อมยิ้มริมกรีน

มองให้ข้ามโลก หากจะส่งลูกเรียนพิเศษ

เด็กๆ ปิดเทอมใหญ่กันแล้วนะครับ

ปิดเทอมใหญ่หน้าร้อนสมัยผม เป็นช่วงเวลาแห่งความสุขหฤหรรษ์ของเด็กๆ สมองไม่ต้องเรียนหนังสือ เรียนประสบการณ์ชีวิตด้วยการ ตะลอนเที่ยว หาความสุกกับเพื่อนก๊วนเดียวกันอย่างเดียว

แต่เด็กสมัยนี้ รุ่นลูกรุ่นหลาน เวลาปิดเทอมใหญ่ คือ เวลาที่ไปเรียนพิเศษเพิ่มเติม ไม่ใช่เวลาพักสมอง

เรียนพิเศษกันตั้งแต่ตัวกระเปี๊ยก

ตั้งแต่เด็กประถม พ่อแม่ยัดเยียด เรียนเข้าไปซิ เรียนภาษา เรียนวิชาขึ้น ม.ต้น ไอ้พวกม.ต้นขึ้นม.ปลาย ก็ต้องมีหน้าที่เรียนพิเศษเอาจริงเอาจัง ด้วยพ่อแม่กลัวว่า ลูกจะมีฐานความรู้ไม่แน่น เปิดเทอมจะเรียนไม่ทันเพื่อน (ที่ใครก็ไปเรียนพิเศษมาทั้งนั้น)

ยิ่งเด็ก ม.ปลาย ยิ่ง เรียนพิเศษหนักมันทั้งปี เพื่อการสอบเอนทรานซ์ แย่งเก้าอี้เรียนในมหาวิทยาลัยแห่งรัฐ

ผมมีคำถาม ให้กับ พ่อแม่ ที่ส่งลูกเรียนพิเศษช่วงปิดเทอมใหญ่ครับ

ถามว่า..เคยคิดให้ยาวไปในยุคโลกใหม่ของลูกหรือไม่ว่า วิถีชีวิตของพวกเขาจะเป็นอย่างไร?

ตัวอย่างมีให้เห็นในทุกวันนี้ว่า หลายอาชีพถึงจุดปลายทาง เพราะ AI ปัญญาประดิษฐ์,หุ่นยนต์ จะเข้ามาทำงานแทนที่ในอนาคต ต่อให้เป็นอาชีพแห่งความฝัน เช่นแพทย์,วิศวกร,นักวิทยาศาสตร์, ฟิสิกส์ ฯลฯ ที่ต้องเก่งการเรียนสายวิทย์มาแต่เด็ก ก็ไม่พ้นที่จะถูก คอมพิวเตอร์,หุ่นยนต์ AI ปัญญาประดิษฐ์ แย่งงาน เมื่อโตมาประกอบอาชีพทางโลกวิทย์

4 จี ยังทำโลกเปลี่ยนได้ถึงขนาดนี้ เมื่อไหร่ 5จีมา ต่อไปก็ 6 จี ..มนุษย์ต้องถามตัวเองว่า ยังจะเหลืออะไรให้ทำ ให้เป็นอาชีพ?

นั่นคือโลกยุคใหม่ ที่ลูกหลานเราต้องปรับทุกอย่าง เพื่อไปทันโลกเช่นนั้น ไม่ใช่พ่อแม่ยุคเรากำกับชีวิตพวกเขา

การเรียนพิเศษวิชาการสายวิทย์ คณิต คือเน้นการฝึกใช้งานสมองซีกซ้าย อันเป็นคุณสมบัติสำคัญของอาชีพแห่งความฝันดังที่กล่าวมา อยากติดแพทย์ ติดวิศวะ วิทยาศาสตร์ ฯลฯ

แต่ความจริงก็คือ มันจะกลายเป็น “สิ่งสูญเปล่า”เพราะ การเรียนแบบโลกเก่า ครูอาจารย์สอน กำลังจะจบ ด้วยไปไม่ทันความก้าวหน้าของเทคโนโยยี่โลกใหม่

มีข้อมูลว่า เมื่อปีก่อน มหาวิทยาลัยในสหรัฐอเมริกาเจ๊ง ปิดตัวไปแล้วสองร้อยกว่าแห่ง เพราะไม่มีเด็กจบไฮสกูล เรียน ยูต่อ ด้วยชัดเจนว่า โปรเฟสเซอร์ มีขีดจำกัดในการสอน ไม่สามารถจะถ่ายทอดองค์ความรู้ได้เร็วเท่ากับ ในเน็ต กูเกิล,วิกิพิเดีย

