ดร.อมร นันทวะกุล

ดร.อมร นันทวะกุล
The Pac Sport Center
“ทำดี ชีวิตจะมีความสุข แล้วสิ่งดีๆ จะเข้ามาเอง”

ครอบครัวธุรกิจ : ที่บ้านทำการค้า ไม่ค่อยมีเวลา คุณพ่อทำงานอสังหาฯ คุณแม่เปิดร้านของเล่นในสำเพ็ง ผมจึงคุ้นเคยกับการทำงานตั้งแต่เด็กๆ ช่วยพ่อแม่ค้าขาย บ้างครั้งตามไปประเทศจีนสั่งของมาขายที่ร้าน ขี่จักรยานส่งของเอง แบกหามเอง ดูร้านแทนแม่ สั่งของแทน ทำได้หมดทุกอย่าง

ลูกคนกลาง : ผมมีพี่น้อง 5 คน ผมเป็นคนกลาง ทำให้มีนิสัย ประนีประนอม อันนี้ให้น้อง อันนี้ให้พี่ สำหรับผมยังไงก็ได้ ทำให้เป็นคนชอบไกล่เกลี่ย ชอบช่วยเหลือคนอื่น เวลาอยู่ร้านขายของก็รู้จักอ่อนน้อมถ่อมตน รับแขกเอง ทำให้รู้จักคนเยอะ แต่ก็มีบทโหดถ้าเจอความไม่ถูกต้อง ตอนอายุ 14 เคยไล่คนงานออก เพราะจับทุจริตคนงานได้ ทุกคนยังงงว่าผมทำได้ยังไง

เรียนไม่เก่ง : ตอนมัธยม จบเกรด 1.75 เรียน 8 วิชา ตก 7 วิชา ผ่านวิชาเดียวคือ พลศึกษา จนมาคิดว่า หรือเราชอบกีฬา จนไม่อยากเรียน ทั้งปีรอวันเดียว คือวันกีฬาสี ผมอยู่โรงเรียนทิวไผ่งาม โชคดีที่ได้อยู่ทีมว่ายน้ำ ตระกร้อ บาสฯ พอ ม.ปลาย ย้ายมาสาธิตสวนสุนันทา ได้คัดตัว บาสฯ บอล วอลเล่ย์ เล่นทุกอย่าง

มีเพื่อนเพราะเล่นกีฬา : ที่เยาวราช ตอนกลางวันรถเยอะ แต่พอกลางคืนว่างหน่อย ก็เอาลูกบอลมาเตะข้างถนน ถอดรองเท้าเล่นกับเพื่อน รถมาก็คอยหยิบรองเท้าหลบ เล่นกันตามประสา ไม่มีใครมาสอน ดูจากนักกีฬาในทีวีบ้าง แล้วก็จำมาซ้อมเอง คิดในใจว่า โตขึ้นอยากทำสนาม ให้เด็กเล่นฟรี

ทุกคนเท่าเทียมกัน : ชอบกีฬาเพราะเรื่องนี้ คุณจะเป็นลูกใคร นามสกุลใหญ่แค่ไหน พอลงสนามแล้ว เท่ากันหมด แพ้ชนะไม่เป็นไร สุดท้ายเป็นเพื่อนกัน ซ้อมกันใหม่ แข่งกันอีก ก็อาจจะกลับมาชนะได้ เป็นวัฏจักรของกีฬา และยังมีความสามัคคี ทำให้คนเหนียวแน่น มีความผูกพันกัน ตอนแข่งบาสฯ ผมเป็นกัปตันทีม มีรุ่นน้องรุ่นพี่ ทำหน้าที่คอยประสาน มีหน้าที่คอยให้กำลังใจ เวลายิงไม่เข้า ชู้ตไม่ลง สิ่งที่ผมทำเมื่อเดินเข้าไปหา คือการให้กำลังใจ เพราะคิดเสมอว่า ถ้าเป็นเราล่ะ เวลานั้นเราต้องการอะไร รอยยิ้ม คำพูดเชิงบวก ไม่ใช่การซ้ำเติม

