อมยิ้มริมกรีน

หาก “รักษ์โลก” ก็ต้อง “ริด”มนุษย์

โศกนาฎกรรม มาเรียม ลูกพะยูน เป็นกระแสข่าวที่ชาวบ้านสนใจ ด้วยความที่เป็นข่าว ตั้งแต่เป็นลูกกำพร้า มีมนุษย์ (เจ้าหน้าที่กรมประมง)เป็นแม่นม ทั้งที่มาเรียมอยู่ในความดูแลใกล้ชิดของเจ้าหน้าที่แทบทุกวัน แต่ไม่ได้เลี้ยงในสถานที่กักกัน ปล่อยให้มันอยู่ในอ่าวน้ำตื้นธรรมชาติ พะยูนน้อยหัดกินหญ้าทะเล (อาหารธรรมชาติของพะยูน) อาจเพียงมื้อแรกๆของชีวิต ก็กลืนเศษพลาสติก ขยะชายทะเลน้ำตื้นเข้าไปแล้ว จนนำไปสู่ความตายในที่สุด

มาเรียนก็เพียงหนึ่งในร้อยๆพันๆสัตว์ทะเลธรรมชาติ ที่โดนทำลายด้วยมือมนุษย์ การที่มนุษย์สร้างขยะพลาสติก ลงไปในทะเล แล้วมีสัตว์ทะเล กินเศษขยะนั้นเข้าไปอุดตันลำไส้ รวมไปถึงที่ติดตาข่าย เส้นชือกพลาสติกทำการประมง มีตายมามากมายแล้ว

มีมาแล้ว และ ต่อไปก็จะมีอีก ตราบใดที่มนุษย์ยังใช้ทรัพยากรทางทาะเลอย่างทารุณ สุรุ่ยสุร่าย

ความจริงของวิถีของโลกใบนี้..มนุษย์คือเผ่าพันธุ์สัตว์โลก ที่ทำลายล้างมาดรธรรมชาติ ตัวจริงของจริง

นับแต่ธรรมชาติได้มี สัตว์พงศ์พันธ์ homo sapiens ถือกำเนิดขึ้นมาในโลกนี้ เมื่อสองแสนปีก่อน มีความฉลาดกว่าลิง ape มีการวิวัฒนาการประมาณแสนห้าหมื่นปี ไปสู่การเดินตัวตรง พ้นวานร ไปสู่ความเป็นมนุษย์ อีกห้าหมื่นปีจากนั้น มนุษย์ถ้ำอยู่รวมกันเป็นเผ่า เริ่มล่าสัตว์ รู้จักใช้ไฟ เริ่มก้าวแรกแห่งการเบียดเบียนมารดรธรรมชาติ มนุษย์ คือชาติพันธุ์สัตว์โลก ที่อยู่บนจุดสูงสุดของโซ่ห่วงอาหาร

เจ็ดแปดพันปีก่อน มนุษย์ สร้างอารยธรรม สร้างอาณาจักร คิดค้นเครื่องมือ แสวงหาผลประโยชน์ตัวเอง ให้อยู่รอด ให้อยู่สบาย เหนือกว่าธรรมชาติให้มา เพียงแค่พันปีที่ผ่านมา มนุษย์ทำลายสัตว์โลก ทำลายธรรมชาติ ด้วยการถลุงใช้ทรัพยากรธรรมชาติที่เป็นสมบัติของโลกใบนี้ อย่างทารุณ

พระคัมภีร์เก่า Old Testament จารึกไว้ แต่มีความหมายลึกล้ำว่า..มนุษย์คือ สัตว์โลกที่ทำลายล้างโลก เพราะมนุษย์ต้องการกำหนดโลก..แทนพระเจ้า

พระเจ้าคือผู้สร้างโลก มนุษย์เป็นสัตว์โลกที่ พระเจ้าโปรดปรานมากที่สุด เพราะสร้างให้รูปร่างเหมือนกับพระองค์ ฉลาด มีความคิด แต่แล้ว ต้นกำเนิดของมนุษย์ (อาดัม-อีวา) ดันเพาะเมล็ดพันธุ์แห่งกิเลสเข้ามาในตัวตน มนุษย์จึงทำบาป ..แล้วมนุษย์จะ ทำลายโลกที่พระเจ้าสร้าง ด้วยต้องการ”เอาชนะ” มาดรแห่งธรรมชาติ ต้องการเป็น “ผู้สร้าง”ทาบเทียม พระเจ้า

