เบญจพล เถาว์กายา

เบญจพล เถาว์กายา
ปัตตาเวีย เซ็นจูรี่ กอล์ฟ คลับ
“งานบริการเป็นเรื่องของความพึงพอใจ”

เล่นกีฬาไม่เก่ง : สมัยเด็กผมเป็นเด็กเรียน เรียนค่อนข้างดี แต่ไม่ชอบกีฬาเลย เล่นอะไรก็ไม่เก่ง แค่พอเล่นเป็น ส่วนคุณพ่อเป็นคนชอบเล่นกีฬา ทำงานที่ธนาคารเพื่อการเกษตร จนวันนึง ท่านได้จัดตั้งชมรมกีฬาที่ธนาคารฯ มีทั้งชมรมกอล์ฟ, ฟุตบอล ผมก็ตามคุณพ่อไป ได้ดูพ่อเล่นกอล์ฟ จนเกิดความสงสัยว่าเล่นอะไรก็ไม่รู้ ร้อนก็ร้อน แต่ยังเล่นกันอยู่ได้ ความรู้สึกตอนนั้นคือไม่ชอบเลย

เล่นกอล์ฟเพราะพ่อ : จนอายุประมาณสิบห้า ช่วงเริ่มวัยรุ่น นั่งดูพ่อตีกอล์ฟ ท่านเห็นผมมอง เลยถามว่า จะลองตีมั้ย ก็ตอบไปว่า ได้ครับพ่อ ลองก็ลอง แต่พ่อไม่ได้สอนเอง จัดโปรมาจับวงให้เลย หัดอยู่สองเดือน ก็เริ่มออกรอบ

อยากเป็นนักบิน : เคยใฝ่ฝันอยากเป็นนักบิน ตั้งใจจะเรียนเตรียมทหาร นายเรืออากาศ แล้วไปเป็นนักบิน ตามแผนที่คุณพ่อวางไว้ให้ ลองหัด ลองฝึก ในสิ่งที่จะใช้ทดสอบทักษะ เช่น ขณะที่มือขวา วาดรูปวงกลม มือซ้าย ก็วาดรูปสามเหลี่ยม ทำพร้อมกันทั้งสองข้าง ไปเรียนกวดวิชา จนสอบผ่านข้อเขียน แต่ไม่ผ่านสัมภาษณ์ ก็กลับมาเรียน ม.ปลาย ต่อจนจบ ม.6

เปลี่ยนแผนชีวิต : การเป็นนักบิน คือความฝันที่คุณพ่อคุณแม่วาดฝันไว้ ซึ่ง ณ เวลานั้น ผมเองก็ชอบ เพราะยังค้นหาตัวเองไม่เจอเหมือนกัน ก็คิดไว้ในใจคิดว่า ถ้าไม่ได้เรียนเตรียมทหารตามแผนแรก ก็อาจจะไปเรียนนิติศาสตร์ ตามความถนัดของตัวเองในเรื่องความจำ แต่พอจบ ม.6 ก็เปลี่ยนแนวอีก

เรียนบริหาร : ผมไปเรียนบริหารการตลาด ที่ มหาวิทยาลัยหอการค้า นั่นคือจุดเปลี่ยน เรียนมหาวิทยาลัย สนุกมาก อยู่กับแสงสี สมัยก่อนยังไม่มีการจัดระเบียบ สองข้างทางมีร้านอาหารเต็มไปหมด แต่ผมก็เอาตัวรอดมาได้ และยังค้นพบว่า ตัวเองเหมาะกับอาชีพการขาย ชอบความเป็นกันเอง ชอบพบปะผู้คน เริ่มรู้สึกอยากจะขายของ

เริ่มต้นอาชีพ : เรียนจบก็สมัครงานเป็นพนักงานขายรถยนต์ทันทีเลย ขายดีพอสมควร อาศัยคอนเน็คชั่นจากคุณพ่อมาช่วย ทำได้ประมาณสองปีก็เปลี่ยนอาชีพ ขึ้นไปทำธุรกิจกับเพื่อนที่เชียงใหม่ เปิดร้านขายของที่ระลึก จิปาถะ แล้วยังมี คาร์แคร์ ร้านอาหาร แต่ธุรกิจทำไปแล้วไม่ได้อะไร ทนทำอยู่หลายปี แต่ระหว่างนั้นก็เล่นกอล์ฟไปด้วยตลอด