บอลก็รัก บาสฯ ก็ชอบ : เรียกว่าก็บ้าทั้งสองอย่างเลย ผมอยู่ในทีมสาธิตสวนสุนันฯ จากที่ไม่เก่งบาสฯ เลย ค่อยๆ ทำทีมกันขึ้นมาจนได้แชมป์ 2 สมัย พอเข้า ม.กรุงเทพฯ ก็ได้เล่นกีฬาน้องใหม่ แต่ตัวเราค่อนข้างเล็ก ทำให้ไปได้ไม่สุด ส่วนฟุตบอลก็ชอบบรรยากาศ ได้สนุก ได้ลุยกันแบบลูกผู้ชาย

กีฬากับธุรกิจ : พอเข้ามหาวิทยาลัย เรียนบริหารธุรกิจ ซึ่งเป็นสิ่งที่ชอบ เพราะอยากทำธุรกิจตามอย่างคุณพ่อคุณแม่ แต่สิ่งที่ชอบจริงๆ คือกีฬา แล้วก็เป็นไปไม่ได้เลยที่จะไปเรียนโรงเรียนกีฬา ไม่มีใครยอมแน่ เพราะสมัยก่อน คิดกันได้แค่ว่า จบออกมาเป็นได้แค่ครูพละ มองอนาคตไม่ค่อยแจ่มใสนัก แต่ผมมองไกลกว่านั้นขึ้นไปอีก อยากทำศูนย์กีฬา เห็นปัญหาของเด็กไทย ว่าไม่มีที่เล่น ถ้าเลือกได้อยากเรียนบริหารธุรกิจ แล้วมาทำธุรกิจเกี่ยวกับกีฬา
เรียนดีเพราะชอบ : จากเรียน 1.75 พอมาเรียนที่ ม.กรุงเทพฯ การเรียนก็ค่อยๆ ดีขึ้นเรื่อยๆ จนบางเทอมได้ 4.00 เพราะเป็นสิ่งที่ผมชอบ โดยเฉพาะเรื่องการตลาด ทำให้มาเข้าใจว่า ที่เราเรียนไม่ได้ดี เพราะเราไม่ชอบ แล้วยังเถียงอาจารย์เนื่องจากไม่เข้าใจว่าจะเรียนไปทำไม จนสอบตก แต่พอมาเรียนวิชาที่มองเห็นประโยชน์ เช่น วิชาบริหาร ก็นำไปใช้กับคนงานของร้านเราได้ การให้รางวัล การผ่อนปรน การมีระเบียบ การจัดการ การเงิน การบัญชี ฯลฯ สิ่งนี้มันใช่เลยสำหรับเรา

รางวัลระดับประเทศ : ผมเริ่มจากการพ่ายแพ้ เมื่อไปประกวดเป็นนักการตลาดของมหาวิทยาลัย ก็เลยเปลี่ยนไปเป็นพนักงานขาย เริ่มต้นจากศูนย์เลย แค่สองเดือนผมขายไปสองล้านกว่าบาท ได้ที่ 1 ของมหาวิทยาลัย แล้วเขาก็ส่งผมไปแข่งระดับประเทศ ผมขายทุกอย่าง ท้ายรถมีแต่สินค้า จนได้รางวัลชนะเลิศ ที่ทำได้เพราะเราอยู่สำเพ็ง คุ้นเคยกับการขาย พอปี 3 ได้รับรางวัลเป็นนักการตลาดดีเด่นของประเทศไทย อันดับ 1 ของ TMA (Thailand Management Association)