อันสักวันหนึ่ง พระเจ้าจะทำลายล้างโลก ด้วยมนุษย์ทำลายโลกเกินให้อภัย ..เพี่อ”การเกิดใหม่”ของโลกใบใหม่

ในทางพฤติกรรม บรรพบุรุษมนุษย์ สักสิบชั่วอายุเจนเนอเรชั่น ก็ ทำลายสัตว์โลกมากมายอย่างโหดเหี้ยม บางชนิดถึงสูญพันธ์ โลกแห่งธรรมชาติถูกทำลายด้วยน้ำมือมนุษย์ ที่มีเครื่องมือเทคโลโลยี่ มีความละโมบเป็นที่ตั้ง

เอาง่ายๆ ดูจากตัวเราเองก็ได้ ทั้งในบ้าน ที่ออฟฟิศต้องใช้แอร์คอนดิชั่น ดูดอากาศร้อน พ่นไปออกข้างนอก เพื่อจะได้เย็นสบาย ใช้ไฟฟ้าอีเล็กทรอนิกส์ทุกอย่างประเทืองความสุข ออกจากบ้านก็ใช้พาหนะ เชื้อเพลิงจากฟอสซิล พ่นควันพิษสู่บรรยากาศโลก กินอาหารทุกอย่าง ทั้งพืชสรรพสัตว์ เดินทางเข้าปากมนุษย์ และพฤติกรรมอย่างอื่นอีกมากมาย ทุกลมหายใจและตลอดชีวิต ที่ทำลายอณูแห่งมาดรธรรมชาติ เบียดเบียนสัตว์โลกสปีชี่อื่น

หากต้องการให้ โลกฟื้นกลับมาสู่ ความเป็นโลกแห่งมาดรธรรมชาติ ดังครั้ง พระเจ้าสร้างโลก (ก่อนสร้างอาดัม-อีวา)

มนุษย์ต่างหากที่ต้องเป็น พงศ์พันธุ์สัตว์โลกที่ต้องถูก”ริด”ไปไปจากโลกนี้

คำพยากรณ์ “วันสิ้นโลก” มีแทบทุกศาสนา กล่าวถึง การกำจัดมนุษย์ออกไปจากโลก เพื่อคืนมาดรธรรมชาติให้กับพระเจ้า

ในไอดีลของมนุษย์เอง ก็มีเยอะครับ มีนิยายชื่อดัง หลายเรื่อง นำไปทำ ภาพยนตร์ ที่ “บ่งถึงความหมายนี้” เพียงแต่ว่า พลิกกลับว่า มนุษย์คือ “พระเอก” ที่ปกป้องสปีชี่ของตัวเอง จากการทำลายล้าง ผู้ที่คิดทำลายสปีชี่มนุษย์ เพื่อปกป้องโลกใบนี่ให้พ้นจาก “การถูกกระทำ” กลับเป็น “ผู้ร้าย”

เช่นเรื่อง 12 Monkeys ..กลุ่มคนบ้าอนุรักษ์นิยมตกขอบ นำไวรัส การติดเชื้อรวดเร็ว ไม่อาจรักษาได้ ไปปล่อยให้แพร่ระบาด เพื่อฆ่าคนทั้งโลก ..ทำลายคน เพื่อรักษาโลก พระเอก(บรูซ บิลลิส) เดินทางย้อนเวลาหาอดีต เพื่อสกัดปฏิบัติการนั้น

หรือไม่กี่ปีมานี้ ภาพยนตร์ เรื่อง Inferno ในภาคภาษาไทย “โลกันต์นรก” (Inferno แปลว่า เปลวไฟในนรก ตรงตัว) อันเป็นนิยายของ แดน บราวน์ เขียนไตรภาค 3 เรื่องที่ติดต่อกัน คือ The Da Vinci Code/Angles & Demons และเป็น Inferno ที่เป็นที่ฮือฮา คนทั้งโลกดูกันตรึม ด้วยสุดเร้าใจ