ไม่เคยห่างกอล์ฟ : พอเริ่มเล่นกอล์ฟ ก็เริ่มมีความสนใจกอล์ฟมากขึ้น ยิ่งเล่นยิ่งสงสัยว่ากีฬาอะไร ทำไมยากอย่างนี้ พอเจอกับตัวเองจึงเข้าใจว่า ทำไมคนถึงเล่นแล้วติด ทำให้ผมเข้าสนามไดร์ฟทุกวัน ตีวันละเป็นสิบถาด แล้วก็เล่นกอล์ฟมาตลอดตั้งแต่เรียนมหาวิทยาลัย เล่นได้ค่อนข้างดีพอสมควร แต้มราว ๆ 80 เล่นกับเพื่อน ๆ เป็นประจำทุกเสาร์อาทิตย์ ที่สนามปัญญา แต่ส่วนใหญ่จะเล่นกับเพื่อนคุณพ่อ เล่นเพื่อความสนุก ไม่เคยคิดว่าจะเอาดีทางกีฬานี้

เริ่มกลับมานับหนึ่งใหม่ : สิ่งเดียวที่เราพอจะรู้เรื่อง กีฬากอล์ฟ จังหวะนั้นพอดี มหาวิทยาลัยรามคำแหง เปิดสอนวิชา บริหารจัดการกอล์ฟ เป็นรุ่นแรก ผมก็ไปสมัครเรียน โดยโอนหน่วยกิจจากวิชาที่เคยเรียนไว้ได้ ทำให้เรียนแต่วิชาเฉพาะทางด้านกอล์ฟ จนเรียนจบ

ราชพฤกษ์ คลับ : ทำงานด้านกอล์ฟครั้งแรกที่นี่เลย เริ่มจาก มาร์แชล, สตาร์ตเตอร์ ตำแหน่งที่ไม่เคยคิดว่าจะได้เป็นมาก่อน ไปเรียนรู้ใหม่หมด ถือว่าเป็นโอกาสดีมาก ได้ผู้ใหญ่เป็นอาจารย์สอนที่ดีมาก สอนในทุกอย่างในมุมมองที่ไม่เคยเห็น

หัวใจของงาน : คือการบริการ จะให้บริการคนต้องเริ่มยังไง ไม่เคยรู้มาก่อน, เราเคยเป็นนักกอล์ฟเข้าไปใช้บริการ แต่ไม่เคยบริการใคร พอเราไปเป็นผู้ให้บริการเอง ก็เข้าใจว่า นักกอล์ฟต้องการอะไร เมื่อเราเริ่มทำงานจากจุดเล็ก ๆ ทำให้ให้เกิดความเข้าใจในงานอย่างละเอียด ยิ่งช่วยให้พัฒนาตัวเองได้เร็วขึ้น

ปัตตาเวียฯ : ทำงานอยู่ที่ราชพฤกษ์ฯ ประมาณห้าปี ก็มีการปรับเปลี่ยนหน้าที่ จนในที่สุดผมได้มาเริ่มตำแหน่งผู้บริหารที่สนามปัตตาเวีย เซ็นจูรี่ เป็น ผู้จัดการฝ่ายกอล์ฟ แล้วขึ้นมาเป็นผู้จัดการทั่วไป โชคดีที่ผู้ใหญ่เชื่อมั่นว่าทำได้ และผมเองก็มีความมั่นใจในการทำงาน อีกทั้งผู้จัดการคนก่อน (โปรกาญจน์ บุพศิริ) และทีมงานยุคแรกที่เข้ามาดูแลเก่งมาก ปูพื้นฐานไว้ให้อย่างแข็งแรง ทำให้พวกเราทำงานได้ง่ายขึ้น สามารถเข้ามาต่อยอด เพิ่มเติมในสิ่งที่ไม่มีได้ง่ายขึ้น ปัญหาใหญ่ ๆ จึงไม่ค่อยพบ นับว่าโชคดีมาก

งานบริหาร : จากที่เคยทำงานรับคำสั่ง พอเริ่มขยับขึ้นมาเป็นผู้บริหาร สิ่งแรกที่ต้องคำนึงถึงคือ การสร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกน้อง ทำยังไงก็ได้ให้เขาเกิดความเชื่อมั่น กำหนดนโยบายต่าง ๆ ถ้าเราคุมคนไม่อยู่ ดูแลไม่ได้ งานก็ไม่เดิน การที่ทีมงานเคยทำงานด้วยกัน ก็เหมือนกับพวกเราผ่านโรงเรียน ราชพฤกษ์ มาด้วยกัน ทำให้เรามองเห็นภาพรวมไปในทิศทางเดียวกัน

