กระแสที่ไม่ได้รับการตอบรับ

ในวงการเทนนิสระดับโลกย่อมรู้กันอยู่ทั่วไปว่า การพัฒนาเด็กขึ้นไปสู่ระดับโลกให้ได้สักคนมันยากเย็นแสนเข็ญเป็นที่สุด สำหรับในฟากฝั่งที่เป็นฝรั่งมังค่าเขานั้น การมีสโมสรหรือสนามเทนนิสของชุมชนมันเป็นเรื่องปกติธรรมดา เพราะเขาถือว่าสนามเทนนิสเป็นหนึ่งในความเป็นไปได้ในการต่อยอดไปสู่ความเป็นอาชีพได้ไม่ยากเย็นอะไรนัก จะด้วยเพราะว่าการจัดการกับกีฬาของเขามันถูกพัฒนามาเป็นร้อยๆปีก่อนหน้าเราเห็นจะได้ หรือการจับต้องกีฬาชนิดนี้เป็นเรื่องง่ายดายก็คงว่าได้ เช่นเมื่อครั้งที่ครูไก่มีโอกาสไปพำนักอยู่ในยุโรประยะนึงแล้วเมืองที่ไปอยู่ถึงแม้จะเป็นเมืองท่องเที่ยวก็จริง ที่ทางอาจจะแพงโขอยู่แต่ในหมู่บ้านแทบจะทุกที่มักจะมีสนามเทนนิสอยู่เสมอ…จะเป็นฮาร์ทคอร์ท หรือสนามดินก็ว่ากันไป หรือบางทีเราไปนั่งดูคนแถวๆนั้นเขาเล่นกันก็ไม่ได้เห็นความเก่งกาจอะไรมากไปกว่าเราเลยจริงๆ

แต่เวลามีการจัดการแข่งขันในแต่ละครั้งแต่ละครามักจะมีคนแห่แหนเข้ามาดูกันเหมือนยัดทะนาน แล้วยิ่งเป็นรอบลึกๆด้วยแล้วบัตรเข้าชมเหมือนมันหากันได้ยากยิ่ง แบบนี้เห็นแล้วมันก็น่าจัดแข่งนะครับ แต่กับของเราเวลาจัดแข่งในแต่ละคราวผู้ประกาศอาจจะต้องบอกว่า “สวัสดีครับท่านผู้เล่นต่อไปเป็นรายนามของท่านผู้ชม” ทำไมมันโหรงเหรงวังเวงเป็นป่าช้าทั้งๆที่ของเราเองการจัดการมันก็เข้าขั้นเทพอยู่เหมือนกัน แล้วมิหนำซ้ำคู่ชิงก็มีเราเป็น 1 ใน 4 ของผู้เล่นแถมเรายังได้แชมป์อีกด้วย…สุดท้ายก็เงียบงันไปตามๆกันคือ “จบงานก็จบกัน” สมาคมไม่มีอะไรเอามาอวดโฉมชาวเราได้เลยสักนิดหรือการจัดที่ดั้นด้นไปจัดกันถึง “หัวหิน”โน่น ถามจริงมันใช่เรื่องมั้ยครับ บ้านเราเมืองเรามนุษย์ที่รักเทนนิสเรียกว่าเข้ากระดูกเนี่ยมันเหลือน้อยเต็มที แล้วชิงไปจัดซะไกลปืนเที่ยงเข้าไปอีกผมคนนึงถึงแม้จะมีชีวิตอยู่กับกีฬานี้มานานก็ขอผ่านไปก่อน

ในช่วงนึงที่เทนนิสกำลังร้อนสุดๆคณะเราไปจัดการแข่งขันที่ “THE MALL”บางกะปิ คัดเอาเด็กหัวกะทิอายุ 14 -16 ปี ชายมาแข่งที่ MCC HALL ยังมีคนดูเป็นร้อยๆเลยจ้า แล้วเห็นการจัดที่แล้วมาขนาดมีการชิงเงินรางวัลกันถึง  25,000 ยูเอสดอลล่าร์ แต่ค่าของมันกลับไม่มีอะไรจะบอกได้ว่ามันจะไหวมั้ยไอ้เรื่องของกระแสที่อยากให้เกิดขึ้น หรือจะจัดเพราะความเป็นส่วนตัวของเจ้าของสถานที่ เรื่องแบบนี้ต้องมาวิเคราะห์กันอีกทีว่า เรื่องแบบนี้มันเหมาะควรหรือไม่อย่างไร. บางทีการที่เราจะทำอะไรให้มันเกิดบรรเกิดผลในเร็ววันมันคงเป็นเรื่องยากเย็น แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีทางเป็นไปได้เพียงแต่ต้องวางแผนว่าเราจะเอาผู้คนที่สนใจในการแข่งขันเขามาดูกันอย่างไร…ส่วนเรื่องกระแสในความตื่นตัวในวงกว้าง เรมีอยู่สองสามตัวอย่างมาแล้ว…คนแรกคือ ต๋อง ศิษย์ฉ่อย ต่อมา เจ้าบอล ภราดร  สุดท้ายที่เห็นเป็นเนื้อแท้ก็ โมกับเม…แต่ที่จับต้องได้มากที่สุดและมีความเป็นไปได้สูงสุด รัชนก อินทนนท์ ไปวางแผนเอาว่าจะทำอย่างไรกันดี

ครูไก่