วิกฤติโควิด สู่ รู้สำนึกคำสอนของพระพุทธเจ้า

นักวิเคราะห์ นักวิชาการ นักประวัติศาสตร์ มัก นำบทบันทึกพยากรณ์อนาคตโลก ที่มีผู้เขียนไว้เมื่อหลายร้อยปีก่อน เช่น นอสตราดามุส ไปจนถึง จารึกในพระคัมภีร์คริสต์ศาสนา ไตรภูมิพระร่วง ยุคพระศรีอารย์ในพุทธศาสนา  ที่จะมีการกล่าวถึง “วันสิ้นโลก” พระเจ้า ชำระล้างบาปมนุษย์ ที่สะสมบาป”เกินลิมิต”ไปแล้ว

มีการตีความสารพัด ส่วนใหญ่จะ เป็น สงครามโลกครั้งที่3-4-5 มนุษย์ฆ่ากันเองในมหาสงคราม ที่จะใช้อาวุธระเบิดปรมาณูถล่มกัน ถล่มสรรพสิ่งในโลกด้วย จน “โลกตาย” อยู่ไม่ได้

มีมนุษยที่หลงเหลือบางส่วน ที่จะ ดินร้น เริ่มต้นเข็น กงล้ออารยธรรม ของมนุษชาติขึ้นมาใหม่ จนกว่าถึงเวลา ท้าทายอำนาจพระเจ้า ( มีภาพยนตร์วิทยาศาสตร์ไซไฟหลายเรื่องหลายยุค ที่ใช้พล็อต พระเจ้าคือ มนุษย์ต่างดาว สร้างโลกไว้เป็น”สวนสัตว์” พอมนุษย์ “ชักจะเยอะ” ทำลายโลก ก็เลย “ริด”มนุษย์ออกไปบ้าง)

ดึงรายละเอียดออกมา จะเห็นว่า “วันสิ้นโลก” ในพระคัมภีร์ apocalypse หรือใน ไตรภูมิพระร่วง จะมีข้อมูลคล้ายๆกัน คือ โลกทั้ง3เปิด สวรรค์ โลกมนุษย์ นรก ได้เห็น”กรรม”ต่างๆ อันเป็นบาปของมนุษย์ จนนำไปสู่การ ชำระล้าง ไฟประลัยกัลป์เผาผลาญ น้ำท่วมโลก

วิกฤติไวรัสโควิด-19 ที่คุกคามโลก มาสี่เดือนนั้น  สามารถตีความว่า เป็นการ “เปิด3โลก” ให้มนุษย์ได้เห็น กรรม หรือการกระทำตัวตน ได้ชัดเจนถ่องแท้

ตั้งแต่บุคคลทรงอำนาจ (เช่น ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์) อำนาจบริหารประเทศของคณะรัฐบาลประเทศต่างๆในโลก ยันไปถึง ชาวบ้านเราท่าน ที่มีข่าวดรามาติก ได้ทุกวันนี่แหละ

การดำเนินการผิดพลาดของอำนาจปกครอง อาจพาประชากรตายหมู่ ไม่อาจควบคุมการแพร่ของเชื้อไวรัสโควิด-19 ได้

นั่นก็ยังมี “มีมุมมอง”ได้สองทาง โดยเฉพาะ ในคริสเตียนหรือมุสลิมที่ยึดมั่นในศาสนา ศรัทธาในพระเจ้าแห่งตน คือ ถ้าจะตายด้วยพระประสงค์ของพระเจ้า คนอ่อนแอ คนแก่ คนขี้โรคภูมิคุ้มกันต่ำ ตายเพื่อ เปิดทางให้ ลูกหลานที่แข็งแรงกว่ามีโลกที่น่าอยู่กว่าเดิม ส่วนหนึ่ง”ของการล้างโลกในแผนของพระเจ้า ก็พร้อมตายไปด้วยยินดี 

ในแง่ของการดำรงสุขภาพประชากรของประเทศต่างๆ  ไม่รักษา ปล่อยให้คนแก่ คนอ่อนแอตายไปด้วยระบบหายใจล้มเหลว ปอดวาย รักษาแต่คนป่วยที่ สามารถ “อยู่รอดได้” ประชากรที่ติดเชื้อ เป็นพาหะ แต่ไม่ตาย คือกลุ่มคนที่สร้างภูมิคุ้มกันไวรัสโควิดโดยธรรมชาติ  immunity system จะไม่เป็นภาระอดีตต่อไป น่าจะเป็นประชากรที่มีรคถุณภาพของประเทศด้วยซ้ำ 

