ยายจะเข้าสมาธิแล้วนะไม่ต้องเรียกยาย หนูตั้งจิตตั้งใจอธิษฐานให้ดีแล้วกัน”

หญิงชราค่อยๆ หลับตาลง เด็กทั้งสองมองหน้ากันแล้วต่างคนก็ต่างท่องตามที่ยายพริ้มบอกซ้ำไปมา

ทันใดนั้น…เสียงเฮพร้อมการปรบมือรอบริมฝั่งโขงก็ดังขึ้น พร้อมๆ กัน ๕ ครั้ง บั้งไฟพญานาคขึ้นปรากฏแล้ว ๕ ลูก เด็กน้อยทั้งสองจับมือกันแน่นด้วยความดีอกดีใจ ซึ่งในขณะที่หญิงชรายังคงนั่งหลับตานิ่งแต่เปื้อนด้วยรอยยิ้ม

“แพๆ” พบสะกิดแพเบา  ๆ

 “เห็นมั้ยๆ เราอธิษฐานตามที่ยายบอก เราก็ได้เห็นแล้วนะแพ  ดูสิ  สวยมากนะ สีชมพู

อมแดงปนส้ม สวยจริงๆ  แปลกประหลาดมาก ตรงกับวันออกพรรษาเป๊ะเลย ยอดเลยนะแพ นั่นไง! ขึ้นมาอีกแล้ว    แพเผลอเขย่าแขนยายพริ้ม หญิงชรายังคงนั่งสงบอยู่ในสมาธิ พบเลยทำเสียงดุ

“แพเนี่ยะ…อย่ากวนยายซิ ยายทำสมาธิอยู่” 

“ก็แพดีใจนี่น่า” เสียงแพพูดอ่อยๆ พบก็เลยยิ้มรับ

“นั่นไงๆ ขึ้นมาอีกแล้ว” 

เสียงเฮรอบริมฝั่งโขงทั้งสองฝั่ง ดังติดๆ กันเป็นระยะๆ คืนนี้ท้องฟ้าเปิดสว่างสุกใส ชาว

ริมฝั่งโขงต่างมีความสุขโดยถ้วนหน้า ยายพริ้มค่อยๆ ลืมตาขึ้นหลังจากที่อยู่ในสมาธินานมากแล้ว และเอ่ยขึ้นว่า…

“อิ่มเอมใจกันแล้วนะลูก  คืนนี้นอนที่บ้านยายนี่แหละตรงชานบ้านนะ  จะได้นอนชม

จันทร์ชมดาว  เพราะคืนนี้ดาวจะดารดาษระยิบระยับเต็มท้องฟ้าจนรุ่งสาง รุ่งเช้าก็จะได้ชมตะวันเพราะพระจันทร์และตะวันเป็นดวงเดียวกันแล้ว พบกับแพก็จะได้เก็บความทรงจำไว้เล่าให้ลูกหลานฟังต่อไปเมื่อหนูโตขึ้นว่า “บั้งไฟพญานาค”นั้นมีจริงและเป็นสิ่งมหัศจรรย์”

มณีจันทร์ฉาย