กิจกรรมที่หายจากเด็ก
ชีวิตจากเด็กน้อยสู่เยาวชนไปเป็นวัยรุ่นหมุนไปเป็นผู้ใหญ่ใครที่รักษาชีวิตด้วยกิจกรรมพื้นฐานของมนุษย์เวลานี้ชีวิตถ้าไม่มีโรคภัยมาจับจองพื้นที่ในร่างบอกได้เลย “ชีวิตสบายๆ” เพราะจะเดินเหินอะไรมันยังคงพอเหมาะพอเจาะกับสังขารที่มีหรือแม้จะหยิบจับมันก็ยังคงมีความแม่นยำระหว่างสายตากับประสาทสัมผัสที่มีอยู่แต่ด้วยมนุษย์ที่เป็นมนุษย์ป้ามนุษย์ลุงรุ่นนี้อายุก็ต้องมีใกล้ๆ 60 เข้าไปแล้วแล้วชีวิตก่อนหน้าเมื่อ 50 กว่าปีก่อนพวกเขาหรือพวกเราทำอะไรกันบ้างของเล่นสมัยนั้นส่วนมากก็จะเป็นจำพวกต้องพึ่งพาความสามารถของเด็กเองนั่นคือการเล่นแทบทุกชนิดต้องพึ่งพาความคิดสายตา มือขาเพื่อให้เกิดความสำเร็จนั่นก็คือความสนุกสนานส่วนมากก็เป็นกิจกรรมกีฬาที่มีอยู่อย่างจำกัดในเวลานั้นผมจำได้ดีว่าโรงเรียนที่เคยได้ความรู้มามีสนามบาสกับสนามฟุตบอลใกล้ๆกัน ฟุตบอล 1 ลูกก็เล่นกันเป็นร้อยคน หรือแม้บาสก็ต้องมีเกือบ 30 คนต่อ 1 ลูกดังนั้นในช่วงพักกลางวันการได้เล่นบอลแล้วมีโอกาสสัมผัสลูกสักครั้งสองครั้งมันเลิศสุดๆแล้ว เเล้วการยิงประตูได้ด้วยมันคือ “เทพ” ชัดๆ
มองมุมที่สนามบาสเจ้าตัวเล็กที่มาจากบ้านนอก ทั้งชั่วโมงพักกลางวันดีที่สุดก็ทำได้แค่วิ่งไปวิ่งมาตามลูกบาสดังนั้นการเล่นที่เป็นอุปกรณ์ที่ว่าก็จบไปส่วนมากก็จะเป็นกระต่ายขาเดียวกับการกระโดดหนังยางเสียเป็นส่วนมาก แต่เชื่อหรือไม่ว่าเกมที่เราเล่นกันในเวลานั้นมันส่งผลดีมาถึงปัจจุบันสมองสายตากล้ามเนื้อมันยังคงทำงานตามปกติเมื่อเทียบกับพรรคพวกในรุ่นเดียวกันแล้วบางคนที่ชอบ กระดกมาเนิ่นนานหลายคนสังขารไปแล้วก็มี
แล้วกับเด็กๆ ที่ตอนนั้นหมกตัวอยู่กับบรรดาโทรศัพท์ที่ให้ทุกอย่างที่เขาอยากได้ความสนุกสนานเพื่อนข้าวของการพูดคุยมาในที่เดียวคือมือถือเครื่องเดียวเล่นกับการพัฒนาของกิจกรรมพื้นฐานที่มนุษย์ควรจะมีเราจะทำอย่างไรกันดีจะปล่อยเป็นแบบนี้หรือจะควบคุมและป้องกันเสียแต่เนิ่นๆ.. จากชีวิตที่สอนเด็กมา 3 รุ่นเข้าไปแล้วจากการสังเกตเด็กรุ่นก่อนเล่นได้เร็วกว่าเด็กรุ่นปัจจุบันมากมายนักความเข้าใจในทักษะกีฬาเรียนรู้ได้ถูกต้องกว่าเดี๋ยวนี้ และนี่ก็พอจะยกตัวอย่างได้พอสมควรกับความเป็นจริงส่วนคำพูดคำจามันไม่มีอีกแล้ว “ครับหรือค่ะ” หายไปจากปากเด็กด้วย… ก็ต้องฝากกันไว้นะครับอย่าเลี้ยงลูกหลานให้โตแต่ตัวเท่านั้น… กิจกรรมอันจะเกิดประโยชน์ต่อชีวิตเขาในอนาคต ก็อย่าลืมนะครับ
ครูไก่