สวีเดน เป็นประเทศหนึ่ง ที่มีผู้เสียชีวิตจากไวรัสโควิด-19 หลายพันคน แต่หลังจากshut down ประเทศไปหนึ่งเดือน ได้ เปิดประเทศสู่ภาวะปรกติ เพื่อรักษาเศรษฐกิจ การงานของประชากร ป่วยก็รักษา ด้วยมีเตียงรพ.เพียงพอ ประชาชนรู้ดี ต่อการรับผิดชอบตัวเองมากขึ้น ในการอยู่ร่วมสังคม ที่สำคัญคือ ต้องการให้ immunity system เป็นสิ่งที่ประชากรได้รับเอง อันเป็นผลบวกในระยะยาว

เมื่อถึง จังหวะหนึ่ง ที่ต่างได้รับรู้ หลายสิ่งเป็น “บทเรียน” กฎกติกาสังคม ทั้งการทำงานของรัฐบาล ทั้งการเผชิญวิกบากกรรมโดยรวมร่วมกัน  ก็ต้องมี การก้าวเดินที่พัฒนาขึ้นร่วมกันคือ … ประชาชนต้องรับผิดชอบตัวเอง..ไม่ใช่ให้รัฐบาลแบกรับไว้ทุกสิ่งทุกอย่าง

เป็นไปได้ว่า กลุ่มประเทศสแกนดิเนเวีย จะมีนโยบายในแนวทางเดียวกับ สวีเดน

นั่นโลกของเขานะครับ..ซีกโลกตะวันตก ไม่ใช่โลกของเรา ซีกโลกตะวันออก

ประเทศไทยเรา นโนยบายของรัฐบาล เรือเหล็กลุงตู่คือ “เราจะก้าว รอดพ้นไปด้วยกัน” อุ้มชูคนไทยทุกคน

การทำงานอาจมีบกพร่อง เพราะอยู่”มือมนุษย์” มีเรื่องที่ต้องแก้กันไปทุกวัน ตำหนิติฉันกันได้ทุกวัน ในความคิดที่”อยู่ตรงกันข้าม”กับรัฐบาล ขณะที่มุมมอง ในประเทศ ลุ่มๆดอนๆ เป็นเช่นนี้ กระนั้น ประเทศไทยก็ได้รับการยกย่องจาก “มุมมองสากล”ว่า เป็นประเทศที่มีนโยบาย ต้านวิกฤติไวรัสโควิด-9 ที่ดีที่สุดในโลกประเทศหนึ่ง มีระบบการดูแลประชากรอันยอดเยี่ยม ที่ประเทศยุโรปซีกโลกตะวันตก ยันมหาอำนาจโลกอย่างสหรัฐอเมริกา เทียบไม่คิด

คนไทย เป็นประชากรที่ มหาชนคนทั้งโลกมากมายหลายประเทศอิจฉา ทั้งระบบการสาธารณสุขที่เป็นพระเอกปราบไวรัสโควิด-19 ทั้งนโยบายสวัสดิการรัฐบาล..เราจะก้าวไปด้วยกัน

กลับมาที่การ “ตีความ”  วิกฤติโควิด-19  คือ ปรากฏการณ์การ “เปิดโลกทั้ง3” ตามพระคัมภีร์

จำวลีพระสอน..สวรรค์อยู่ในอก นรกอยู่ในใจ..ได้ไหมครับ

ที่แท้ ทุกอย่างก็อยู่ใน จิตใจ ในตัวตน และ กรรม ของมนุษย์ทั้งนั่นแหละ..ไม่ใช่รอ เงยหน้าเป็นสวรรค์เปิด หรือ ไพนรกพุ่งพวย ปีศาจขึ้นมากินเลือดกินเนื้อมนุษย์หรอก

เราจึงเห็น “กรรม”การกระทำของมนุษย์ อันแตกต่าง เห็น “สวรรค์” การทำความดี ต่อกัน เห็น”นรก” แรงบาดหมาง ชิงชัง สาดบาปใส่กันของมนุษย์