เด็กยุคใหม่ เปิดแลปท้อปในชั้นเรียน ครูอาจารย์หน้าห้องเรียนก็หมดความหมาย ด้วยศักยภาพในองค์ความรู้ ไม่เท่าข้อมูลศาสตร์ต่างๆ สรรพสิ่งความรู้มากหาศาลหลากหลายบนจอคอมฯ ในรัดนิ้วมือเดียว

บางที ที่เกริ่นมานี้ จะทำให้พ่อแม่ที่ยัง เคี่ยวเข็ญให้เรียนพิเศษสายวิทย์ในช่วงปิดเทอม บอกตัวเองว่า..แล้วกูจะให้ลูกเรียนพิเศษไปทำไม?

การเรียนพิเศษสายวิทย์ ฝึกฝนทำโจทย์ยากๆ คือการฝึกฝนให้สมองซีกซ้ายให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

สมองซีกซ้าย คือส่วนที่ทำหน้าที่ การเขียน การอ่าน การใช้ภาษา ทักษะด้านตัวเลข การถอดสมการ ทักษะทางวิทยาศาสตร์ ฟิสิกส์ การมีความคิดด้วยเหตุด้วยผล เป็นส่วน องค์ความรู้ที่เป็น text การคิดคำนวณต่างๆ ในเชิงคณิตหรือฟิสิกส์ ในโลกอนาคตจะไม่ใช้สมองมนุษย์แล้ว

แต่จะเป็นระบบ อัลกิอริธึ่ม สมองกลหรือคอมพิวเตอร์ มันจะทำแทนให้หมด อันนั่นหมายความว่า ในอนาคต โลกยุคใหม่ หลายอาชีพสายวิทย์ จะถูก AI ปัญญาประดิษฐ์และหุ่นยนต์ แย่งงาน

เด็กๆ ถูกพ่อแม่ปรับโครงสร้างแต่เด็ก ให้เป็นพวกสมองใหญ่ มือเท้าลีบ อยู่ในโลกสี่เหลี่ยมมามากพอแล้ว ถึงเวลาที่ต้องไม่ส่งเสริมวิถีนั้นอีกเลย…เพราะมันไม่เป็นประโยชน์

การเรียนในโลกยุคใหม่ สายวิทย์ ไม่ต้องเรียนพิเศษหรอก ไป”เรียนจริง”ในห้องเรียนตอนเปิดเทอม ก็เพียงพอแล้ว

แต่ถ้าอยากให้ลูก เรียนพิเศษช่วงปิดเทอมใหญ่ เพื่อการพัฒนาตัวของพวกเขา

เด็กรุ่นใหม่ ควรเรียนพัฒนาการใช้สมองซีกขวาให้เยอะกว่าสมองซีกซ้ายครับ

เพราะสมองซีกขวา ทำงานในสิ่งที่เป็น การรังสรรค์ created ด้วยสมองแห่งตน โดยตรง

ศิลปินartist หลากหลายอาชีพ ล้วนคือกลุ่มผู้ใช้สมองซีกขวามากกว่าซีกซ้าย อาจเป็นคนถนัดมือซ้าย มีความจีเนียส อัจฉริยะในตัว

พ่อแม่สมัยก่อน ไม่แฮปปี้ กับ ลูกที่มีอารมณ์ศิลปิน เรียนไม่เก่ง คิดเลขไม่เป็น สอบตกสายคณิตวิทย์ เดี๋ยวๆหยิบกีตาร์มาเล่น ฮัมเพลงร้องเพลง ดูท่าไม่เป็นโล้เป็นพาย

ยิ่งกลุ้ม ก็ยิ่งพยายามเค้นให้เรียนพิเศษ เค้นให้เป็นคนแกร่ง

โดยหารู้ไม่ว่า ลูกตัวเองเป็นคนใช้สมองซีกขวาในวิถีของเขา แทนที่จะส่งเสริม ให้ “ส่วนที่เขามี”มีศักยภาพประสิทธิภาพมากขึ้น มีตัวตนที่เป็นตัวเองเก่งขึ้น กลับไป สกัดกั้น ซะนี่

ไม่ต้องอะไร ลูกถนัดซ้าย ใช้มือซ้ายจับดินสอ จับช้อนแต่เล็ก เห็นเป็นปมด้อย จับหักนิ้วซะเลย

