ดร.สกุลรัตน์ ทิพย์วรรณงาม

ดร.สกุลรัตน์ ทิพย์วรรณงาม
กต.ตร.กทม.ต้านยาเสพติด

“หากไม่มีสินค้าที่จับต้องได้ จะทำธุรกิจให้ประสบความสำเร็จคงยาก เพราะแนวความคิด หรือการบริการ ใครก็ทำได้ แล้วส่วนใหญ่คนออกแบบมักจะถูกเอาเปรียบค่ะ”… คุณเจี้ยบ (ดร.สกุลรัตน์ ทิพย์วรรณงาม) แขกรับเชิญสาวแกร่ง เล่าให้ฟังถึงที่มาของจุดเริ่มธุรกิจที่ให้ชีวิตกับเธอ… ฉากกั้นอาบน้ำ กระจกนิรภัย เฟรมเลส ดีไซน์

ย้อนไปเมื่อวัยเด็ก คุณพ่อคุณแม่ของคุณเจี้ยบทำฟาร์มงูที่บางประอิน อยุธยา จึงต้องฝากลูกสาวไว้กับคุณป้า ซึ่งทำโรงฟอกหนังที่สมุทรปราการ เพื่อจะได้เรียนหนังสือ แล้วส่วนใหญ่ลูกหลานก็จะเข้าโรงเรียนลาซาลกัน จนพอจบ ป.6 ก็อยากเข้าโรงเรียนรัฐ เพื่อประหยัดให้พ่อแม่ จึงตั้งใจสอบเข้าเตรียมพัฒน์ฯ จนติดสมใจ

“ครั้งแรก ญาติๆ ไม่ค่อยอยากให้เรียนนัก อยากให้ออกไปทำงาน” เธอเล่าถึงชีวิตที่เกือบจะไม่ได้เรียนต่อ

“เราเป็นเด็กรุ่นใหม่ รู้สึกว่าต้องเรียนสูงๆ จึงพยายามอธิบาย หาเหตุผลต่างๆ มาอธิบาย จนในที่สุดก็ได้เรียน ต้องขอบคุณพ่อแม่ที่เข้าใจ และสนับสนุนอย่างเต็มที่”

แต่เมื่อเข้าเรียน ก็เลือกไม่ได้อีกว่าจะเรียนสายวิทย์ หรือ สายศิลป์ อยากจะเรียนทั้งคู่ โชคดีที่มีโปรแกรมนี้จริงๆ

“อยากเป็นสถาปนิกค่ะ ทั้งๆ ที่รู้ตัวว่าไม่มีความพร้อมเหมือนกับคนอื่น แต่เป็นคนชอบวางแผนตั้งแต่เด็ก เรารู้ว่ากำลังมีแค่ไหน อะไรที่พอดีหรือเกินตัวต้องรู้ ต้องพยายามทำทุกอย่างด้วยตัวเอง เลือกติวกับรุ่นพี่ลาดกระบัง หาราคาที่จ่ายไหว อยากจะเข้าสถาบันนี้มาก” และฝันของเธอก็เป็นจริง เมื่อสอบเข้าคณะสถาปัตย์ฯ เจ้าคุณทหารลาดกระบังได้ สมความตั้งใจ

ทุกครั้งที่โทรกลับทางบ้าน คุณเจี้ยบจะส่งข่าวดีเสมอ ครั้งนี้ก็เช่นกัน “ท่านต้องทำมาหากิน ไม่มีเวลาดูแล เราต้องทำให้ท่านสบายใจ ไว้ใจเราได้ โทรหาท่านทีไรก็มีแต่เรื่องดีๆ อย่างให้ช่วยพาไปมอบตัวเข้าเรียน”

คุณเจี้ยบเล่าว่า… เรียนที่ ลาดกระบัง สนุกมาก ตามประสาเด็กสถาปัตย์ฯ ได้อยู่หอตอนปีหนึ่ง ทำให้มีเพื่อนเยอะแยะมากมาย แต่มีเรื่องระทึกใจที่จำไม่รู้ลืมคือ เคยนั่งรถไฟผิด!

