ไปกันใหญ่แล้ว

ความวุ่นวายของบรรดาผู้คนในโลกใบนี้ นอกจากจะทะเลาะกันเองในยามที่อยากได้ของที่เป็นของคนอื่น เพราะจากประวัติศาสตร์ของแต่ละประเทศหรือสมัยที่ยังไม่มีคำว่า “ประเทศ”เราก็รบราฆ่าฟันกันแทบจะทุกมุมของโลก แต่นั่นหมายถึงว่าความโลภเหล่านั้นที่มนุษย์มีมักก่อให้เกิดความขัดแย้งหรือแย่งชิง โดยเกือบจะทุกการรบพุ่งก็มักจะมาจากความอดอยากเป็นหลัก จากนั้นก็จะเกิดจากความไม่พอเกินไปอีกนิดคือ เกิดจากความเชื่อ ไม่ว่าจะเป็นลัทธิหรือศาสนา มันเคยก่อให้เกิดการฆ่าแกงกันเป็นร้อยๆปีมาแล้ว…มาอีกก็เป็นสงครามโลกที่เกิดมาถึงสองครั้งสองครา มีผู้คนตายไปเป็นเรือนแสนเรือนล้านก็ว่าได้…นี่ยังๆไม่รวมถึงการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ที่เพิ่งเลิกรากันไปเมื่อไม่นาน แต่ทั้งหลายทั้งปวงเราจะมีศัตรูหรืออะไรก็ช่างที่เราสามารถมองเห็นและจับต้องได้ตลอดเวลา การหลบซ่อนในที่เร้นลับซักนิดเพียงพ้นสายตาก็ถือว่า “หลบหลีกได้แล้ว” แต่กับคราวนี้เราต้องรบรากับสิ่งที่เรารู้ว่ามีแต่มองไม่เห็นแถมพกด้วยมันมีอยู่ทุกที่เสียด้วย เมื่อเจ้าศัตรูตัวร้ายเข้าจู่โจมหากไม่พบเจอกันก่อนโอกาสตายสูงมาก หรือถ้ารอดก็สะบักสะบอมเต็มที่…ความที่ศัตรูที่ว่าเนี่ยสามารถเดินทางไปได้เป็นครึ่งซีกโลกโดยมีมนุษย์นี่แหละเป็นพาหะผู้นำพาชั้นดี แต่ผู้ส่งต่อกลับไม่รู้ว่าเรามีเชื้อโรคร้ายอยู่หรือกว่าจะรู้เจ้านี่ก็กระโดดไปอยู่ที่คนอื่นเข้าให้อีก ดังนั้นเชื้อตัวนี้มันร้ายนักร้ายหนาขอบอก…

มนุษย์ในอีกซีกโลกหนึ่งทั้งอากาศที่พอเหมาะบวกด้วยพฤติกรรมที่ต้องมีการโอบกอด จับมือ ชนแก้ม ฯลฯ ทั้งหมดล้วนเป็นเส้นทางของนรกที่มนุษย์เราพาไปในยุโรป และอเมริกาหรือจะใช้คำว่า “ฝรั่ง”มักมองคนเอเชียเราเป็นพวกล้าหลัง ทั้งที่ความเขลาที่เขามีมันก็ไม่น้อยกว่ากันเลย เป็นงายบางประเทศต้องปิดการเดินทางทั้งหมดเพื่อให้ผู้คนรอดจากความทุกข์ครั้งนี้ เมือง “อู่ฮั่น”ที่เรารู้จักในแง่ของเมืองที่เป็นต้นกำเนิดของโรคร้ายนี้ รัฐบาลเขาปิดเมืองห้ามประชาชนเข้าออก ห้ามทำกิจกรรมที่ก่อให้เกิดการระบาดของโรค มีการใช้กฎเหล็กที่เคร่งครัดแทบจะทุกอย่างเกือบนิ่งสนิท เมืองที่เคยเป็นเมืองแห่งผู้คนกลับกลายเป็นเมืองร้างถนนหนทางเงียบสนิท ซึ่งในสายตาของชาวยุโรปหรืออเมริกาพากันมองว่า “เขาทำเกินไปมั้ย” สุดท้ายเมืองจีนเริ่มผงกหัวขึ้นผู้คนที่ติดเชื้อลดน้อยลงเป็นหลายเท่าตัว หรืออาจเรียกได้ว่ายาแรงที่เขาใช้อย่างเดียวคือ “ความเด็ดขาด” แล้วตอนนี้ก็มีประเทศที่ยอมรับเอานโยบายอย่างที่เอเชียเราทำแล้วได้ผลมาใช้กับพลเมืองเขาบ้าง ซึ่งผลลัพธ์จะดีกว่าหรือเปล่าก็ยากที่จะคาดเดาได้ อันนี้อาจจะเป็นคำว่า “เสรี” กันมากเกินไปหรือเปล่า กลับมาที่บ้านเราใครทำผิดแล้วคิดจะกลับใจมันก็ไม่สาย เพียงแต่ความรับผิดชอบต่อชาติต่อบ้านเมืองมีกันหรือเปล่า ในชีวิตก็เพิ่งจะพานพบว่า “ใครที่หลบหนีการตรวจโรค หากใครแจ้งเบาะแสจะได้รางวัลนำจับเป็นหมื่น”…แบบนี้จะไม่เรียกว่า “ไปกันใหญ่แล้ว”…ก็ไม่รู้จะเรียกว่าอะไร…

ครูไก่