คนที่ใช้สมองซีกซ้ายได้ดี มีความคิดรังสรรค์ สร้างสรรค์ วาดฝันเก่ง ทำงานศิลปะแขนงต่างๆ ที่ตัวเองชอบได้ดี มีความสามารถในงานฝีมือ งานประดิษฐ์ รักการอ่าน รักการเขียน จึงเขียนหนังสือได้ดี

อารมณ์ดี มีอารมณ์ขันเป็นพื้นฐาน ที่ทำให้ตัวเองหรือคนอื่นหัวเราะ มีความสุข ศึกษาความคิดเชิงปรัชญาได้ดี ตั้งแต่ระดับพื้นฐานจนถึงระดับสูง เพราะเข้าใจล้ำลึก

แต่จุดอ่อนของคนกลุ่มนี้ ก็ “อารมณ์ศิลปิน”

ไร้เหตุผล ไม่มีระเบียบ ไปจนถึงระดับมั่วซั่ว หมกมุ่นอยู่ในโลกตัวเอง self- centered โลกหมุนรอบตัวเอง พูดไม่รู้เรื่อง การสื่อสารกับผู้อื่นผิดพลาด เข้าใจยาก

โลกใบเก่า ศิลปิน อาจไม่สำคัญเท่า นักวิทยาศาสตร์ นักฟิสิกส์ แต่โลกอนาคต มันกลับกัน

คนที่มีศักยภาพสมองซีกขวาเป็นเลิศ กับกลายเป็นคุณสมบัติยอดเยี่ยม

เพราะอะไรไหมครับ..เพราะอาชีพของศิลปิน จะไม่ถูกAI หรือหุ่นยนต์ ปัญญาประดิษฐ์แย่งงาน

ปัญญาประดิษฐ์ ไม่อาจ มีชีวิตเป็น “ศิลปิน” ได้ ด้วยมันไม่มีข้อผิดพลาดเชิงข้อมูล ทำทุกอย่างได้ สมบูรณ์ perfect แต่ก็เป็นแค่งาน ลอกเลียน ก๊อปปี้ เท่านั้น

หุ่นยนต์ ไม่มีวันที่จะทำอาหารอร่อยเท่ากับเชฟเก่งๆ เพราะมันไม่มีลิ้นรับรส หุ่นยนต์ไม่มีวันรังสรรค์เพลงได้เท่านักร้อง ที่ทำให้คนฟังน้ำตาร่วงได้ด้วยความซาบซึ้ง

ที่สำคัญก็คือคนกลุ่มนี้ นอกจากทำให้มนุษย์โลกมีความสุข ตัวเองมีความสุข สร้างโลกของตัวเอง เดินตามความฝันได้ มีตัวตน ที่ไม่ถูกAIกลืนกิน

คำว่า ศิลปิน ไม่ใช่หมายความว่า จะดันให้ลูก เป็นนักร้อง เป็นดารา เป็นนักดนตรีนะครับ แต่มีหลายหลากแขนงเยอะแยะ ชอบทำอาหารก็เป็นเชฟได้ ชอบวาดรูปก็ได้ จะปั้นดิน แกะสลัก กระทั่งงานจัดสวน นักธรรมชาติวิทยา นักสะสม collectors ฯลฯ สารพัด

อะไรก็ได้ ที่เขาค้นพบว่า มีความกระหายที่จะแสวงหาความรู้ในสิ่งนั้น พึงใจในวันนี้ เก่งขึ้นในวันพรุ่งนี้…ทำได้ดีในวันมะรืน ก็ยิ่งมีความสุข

การช่วยให้ ลูก มีชีวิตก็รื่นรมย์ ในโลกอนาคตของเขา พ่อแม่ควรให้กับเขามิใช่หรือ?

ไม่ใช่เอะอะ ก็ส่งเรียนพิเศษ พัฒนาสมองซีกซ้าย กลัวลูกเรียนไม่เก่ง เอนทรานซ์ไม่ติด

ถ้าผมเป็นพ่อที่ ช่วงปิดเทอม ลูกไป take cause ทำอาหารมา แล้วมันสนุก ทำอาหารอร่อยๆ ให้ที่บ้านกิน ญาติโกโหติกาชมเปาะ หรือ มันไปเรียนวาดรูป แล้ววาดรูปเก่งได้ใจ..ผมจะติดโชว์ทั้งฝาบ้าน ส่งเสริมเต็มตัว ต้องการอะไรอีก บอกมา

เพราะมันคือความสุขในวันนี้ และวาดฝันได้ในอนาคตครับ

ยอดทอง