“แทนที่รถจะเข้าเมืองกลับบ้าน แต่พอขบวนสับรางที่หัวตะเข้ เราก็นั่งเพลินๆ มารู้สึกตัวอีกที กลายเป็นวิ่งออกนอกเมืองไปเรื่อยๆ บรรยากาศก็มืดลงทุกทีๆ ในใจรู้สึกเป็นห่วงตัวเอง แต่ยังตั้งสติได้ สังเกตสิ่งแวดล้อมว่า ถ้าขืนลงสถานีย่อยๆ อาจจะไม่ปลอดภัย ก็ฝืนนั่งไปต่อจนถึงกบินทร์บุรี คิดว่าคงจะมีรถทัวร์ให้นั่งกลับมาได้ พอสอบถามก็ได้ใจความว่า มี แล้วเขาก็อาสาพาไปส่งที่สถานีรถทัวร์ ดูบุคลิกลักษณะแล้วก็น่าไว้วางใจดี”

“แต่พอถึงสถานี รถทัวร์ก็หมดแล้ว เราก็บอกว่าไม่เป็นไร จะนั่งรอที่นั่นจนเช้า เขาเองก็เป็นห่วง และแสดงความบริสุทธิ์ใจ โทรบอกให้ภรรยาจัดที่พักให้ แล้วพูดกับเราว่าให้ไปดูที่บ้านก่อน ถ้าไม่ไหวค่อยกลับมาที่นี่”

“พอถึงบ้าน คุณป้าก็ออกมาต้อนรับเราอย่างดี กางมุ้ง เตรียมที่นอน ค้างคืนที่นั่น เช้ามาก็เตรียมอาหารให้ แล้วก็รีบนั่งรถไฟกลับมาเรียนทั้งชุดเดิม เพื่อนๆ สังเกตเห็นก็ถามว่าทำไมดูโทรมจัง”

“ทุกคนบอกว่า ทำไมเราใจกล้าขนาดนี้ แต่เราบอกว่า ไม่ใช่หรอก เวลานั้นเราทำอะไรไม่ได้ บางครั้งเมื่อชีวิตถึงจุดจำเป็นก็ต้องกล้า ต้องใช้สติ ต้องใช้ปัญญา เพื่อเอาตัวรอดให้ชีวิตผ่านพ้นไปให้ได้”

“ชีวิตเมื่อผ่านไปแล้ว ไม่มีใครเรียกให้ย้อนกลับมาทำได้อีก” คุณเจี้ยบ จึงตัดสินใจร่วมกิจกรรมหมดทุกอย่าง บางช่วงที่มหาวิทยาลัยมีงาน ถึงแม้ไม่ได้รับเลือก แต่ก็จะเสนอตัวเข้าช่วย เพราะไหนๆ มีโอกาสเข้ามาใช้ชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัยแล้วก็ขอทำให้เต็มที่… “บางคนได้รับเลือก แต่เขาอาจจะไม่อยากทำ ส่วนเรา ถึงไม่ได้รับเลือก ถึงแม้จะไม่ดีเด่น แต่ก็เต็มใจทำ เลยทำทุกอย่างที่เขามี เช่น รับน้อง ไกลแค่ไหนก็ไป ติวหนังสือ ฯลฯ มีอะไรมาก็ช่วย”