งานวิ่งเข้าหา : พอได้รางวัล ทุกคนก็มาหาเรา จองตัวเพื่อไปร่วมงาน แต่ผมก็เลือกทำด้าน อสังหาฯ เพราะที่บ้านทำอยู่แล้ว ต้องการเข้าไปเป็นลูกจ้าง เพื่อเรียนรู้งาน เริ่มในทำงานบริษัทสร้างคอนโดฯ เป็นนักวิจัยและวางแผนโครงการ แต่อยู่ได้ไม่กี่เดือนก็ย้าย เพราะได้งานในบริษัทที่ทำอสังหาฯ ทุกแนว ทั้งแนวราบ แนวสูง อพาร์ทเม้นต์ รีสอร์ท ตรงกับสิ่งที่ผมอยากจะเรียนรู้ เป็นงานที่เรียกว่า มาร์เก็ตเตอร์ เริ่มจากเข้าไปดูพื้นที่ คิดว่าจะทำอะไร เข้าไปดูตลาด ซึ่งตรงกับสิ่งที่คุณพ่อผมทำ

ใส่กีฬาในโครงการ : โครงการหมู่บ้านแรกที่ผมทำ ใส่สวนน้ำเข้าไปด้วย ทำสนามฟุตบอล
ใช้งบโฆษณาที่จะซื้อสื่อ มาทำสนามเด็กเล่นที่ทันสมัย มาใส่ไว้ในสวนสาธารณะของหมู่บ้าน ตอนประชุม โดนค้าน โดนต่อว่า เพราะโครงการบ้านสมัยนั้น ยังขายแค่ที่ว่างๆ มีเพียงบ้านตัวอย่างไม่กี่หลัง ผมวางเครื่องเล่น เครื่องออกกำลังกาย ไปตั้งไว้ที่สวนฯ ด้านหน้าโครงการ ก็ถูกตำหนิว่าซื้อมาให้ลูกคนงานเล่น ทำไมไม่รอให้โครงการเสร็จแล้วค่อยมาตั้ง

แหวกแนวแต่ได้ผล : ผมคิดว่าสนามเด็กเล่นมีอายุการใช้งานนับสิบปี ถ้าเราบำรุงรักษาก็อยู่ได้ยาวนาน เราต้องรีบนำมาติดตั้ง เพื่อให้ลูกค้าได้เห็น พอถึงวันเปิดจอง ภาพที่เห็นก็คือ เด็กๆ ที่มากับครอบครัว วิ่งเล่นกันในสวน สนุกกับเครื่องเล่น ที่เราตั้งใจทำให้ เราไม่ได้ขายแค่บ้าน แต่เราสร้างสังคมให้ครอบครัว ลูกๆ มีเพื่อน ได้เติบโตไปด้วยกัน ลูกค้าก็ชอบคอนเซ็ปต์นี้ ยอดจองวันนั้นจึงทะลุเป้า นั่นคือเราต้องให้ ก่อนที่คิดจะรับ โครงการเราประสบความสำเร็จมาก และกลายมาเป็นต้นแบบให้กับโครงการอื่นๆ ที่ต้องมีสวนสาธารณะที่เกิดประโยชน์ลักษณะนี้

ทำงานด้วยความทุ่มเท : ผมให้ใจเต็มที่ ไม่ว่าจะกับลูกค้า ลูกน้อง เจ้านาย เราทำไปเขาก็รู้ และเข้าใจเรา ซึ่งหลักการนี้ผมได้มาจาก กีฬา เช่น ในทีมฟุตบอล หรือ บาสฯ ถามว่าตำแหน่งไหนสำคัญที่สุด คำตอบก็คือ ทุกตำแหน่งมีความสำคัญทั้งหมด ทุกอย่างต้องประสานกัน จะขาดใครไม่ได้เลย ผมเคยขาดเด็กขนของ ก็ยังต้องลงไปแบกเอง ผมจึงคิดว่า นำความรู้เรื่องกีฬามาใช้วางแผนการทำงาน เลือกคนให้เหมาะสมกับหน้าที่ Put the Right Man on the Right Job