ภาพยนตร์ของแดน บราวน์ชุดนี้ สร้างอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวในยุโรปขึ้นมาอีกตรึม เพราะ แห่กันติดตามเส้นทางระหัสปริศนาในภาพยนต์ ตั้งแต่ กรุงปารีส กรุงโรม วาติกัน ฟลอเรนซ์ เวนีส จนถึง อีสตันบูล

สไตล์ของ แดน บราวน์ คือ การ แกะรหัส ที่ปริศนาถูกวางเอาไว้ตามสเตปทับซ้อน อันใช้ สถานที่สำคัญจริง (ทอม แฮงค์แสดงเป็นโปรเฟสเซอร์โบราณคดีที่ฉลาดล้ำ ทำงานกับตำรวจ แกะรอยไปเรื่อย) นำไปสู่การเฉลยและการป้องกันกู้โลกสำเร็จในนาทีสุดท้าย

ท้องเรื่อง Inferno ดำเนินจาก นักวิศวพันธุกรรม มีชื่อเสียงคนหนึ่ง ฆ่าตัวตาย โดยโดดลงมาจากหอคอยแห่งฟลอเรนซ์ ทิ้งข้อความไว้ว่า ได้สร้างเชื้อไวรัสชื่อ Inferno เพื่อเป็นไฟประลัยกัลป์ล้างเผ่าพันธุ์มนุษย์ออกไปจากโลก เพื่อให้โลกมารดรธรรมชาติคงอยู่

จุดเริ่มต้นแห่งการแกะรอยปริศนาก็เริ่มต้นที่ Dante death mask หน้ากากแห่งความตายของดังเต

ดังเต เป็นกวีอิตาเลียนชื่อดัง ในศวรรษที่13ผลงานของเขามักกล่าวถึง นรกภูมิ สวรรค์ คำทำนาย วันสิ้นโลก

Dante death mask หน้ากากแห่งความตายของดังเต เป็นรูปปั้นใบหน้าของเขา เป็นวัตถุโบราณที่ทุกวันนี้ก็อยู่ใน ปาลาสโซ เวคชิโอ พิพิธภัณฑ์สำคัญของตระกูลเมดิชิ ที่เมืองฟลอเรนซ์ แต่ไม่ใช่เป็นการ หล่อใบหน้ามาจากศพจริง เพราะรูปปั้นนี้ทำโดยประติมากรชาวฟลอเรนซ์หลังจากดังเตตายไป 162 ปี

ตามปรกติ นิยายหรือภาพยนต์ทริลเลอร์ แนวนี้ พระเอกต้อง บู๊ล้างผลาญมาจาก องค์กรสืบราชการลับอย่าง ไม่ใช่ CIA, FBI, MI6 แต่เรื่องของแดน บราวน์ องค์กรที่เข้ามารับผิดชอบวิกฤติการณ์นี้ คือ WHO- World Health Organization องค์การอนามัยโลก,สหประชาชาติ โปรเฟสเซอร์ นักแกะรหัสโบราณคดีเป็นพระเอก (ประชดกรายๆไง)

ที่สุด ก็ตามมาถึงจุดปลายทาง ตัวผู้ร้ายกลับเป็นคนใกล้ตัว ถุงไวรัสที่จะนำไปปล่อย อยู่ที่ใต้มหาวิหาร เมืองอีสตันบูล ,ตุรกี ด้วยเป็น จุดศูนย์กลางเชื่อมต่อทวีปแผ่นดินของโลก เชี้อไวรัสที่มีมนุษย์เป็นพาหนะย่อมครอบคลุมไปทั้งโลก เมื่อปล่อยไปแล้ว ก็ไม่อาจมีอะไรมาต้านทานได้ ดั่ง ไฟนรกเผาผลาญโลก

ในภาพยนตร์ จากจบ ก็คือ พระเอกสามารถช่วงชิงถุงไวรัสได้ ปกป้องโลกสำเร็จอย่างหวุดหวิด (ตามสูตร)

แต่ในหนังสือของแดน บราวน์ จบไม่เหมือนในภาพยนตร์ ..คลาสสิกกว่าเยอะ

จบด้วย ภารกิจ Inferno กู้โลกจากน้ำมือมนุษย์ของนักวิศวพันธุกรรม กระทำการสำเร็จ เชื้อไวรัสไฟประลัยกัลป์เผาผลาญโลก ได้ถูกปล่อยไปก่อนหน้านั้นสัปดาห์หนึ่งแล้ว
มนุษย์จะตายเป็นเบือ ด้วยไวรัสครอบคลุมในอากาศ เป็น กาฬโรค,อีโบลา แปลงพันธุ์ จะกลายเป็นซอมบี้ ?