พอใกล้จบ คุณเจี้ยบ วางแผนไว้ว่า ต้องทำงานในบริษัท เพื่อเรียนรู้ เก็บเกี่ยวประสบการณ์ จนเธอได้ทำงานในบริษัทข้ามชาติของสิงคโปร์… “แผนกเราเป็นแค่พวกใช้แรงงาน เพราะหน้าที่คือ คอยวางผังเฟอร์นิเจอร์ตามคำสั่ง ทุกวันจะคอยฟังพนักงานขายเขาคุยกัน จนสะกิดพี่ข้างๆ ว่า น่าจะเป็นพนักงานขายบ้าง เพราะคิดว่ามีโอกาสดี มีความรอบรู้เยอะ รู้เกือบเท่าเจ้าของ สามารถไปขายของได้ ส่วนเราแทบไม่รู้อะไรเลย”

แต่คุณเจี้ยบก็ได้รับประสบการณ์มามากเช่นกัน เพราะได้ทำงานซ้ำๆ และหาโอกาสทำงานให้เยอะเข้าไว้ อาสาออกไปกับนาย ไปกับเซลส์ เพื่อเก็บข้อมูล อาศัยเป็นคนชอบฟัง ชอบเรียนรู้ แรงบันดาลใจหนึ่งคือการได้อ่านหนังสือ Rich Dad Poor Dad ซึ่งคู่ชีวิตได้นำมาให้อ่าน ถึงอาจจะยังไม่เข้าใจลึกซึ้ง แต่รู้อย่างเดียวว่า “ต้องออกจากการทำงานประจำ เพื่อจะมาเรียนรู้ว่าเราจะทำธุรกิจส่วนตัวอะไร ตัดสินใจออกเลย ไม่ลังเล”

“ชอบคิดวางแผนไปข้างหน้า ถ้าวันนี้เรายังอยู่แบบนี้ มีครอบครัว จะอยู่กันยังไง เลี้ยงลูกแบบไหน วางแผนการใช้เงินล่วงหน้า ต้องคิดให้เยอะ เพราะมีโอกาสครั้งเดียวสำหรับเรา”
ระหว่างทำงานประจำ คุณเจี้ยบก็รับทำงานพิเศษไปด้วย แต่เธอก็รู้ดีว่า จุดอ่อนของนักออกแบบก็คือ มักจะเก็บเงินงวดสุดท้ายไม่ได้ “งานของเราคือความคิด พอลูกค้าเห็นแล้วก็นำเอาไปให้ใครทำก็ได้ จึงรู้สึกว่า เราเสียเปรียบมาก ต้องมีผลิตภัณฑ์ ของไปเงินมา ถึงจะมีรายได้”

“เมื่อไม่มีทุนทรัพย์ ต้องมาคิดกันว่าจะทำอะไรให้เหมาะ จนได้พบกับบริษัทเล็กๆ ที่มีสินค้า แล้วเรานำมาต่อยอดทำแบรนด์สินค้าเอง ทำตามขั้นตอนที่เรียนมาเลย แล้วปรากฏว่าประสบความสำเร็จเกินคาด เนื่องจากช่วงนั้น อสังหาริมทรัพย์เติบโตมาก เราทำงานแบบป่าล้อมเมือง ทำแบบอดทน เก็บงานเล็กงานน้อยเอาหมด จนเมื่อคอนโดมิเนียมตามแนวรถไฟฟ้าเริ่มเกิด เรามั่นใจ ก็เข้าไปรับงาน เพราะเรามีประสบการณ์ ในการจัดการเป็นระบบมากกว่า ต่างจากร้านค้ารายย่อยซึ่งมักจะไม่ค่อยเข้าใจ นั่นทำให้เราแตกต่าง และเติบโตแบบก้าวกระโดด จนกระทั่งโรงงานกระจกขนาดใหญ่เข้ามาหาเรา” คุณเจี้ยบกล่าวอย่างภาคภูมิใจ