ไม่มีคำว่ากลัว : ผมทำงานในบริษัทมหาชน ไม่มีคำว่าไม่ได้ หรือกลัว เคยอ่านหนังสือแล้วบอกว่า ถ้ากลัว ถ้าคิดว่าไม่ได้ มันก็จะไม่ได้ เรื่องงานไม่เคยถอย แต่สิ่งหนึ่งที่ผมกลัว นั่นคือ ภาษาอังกฤษ เพราะผมเคยไปร่วมสัมมนา ฟังนักการตลาด บรรยายเป็นภาษาอังกฤษ ตอนนั้นนั่งแถวหน้า ลุกไปไหนไม่ได้แล้ว พอเขาถามมา เราก็ตอบไม่เต็มปากเต็มคำ จากที่เคยมั่นใจมาตลอด พอถึงตอนนี้ เจอสิ่งที่เราไม่ได้เลยคือภาษาอังกฤษ ความมั่นใจหายไปหมด

กลัวก็ต้องสู้ : เพราะความกลัวภาษาอังกฤษ ผู้บริหารจะจ้างครูมาสอนให้ ผมก็ไม่เอา เพราะรู้ดีว่าถ้าไม่ไปเรียนที่ประเทศใช้ภาษาอังกฤษ ยังไงก็ไม่ได้เรื่องแน่ ผมลาออกวันนี้ บินไปอเมริกาวันพรุ่งนี้ แบบหักดิบเลย เพราะต้องการไปเรียนภาษาที่อเมริกา คิดว่าชีวิตคนเราต้องท้าทาย ถ้าวางแผนมากๆ อาจจะไม่ได้ทำ ผมไปอยู่เมืองเมดิสัน รัฐวิสคอนซิน เงียบเหงามาก 3 เดือนแรก ร้องไห้อยากกลับไทยทุกวัน แต่ข้อดีก็คือเมื่อไม่มีอะไรทำ ก็ต้องอ่านหนังสือ ห้องสมุดปิดตี 2 กลับบ้านอ่านต่อถึงตี 5

มีกีฬาเป็นเพื่อน : เพื่อนคนเดียวของผมที่มีคือ กีฬา ผมเอาลูกบอลไปเดาะที่สวนสาธารณะ สักพักก็มีเสียงทัก คนไทยรึเปล่าครับ ก็ได้เพื่อนเลย พอไปเล่นบาสฯ ชู้ตๆ ก็เจอคนไทยอีก เพื่อนต่างชาติก็เข้ามาเล่นด้วยกัน พูดไม่เป็นก็เล่นด้วยกันได้ กิจกรรมหลักก็คือกีฬา ขับรถไปดูอเมริกันฟุตบอล ไปดูบาสฯ

ตั้งชมรมฯ จากลูกฟุตบอล : พอผ่านไปปี เริ่มคุ้นเคยกับภาษาอังกฤษ พอสอบผ่านก็ย้ายไปเรียนบริหารธุรกิจ สาขาผู้ประกอบการ ที่มหาวิทยาลัยเมืองเดนเวอร์ รัฐโคโลราโด้ เป็นเมืองกีฬา ทั้งอเมริกันฟุตบอล บาสฯ เป็นเมืองสะอาด ปลอดภัย และธุรกิจอสังหาฯ รุ่งเรืองมาก เป็นเมืองท่องเที่ยว และผมยังทำงานพิเศษในบริษัทโฆษณาภาพยนตร์ของฮอลลีวูดส์ เพื่อนคนไทยได้ดูหนังฟรีหมด หน้าที่ผมคือโปรโมทหนังให้คนมาดู, ทำงานร้านอาหารไทย และยังชอบเล่นกีฬาเอ็กซ์ตรีม มันท้าทายดี เลยได้เล่นกีฬาหลากหลายประเภท และผมยังได้จัดตั้งชมรมนักเรียนไทยที่นั่น และเป็นประธานฯ โดยเริ่มจากลูกฟุตบอลลูกเดียว