เปล่าเลยครับ..มนุษย์ไม่ได้ตายปัจจุบันทันด่วน โหดร้ายทารุณ ดั่งที่มนุษย์กระทำกับมารดรธรรมชาติ

โดยที่ เชื้อไวรัสตัวนี้ ไม่ได้ฆ่าคน แต่ฆ่าการแพร่พันธุ์ของสัตว์โลกสปีชี่นี้ คือมันมีหน้าที่เข้าไปทำลายระบบการสืบพันธุ์ของมนุษย์ เพศชายสเปิร์มฝ่อ เพศหญิงรังไข่ฝ่อ เป็น “การทำหมัน”สปีชี่สัตว์โลก โฮโม ซาเปียน homo sapiens ไปทั้งโลก

มนุษย์ทั้งโลก ไม่มีลูก ลูกไม่เกิด หลานก็ไม่เกิด เพียงสามเจนเนอเรชั่น ก็จะเป็นสัตว์โลกที่สูญพันธุ์ไป

กระนั้น การแต่งเรื่องของแดน บราวน์ ก็ยังเปิดทางให้มนุษย์ไว้ คือ จะมีมนุษย์บางกลุ่มที่มีภูมิต้านทานไวรัสตัวนี้

อาจมีในวงเล็บ ที่ไม่ได้เขียนไว้ (หากคนแต่งเป็นพวกเหยียดผิว คือมีแต่มนุษย์เผ่าพันธุ์คอเคเชียน นอร์ดิกเท่านั้น ที่ไม่ติดไวรัส มีเพียงสปี่ชี่ เนโกรอิด, มองโกลอยด์ เท่านั้นที่สูญพันธ์ไปจากโลก) จำนวนน้อยกว่าครึ่งหนึ่งของประชากรโลก อยู่ในซีกโลกตะวันตก แพร่เผ่าพันธุ์ได้ อันจะสร้างความสมดุล ให้โลกแห่งมารดรธรรมชาติ

แต่มนุษย์ก็คือมนุษย์ สัตว์โลกผู้ละโมบยันเงาแหละครับ

อย่าว่าแต่ คุมกำเนิด เลย กระทั่ง อาชญากรคดีข่มขืน อันเป็นความผิดรายบุคคลแท้ๆ มีการนำเสนอ..ลงโทษด้วยการทำหมัน ตอน ด้วยการ ตัดต่อมผลิตฮอร์โมนเพศ มันจะได้หมดสภาพ ไม่ไปก่อกรรมทำเข็ญ เป็นเยี่ยงให้รายอื่นหวาดกลัวไม่ทำผิด .. ยังมีมนุษย์ศิวิลัยซ์คัดค้านเลยว่า ป่าเถื่อน ลิดรอนสิทธิมนุษยชน

หรือไม่ยอมสิ้น ดิ้นขยายพันธุ์ สปิร์มไม่มี ก็..เล่นบทบาทพระเจ้า ก่อกำเนิดชีวิตด้วยการ โคลนนิ่ง

กระนั้นก็ตาม หากมนุษย์สามารถเสพกามครบถ้วน ประสากิเลสสัตว์โลก โดยไม่ต้องแพร่เผ่าพันธุ์ ว่าไปก็เป็นปรัชญาแนวคิด ในมุมบวก อย่างหนึ่ง เช่น

คำสอนของพระพุทธเจ้า..ลูกคือบ่วง ตัดกิเลศคือไม่เอาบ่วงผูกคอ..หรือ อาจารย์ มีชัย วีรไวทยะ สร้างวลี..ลูกมากจะยากจน..มากว่าครึ่งศตวรรษ ก็ล้วนอยู่ใน เป้าหมาย ไวรัส Inferno นี่แหละ

แต่ล่อตรงๆ ไม่ต้องเสียเวลาสอนโน้มน้าวใจมนุษย์ จับทำหมันแม่มทั้งโลกเลย!

ยอดทอง