“เราอยู่ในช่องแคบของโอกาสมากๆ ที่ยังพอเดินไปข้างหน้าได้ เวลาไปขายของ เราไปแบบโนเนม ขับรถกระบะ หอบลูกเล็กไปด้วย แต่เรารู้สึกสนุก ไม่เคยคิดว่านี่คือชีวิตรันทด ที่ไม่มีธุรกิจครอบครัวมาคอยหนุนหลัง รู้สึกว่าเป็นโอกาสด้วยซ้ำ ถึงแม้เราจะทำทุกอย่างจนมีลูกที่เกิดมาบนความพร้อม แต่เราจะบอกเขาเสมอว่า โตแล้วต้องมีความพยายามด้วยตัวเอง นั่นคือสิ่งที่มีค่า หาซื้อไม่ได้”

“กล้าพูดเต็มปากเลยว่า เราเป็น 1 ใน 3 ของประเทศ ที่ทำธุรกิจแบบนี้ ที่คุณซื้อเรา ถือว่าเป็นมิตรที่ดีต่อกัน มีโอกาส มีวาสนาต่อกัน เป็นงานเหนื่อย ต้องใช้ฝีมือ จงภูมิใจ ค้าขายกันด้วยเกียรติ ด้วยศักดิ์ศรี เราคุยกับลูกค้าก่อนเลยว่า ถ้าคุณเลือกของถูก คุณจะเจอกับอะไรบ้าง แล้วถ้าเลือกเราจะได้อะไรบ้าง ของถูกแล้วไม่ได้มาตรฐานเราไม่ทำ ถ้าเลือกใช้เดี๋ยวก็ต้องเสียเงินอีก”

ที่โรงงานมีแรงงานเยอะ ย่อมหนีไม่พ้นปัญหายาเสพติด “เขามีปัญหาชีวิตมากมาย จนเรารู้สึกว่าไม่มีอนาคตกันเลย ขณะที่ต่างด้าวกลับทำงานแข็งขัน ถ้าเราอยากให้ธุรกิจสังคมไทยเติบโต ต้องช่วยแรงงานไทยให้มีโอกาส นโยบายคือ ใช้แรงงานจากคนใกล้บ้าน ต่อให้ติดยาอยู่ก็เอามาทำข้อตกลงกัน”

คุณเจี้ยบได้ยินเรื่อง โรงงานสีขาว ก็คิดจะทำเรื่องนี้บ้าง… “เราให้โอกาสเขา ทำข้อตกลงกัน ให้ตำรวจมาเป็นพยานว่า เขายินดี จะลด ละ เลิก ทำงานให้เก่ง ให้ดี เราก็พร้อมจะสนับสนุนให้ขึ้นเป็นหัวหน้างาน เป็นการสร้างแรงบันดาลใจ เมื่อมีเงินแล้วก็อย่าไปซื้อยา แต่ให้ไปใช้ในทางที่ถูก ทำชีวิตให้สุขสบายขึ้น”

เมื่อตำรวจเห็นนโยบายที่ทำแล้วประสบความสำเร็จ ก็ชักชวนให้คุณเจี้ยบไปช่วยงานทางด้าน กรรมการตรวจสอบและติดตามการบริหารงานตำรวจ (กต.ตร.) ตลอดระยะเวลาที่ได้ศึกษา แล้วเข้าไปทำงาน “ทำให้เข้าใจว่า กต.ตร. มีบทบาท มีหน้าที่อย่างไรในพื้นที่ของเรามีชุมชนเท่าไร ตำรวจชั้นผู้น้อยมีปัญหาอะไร ทำไมงานถึงแก้ปัญหาไม่ได้ ระบบเจ้านายตามวาระ ทำให้ไม่เกิดการแก้ปัญหาที่ยั่งยืน”

“จึงคิดว่าเรามาถูกที่ถูกทาง เราบริหารบริษัท โรงงาน จนสำเร็จมาแล้ว งานสังคมทำไมเราจะทำบ้างไม่ได้ หากสังคมในสถานีตำรวจดีแล้ว ประชาชนรอบข้างก็จะรู้สึกดีด้วย กต.ตร. คือคนกลางที่เชื่อมระหว่างตำรวจกับประชาชน สร้างความเข้าใจอันดีซึ่งกันและกัน”