คนใหม่ ปัญหาใหม่ : หน้าที่เราคือ ทำอย่างไร ให้ทุกคนมีความพึงพอใจ ให้ทุกคนได้เริ่มออกรอบ โดยไม่ให้เกิดความโกลาหล และไม่ทำให้นักกอล์ฟเกิดความรู้สึกไม่ดี เมื่อครั้งทำงานกับทีมงานใหม่ เคยเกิดเหตุการณ์รับนักกอล์ฟเกินจำนวน แล้วเวลาทีไทม์ซ้ำซ้อนกัน ทั้งหมดเป็นนักกอล์ฟเกาหลี เราต้องแก้ปัญหาด้วยการจัด มินิ ช็อตกัน พานักกอล์ฟแบ่งไปเริ่มออกตามหลุมต่าง หาทางออกให้ แล้วต้องคอยเจรจา ดูแลเขาให้ได้ออกกันครบ และควบคุมให้อยู่ในเวลา ทันกับนักกอล์ฟฝรั่งกลุ่มต่อไป ซึ่งต้องการจะออกรอบที่ หลุม 1 เท่านั้น ตามสิทธิ์ที่จองไว้

ต้องรู้ใจนักกอล์ฟ : นักกอล์ฟญี่ปุ่น ต้องยกให้ในเรื่อง ระเบียบวินัย จองเวลาไว้เมื่อไหร่ ต้องมาเตรียมตัวก่อนเวลาเป็นชั่วโมง ก่อนเวลา 5 นาที เดินไปรอที่แท่นทีออฟแล้ว, ถ้าเป็นฝรั่งก็จะใกล้เคียงกัน แต่จะไม่เตรียมตัวนานขนาดนี้ ส่วนนักกอล์ฟบ้านเรา เรื่องเวลาจะไม่เคร่งครัดนัก มีช้า มีสายบ้าง ส่วนนักกอล์ฟเกาหลี สำหรับผมแปลกที่สุด ไม่เคยเจอมาก่อน เขาอยากเล่นกอล์ฟมากที่สุด ตอนไหนก็ได้ ตรงไหนก็ได้ ขอให้ได้ลงไปตี ซึ่งการเข้าใจธรรมชาติโดยรวมของนักกอล์ฟแต่ละกลุ่ม จะช่วยให้เราทำงานบริการทางด้านนี้ได้ดีขึ้น

จุดขาย : ถ้าเทียบกันแล้ว ผมมั่นใจว่า สนามเราไม่เป็นรองใคร ไม่ว่าจะเป็นแฟร์เวย์ แท่นทีออฟ กรีน ตกหยุด พัตต์วิ่ง เป็นที่น่าพอใจ ข้อดีที่สุดอีกอย่างคือ หน้าฝนไม่แฉะ รถกอล์ฟสามารถวิ่งถึงลูก ตีได้เลย ในอนาคต ผมยังมีความฝันว่า ในอนาคต อยากจะมีเพิ่มเป็น 27 หลุม หรือ 36 หลุม เพราะช่วงไฮซีซั่น ปลายปีข้ามถึงต้นปี สนามโซนนี้แน่นไปหมด

บริการเหนือความคาดหวัง : ด้วยทำเลที่ตั้งค่อนข้างไกล ละแวกนี้มีชุมชนใกล้เคียงเพียงแห่งเดียว คนพื้นที่มีไม่มากนัก แรงงานในสนามจึงค่อนข้างหมุนเวียนบ่อยองค์ประกอบที่ทำให้สนามกอล์ฟประสบความสำเร็จ ถ้าตัดเรื่องทำเลที่ตั้ง เรามีเทคนิคอย่างเดียวที่บอกให้ทุกคนช่วยกันทำคือ ใส่ใจนักกอล์ฟเพิ่ม เดาใจว่าเขาอยากได้อะไร แล้วเราให้เขามากกว่านั้น งานบริการเป็นเรื่องของความพึงพอใจ เรื่องของความรู้สึก เวลานักกอล์ฟขึ้นมา ต้องจำหน้าได้ รู้จักทักทายชื่อ นั่งปุ๊ปต้องรู้ว่าเขาต้องการอะไร ต้องสอนให้เขารู้ว่า การบริการให้เหนือกว่าการคาดหวัง หลักการนี้ใช้ได้ทุกคน รวมถึงแค้ดดี้ด้วยเช่นกัน