เห็นวัฒนธรรมกีฬา : ทั้งเมืองเล่นกีฬา ทุกครอบครัวมีอุปกรณ์กีฬา ผูกพันกับกีฬา เวลาไปดูเบสบอล ไปกันทั้งครอบครัว เด็กๆ แต่งตัวเป็นนักกีฬาเต็มที่ เพื่อเตรียมตัวไปรอรับลูกโฮมรัน ประเด็นสำคัญที่ผมเห็นก็คือ ครอบครัวได้ใช้เวลาด้วยกัน พ่อแม่ได้สอนลูก ได้คุยกัน
ผมเคยเข้าไปดูอเมริกันฟุตบอลกับเพื่อนๆ แล้วพบว่ารอบๆ ข้างคนที่นั่งแถวๆ นั้นเขารู้จักกันหมด เพราะที่นั่งเขาซื้อกันเป็นตั๋วปี ซื้อกันมาตั้งแต่รุ่นปู่ แล้วเป็นมรดกตกทอดต่อเนื่องกันมาเรื่อยๆ ที่เราได้ตั๋ววันนั้นเพราะเขาไปดูเองไม่ได้ ผมเห็นแบบนี้แล้วก็อยากให้วัฒนธรรมกีฬาบ้านเราเป็นแบบนี้บ้าง ทีมกีฬาของแต่ละท้องถิ่น ต้องอาศัยผู้คนคอยสนับสนุน ถึงจะอยู่รอด แล้วเวลาได้รับชัยชนะ ทั้งเมืองก็จะฉลองให้เต็มที่ เพราะทั้งเมืองเขาลงขันกันสร้างสนามกีฬา ทุกคนรู้สึกถึงความเป็นเจ้าของ ช่วยกันซื้อสินค้า อุดหนุน ทำทุกอย่างเพื่อให้ทีมที่ตัวเองรักประสบความสำเร็จ ซึ่งการทำเช่นนี้เป็นการแบ่งเบาภาระของรัฐ เพราะประชาชนช่วยกันดูแลกันเอง รักษากันเอง

ไม่อยากรีบจบ : ที่นั่นมีชีวิตที่สนุก ถ้าขยันไม่มีอด ทำให้ผมเรียนไปเรื่อยๆ ใช้เวลาเต็มที่ ครั้งแรกตั้งใจจะเปิดร้านอาหารไทยที่นั่น แต่ทางบ้านไม่ยอม บินไปรับผมกลับมาเลย เพราะกำลังจะเปิดภัตตาคาร อยากให้มาช่วยงาน แต่ผมคิดว่างานนี้ไม่ถนัด บอกพ่อว่าทำเลเหมาะกับการทำร้านนวดที่มีอยู่แล้วมากกว่า จึงขยายธุรกิจแทน ซึ่งพี่สาวก็ดูแลจนประสบความสำเร็จ แล้วผมก็หันไปทำงานที่ถนัดด้านอสังหาฯ และขยายธุรกิจที่สำเพ็ง จนมี 5 สาขา นำความรู้ที่ได้กลับมาปรับปรุงร้านให้ทันสมัย ใช้ระบบไอทีเข้ามาจัดการ จนเติบโตในวงการธุรกิจของเล่น จากผู้ขายก็กลายมาเป็นผู้นำเข้า

ธุรกิจกีฬา : จนมาถึงจุดหนึ่งก็เริ่มนำเข้าหญ้าเทียม เครื่องออกกำลังกาย จอแอลอีดี นำเข้าทุกอย่างที่เกี่ยวกับกีฬามาขาย จนสร้างเป็น The Pac Sport Center ศูนย์กีฬาครบวงจร มีสนามฟุตบอลหญ้าเทียมที่ใหญ่ที่สุด ทันสมัยที่สุดในประเทศไทยในยุคนั้น รับจัดงานทางด้านกีฬา มีเงินไม่มีเงินไม่สำคัญทำเอาสนุก เคยแข่งบีบีกันชิงแชมป์ประเทศไทย คาราเต้ เทควันโด ฟุตบอลลีคหญิง ฯลฯ จนได้มาทำทีมฟุตบอล อัสสัมชัญ ธนบุรี เดอะแพ็ค เอฟซี โดยผมเป็นผู้จัดการสโมสร ในระดับดิวิชั่น 2 ทำแล้วรู้เลยว่าไม่ง่าย แต่ก็ได้ช่วยปั้นเด็กหลายคนให้เข้าสู่วงการฟุตบอลบ้านเรา