กระทั่งการถล่มด่าทอในประเด็นต่างๆที่เรียกว่า ความเห็นชาวเน็ต ก็คือการตั้งศาลเตี้ยประชาชน พิพากษาผู้อื่น ไม่แตกต่างกับ ศาลประชาชนในปฏิวัติฝรั่งเศส  ที่พอใจเห็น จำเลยขึ้นตะแลงแกงกิลโยตินด้วยความสะใจ มากกว่าเหตุผลข้อเท็จจริง ในองค์ความรู้แห่งกฏหมาย

มีปรากฏการณ์ “เปิด 3 โลก” สวรรค์ นรก ที่มาจาก กรรม การกระทำของโลก เป็นข่าวดรามาติกในสื่อโซเชียล ให้เราได้เสพทุกวัน

ไม่ว่าเรื่องไร้สาระ กับเป็น “ตัวอย่าง”แห่งสาระมนุษย์ ที่จมคลั่กอยู่ในโลกย์แห่งกรรม

กระทั่งเรื่องโจ๊กถุง ข้าวถุงของแจกแท้ๆ ก็ยังเป็นข่าว “ตำกระดองใจ” ตกลงใครผิดกันแน่?

ก็เพราะ คนเรา มักมีนิสัยสันดาน หาคนผิด ..เพื่อจะ ลงโทษคนนั้นมาตลอดไงครับ

โดยลืมหลักการปฏิบัติที่ พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอนไว้เมื่อสองพันห้าร้อยปีก่อน อันเป็น “แก่น”แห่งการทำงานจริงๆ

              พรหมวิหาร4 เมตตา อยากให้ผู้อื่นมีความสุข 2 กรุณา อยากช่วยให้ผู้อื่นพ้นทุกข์ 3 มุทิตา ยินดีกับความสุขที่ได้รับของคนอื่น และ 4 อุเบกขา ใจนิ่ง ใจเป็นกลาง ต่อความสุขความทุกข์ของตนเองและของผู้อื่น

พรหมวิหาร4 จะทำให้ เกิดปัญญาในการทำงานแบบ เดินในสายกลาง .

ไม่เขม็งเกินไป ไม่หย่อนยานเกินไป สร้างประสิทธิภาพผลของงานจักสำเร็จ มากกว่าผิดพลาด

ถ้าคนของรัฐ ที่ใช้อำนาจ พรก.ฉุกเฉิน ควบคุม ความประพฤติของชาวบ้าน เรียนรู้ที่จะใช้ พรหมวิหาร4 ในหน้าที่การทำงาน

แทนที่จะใช้อำนาจ พ.ร.บ.ฉุกเฉิน ไม่ว่าเคอร์ฟิว ไม่ว่า ระบบ social distancing จับคนกระทำผิดท่าเดียว

ก็ใช้กำลังลูกน้องสิบกว่าคน ไปช่วยจัดระเบียบแถว เว้นระยะ social distancing ช่วยนับจำนวนคนให้พอดีกับจำนวนของบริจาค  คนเข้าแถวเกินก็ให้แยกย้ายกันไป.

แค่นี้ แสนง่ายดาย กลับคิดไม่เป็น ทำไม่เป็น

ก็นี่แหละครับ..วิถีแห่งมนุษย์ ที่จบคลั่กในสังคม มี่ทั้งเบียดเบียดเบียนกันโดยไม่รู้ตัว ด้วย กรรม-การกระทำที่ไม่พอดี ไม่ใช้ปัญญา ใช้พรหมวิหาร 4

ผมเชื่อว่า คนส่วนใหญ่ยุคนี้ โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ข้าราชการ คนของรัฐ ตั้งแต่ผู้ว่าฯ ปลัดจังหวัด นายอำเภอ ยันไปถึง เจ้าหน้าที่ชั้นผู้น้อย เยอะแยะ  ไม่รู้จักหลักปฏิบัติหน้าที่ในหลัก พรหมวิหาร4 เพราะ อยู่ในระบบที่เคยชิน “รับคำสั่ง ปฏิบัติทันที” หน่วยเหนือสั่งอะไรมา..มึงก็ทำไป.

ทำให้กลายเป็นพวก “หัวเหลี่ยม”square head  คิดบวก คิดนอกกรอบไม่เป็น

ไม่งั้นจะมีเรื่องราว ดรามาติก หัวเราะมิออก ร้องไห้มิได้..ในสื่อโซเชียลทุกเมื่อเชื่อวันหรอกรึ

ยอดทอง