ขายฝันที่เป็นจริง : ผมบอกเสมอว่า ถ้าอยากได้โบนัส ขอให้ทำตามคำแนะนำของผม รับรองว่าไม่พลาดแน่ อะไรที่ช่วยเขาได้ เราทำเต็มที่ เมื่อชีวิตเขาดีขึ้น เขาก็รักองค์กรมากขึ้น อยากอยู่กับเรานานขึ้น เราสร้างโอกาส ขายฝันให้เขา ทำให้มีโอกาสเจริญเติบโตไปได้จริง อย่างเรื่องแค้ดดี้ ก่อนหน้านี้ อยู่กันแบบไปวัน ๆ พอเราเข้ามา มีการปรับปรุงในทุก ๆ ด้าน เช่น อัตราค่าแรง แต่การจะได้รับผลตอบแทนเพิ่มขึ้นได้นั้น คุณต้องปรับปรุงตัวเองด้วย เริ่มจากรู้จักดูแลตัวเอง มีสีหน้าอัธยาศัยยิ้มแย้ม ใส่ใจในงานที่ทำ แล้วหลาย ๆ อย่างจะดีขึ้น ไม่ว่าจะเป็นหญิงหรือชาย ก็มีโอกาสที่จะได้รับสินน้ำใจได้มากขึ้น นักกอล์ฟบางคนก็ชอบให้แค้ดดี้ผู้ชายถือถุง เพราะมีสามารถให้คำแนะนำได้ละเอียด แค้ดดี้ผู้ชายของสนามฯ ตีกอล์ฟเก่งทุกคน เราเปิดโอกาสให้แค้ดดี้ทุกคนเล่นกอล์ฟ ทุกวันจันทร์ และ พฤหัส หลังบ่ายสาม ลากถุงกันไปออกรอบได้เลย เพราะถ้าเล่นกอล์ฟเป็น คุณก็จะเข้าใจเกมและพัฒนาศักยภาพตัวเองได้อีก

มวลชนเป็นเรื่องสำคัญ : ผมได้เห็นอะไรหลาย ๆ อย่าง ของที่นี่ ได้เห็นท้องถิ่น ได้เห็นวิถีชีวิตชาวบ้าน ได้เห็นพนักงานของเรามีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี มีความสุขมากขึ้น สร้างคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ปลดหนี้ได้, ถนนหนทางเมื่อก่อนลำบากมาก หลังจากไทยเบฟฯ ได้เข้ามา มีการพัฒนามากขึ้น ทั้งตัวสนาม และพื้นที่รอบข้าง รวมไปถึงถนนหนทาง ซึ่งได้ประสานงานกับหน่วยงานของทางการ ทำให้ได้รับประโยชน์ร่วมกัน เช่นโรงเรียน เราส่งพนักงานไปบำรุงรักษาดูแล ตัดหญ้าให้ มีการสนับสนุนงานวันเด็ก หรือกิจกรรมสำคัญอื่น ๆ ของหน่วยงาน หรือชุมชนด้วย

ทำแบบเดิม ได้ผลลัพธ์แบบเดิม : ทุกวันตื่นขึ้นมา ผมจะถามตัวเองว่า วันนี้เราพร้อมจะตั้งใจทำทุกอย่างให้เต็มที่ ทำให้ดีที่สุดรึยัง แล้วดีที่สุดเป็นแบบไหน กำหนดเป้าหมายของตัวเองขึ้นมา แล้วทำให้บรรลุให้ได้ ทำให้สำเร็จในทุก ๆ วัน, ทุกวันนี้ผมบริหารได้ค่อนข้างง่ายขึ้น เพราะพวกเราทุกคนทำงานกันไปในทิศทางเดียวกัน เราบริหารเพื่อให้เขาทำงานให้เรา หน้าที่คืออธิบายให้เขาเข้าใจว่า ทำแล้วจะได้ประโยชน์อย่างไร ผมต้องการเป็นผู้บริหารที่พนักงาน ให้ความไว้เนื้อเชื่อใจเรา ไม่ต้องไปบังคับเขา ให้เขาอยากทำงานของเขาเอง แล้วงานจะออกมาดีครับ