ปริญญาเอก : ระหว่างที่ทำงานด้านกีฬา ก็ได้รับการชักชวนจากพี่ๆ ให้มาเรียนปริญญาเอกที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์การกีฬา สาขาการจัดการกีฬา เมื่อดูแล้วก็พบว่านอกจากจะมีความรู้แล้ว เขายังบอกอีกว่าสามารถจะนำไปพัฒนาประเทศชาติได้ ไม่ใช่แค่ศูนย์กีฬาของเราเท่านั้น ตอนเรียนคอร์สเวิร์คคะแนนดีมาก แต่พอทำวิจัยก็ยากจนเกือบจะเลิกล้มความคิด แต่สิ่งที่ทำให้กลับมาฮึดสู้ก็เพราะมีคนมาทักว่า ไม่อยากให้ลูกมีพ่อเป็นดอกเตอร์หรือไง นี่แหล่ะครับกำลังใจของผม

กอล์ฟ : สมัยเรียนที่อเมริกา เพื่อนชวนตีกอล์ฟ ผมก็ออกไปตีด้วยเลย คิดว่าคงง่ายๆ เพราะเราเองก็เล่นกีฬามาเกือบทุกประเภทอยู่แล้ว แต่พอตีจริงกลับทำไม่ได้ ตีไม่โดน จนหงุดหงิด อยากจะหักไม้ทิ้ง ทำให้ออกรอบวันนั้นแล้วเลิกเล่นไปเลย คิดว่า กอล์ฟไม่ใช่กีฬา กอล์ฟเป็นเกมส์ พอเล่นฟุตบอลผมก็เล่นแบบทุ่มเท เคยเล่นจนแขนหัก ไหล่หลุด ผ่าเข่า ผ่าหมอนรองกระดูก เจ็บไปทั้งตัว เมื่ออายุมากขึ้นเริ่มจะไม่ไหว แล้วยิ่งพอทำธุรกิจโตขึ้นๆ เริ่มห่างจากกีฬา เริ่มไม่สบาย มีโรคต่างๆ เข้ามารุม ทั้งความเครียดอีก พอเริ่มมีลูกแล้วไม่ได้เจอลูก จนคิดว่าเรามีชีวิตเพื่ออะไร ผมอยากดูแลลูกเอง ไปรับไปส่งเอง เพราะเป็นเวลาที่ได้อยู่ด้วยกัน ได้คุยกัน ทำให้ลูกอยากไปโรงเรียน หรือพาลูกเล่นกีฬา ก็ต้องพาไปเอง โดยเฉพาะกอล์ฟ เราก็ได้เรียนรู้เรื่องใหม่ๆ พร้อมๆ กับลูกไปด้วย จนมีความใฝ่ฝันว่า อยากจะทำอะไรเกี่ยวกับกีฬากอล์ฟ

ทำดีแล้วจะได้ดีเอง : ผมจัดงานอะไรก็จะใช้กีฬานำ เราจัดกีฬาให้กับเด็กพิการต่างๆ ได้มาทำกิจกรรมร่วมกัน ผมอยากให้เด็กเหล่านี้มีความสุข ถึงจะไม่รู้จักเขาเลย ก็ให้เพื่อนๆ ขับรถไปรับมา แล้วมาเล่นกีฬาสีกัน เห็นเด็กมีความสุข เราก็มีความสุข แล้วสิ่งดีๆ ก็เข้ามาในชีวิตของเราเอง เรื่องจริงครับ.