“งานราชการอาจจะมีอุปสรรคในการเชื่อมซึ่งกันและกัน เขาอาจจะไม่เห็น แต่เราเป็นเอกชนมองเห็น มีมุมมองที่ต่างออกไป เราจะทำหน้าที่นี้ให้ แล้วจะเกิดประโยชน์ต่อสังคม คนสุจริตจะอยู่อย่างมีความสุข คนทุจริตก็จะถูกกฎหมายลงโทษอย่างชัดเจน เรามาทำงานจริงๆ ไม่ต้องการสิ่งใดตอบแทน”

“สวยดูดี แล้วยังใช้งานได้ด้วย นี่เป็นหลักคิดของสถาปัตย์ฯ ที่เรียนมาค่ะ สิ่งนี้เป็นเรื่องสำคัญที่เรายึดมั่นไม่ว่าจะกับเรื่องสินค้า หรือชีวิตครอบครัว เราไม่ได้ร่ำรวย แต่มีเวลาให้กับครอบครัว สำหรับพักผ่อน ท่องเที่ยว คนถามว่าไม่ทำงานแล้วหรือ จริงๆ เราทำงานกันตลอด เรามีระบบที่ดีคอยควบคุม จะตรวจสอบจากที่ไหนก็ได้ ตำแหน่งไหนขาดก็มีมาทดแทนกันได้ พอเราคิดแบบนี้ จึงมีเวลาว่างมาทำงานสังคมโดยที่ไม่ต้องกังวล หรือไปห่วงว่าจะต้องมีตำแหน่งอะไร”

“การเป็นผู้หญิงก็มีข้อดีเยอะค่ะ เวลาไปทำงาน ไปติดต่อ ขอความช่วยเหลือ เขาเกรงใจเรา ช่วยให้การติดต่อเป็นไปได้อย่างราบรื่น และการให้ค่านิยมว่า ทำให้ลูกน้องรัก เป็นสิ่งสำคัญ บริษัทเราอยู่ได้เพราะลูกน้องอยู่ได้ เขามีความสุขที่จะอยู่ ข้าราชการถ้าคิดเช่นนี้ ผลลัพธ์ก็คงออกมาไม่ต่างกัน” คุณเจี้ยบให้แง่คิดการบริหารงานของเอกชนที่สามารถนำไปปรับใช้กับทุกองค์กรได้

และเรื่องการดูแลตัวเองของผู้หญิงเก่งที่เวลาทุกนาทีมีค่า

“เช้าตื่นไปสวนหลวง ไปเดิน ไปวิ่ง ไปหายใจ ทำให้หัวใจแข็งแรง กอล์ฟ ก็ชอบเล่น ไม่ได้เก่งแต่ชอบ ตีฟรี มีเกียรติ ชอบมากค่ะ” เธอหัวเราะเมื่อเล่าถึงกีฬาโปรด “ยิงปืนด้วย ไปเรียนเพื่อทำให้รู้ถึงวิธีการใช้ปืนเป็นอุปกรณ์กีฬา ไม่ใช่อาวุธ คนจับปืนต้องมีความมั่นคงในจิตใจ มีวินัยสูงจริงๆ”

และเมื่อถามถึงความสุขในแบบของคุณเจี้ยบ

“เมื่อมีโอกาสแปลกใหม่ เรายังสามารถจะเข้าไปทำได้ทันที นั่นคือสุดยอดความสุข เราไม่จำเป็นต้องอยู่ในกรอบ บางอย่างที่เริ่มบีบบังคับ รู้สึกว่าต้องทำซ้ำๆ ทำแล้วไม่เกิดประโยชน์ ต่อยอดไม่ได้จะหยุด หรือถ้ารู้สึกเหนื่อยจะเลิกทำทันที ความสุขของเราก็คือ การเลิกทำได้ทันที เมื่อไม่มีความสุขที่จะทำค่ะ”