พีรพล ธำรงรัตนศิลป์

พีรพล ธำรงรัตนศิลป์
pim.com
“ใช้ชีวิตพอเพียง อยู่อย่างพอดี ไม่มีเดือดร้อน”

แม่กลัวเรียนไม่จบ : ผมลงเรียนที่มหาวิทยาลัยรามคำแหง ได้แค่เทอมเดียว คุณแม่ดูแล้วว่าอย่างนี้คงยากที่จะเรียนจบ เลยให้ไปทำงาน ขับรถส่งของ ทำได้อยู่พักก็หยุด แล้วเข้ามหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม สาขาวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ เป็นรุ่นแรกๆ ที่เปิดสอน สมัยโน้นมองกันว่า ใครเรียนสาขานี้ก็น่าจะมีอนาคตที่สดใส

กลายเป็นครูสอนพิเศษ : เรียนไปได้หนึ่งปี ก็รู้เลยว่า สาขานี้เหมาะกับผมมาก ก็เริ่มออกมาสอนโปรแกรมที่จำเป็นในยุคนั้น เช่น ดีเบส โลตัส เวิร์ดโพรเซสเซอร์ ตามสถาบันสอนคอมพิวเตอร์ต่างๆ เป็นงานที่ผมถนัด รายได้ดีมาก สอนอยู่สามปีจนเรียนจบ ก่อนจะมาเป็นพนักงานขายคอมพิวเตอร์

ไปเมืองนอกเพราะเบื่อ : ขายคอมฯ ได้ปีกว่าก็รู้สึกเบื่อๆ พอดีมีเพื่อนชวนไปอเมริกา เลยตัดสินใจไปด้วย ตั้งใจไปทำธุรกิจเกี่ยวกับซื้อขายกางเกงยีนส์ ซึ่งยุคนั้นบ้านเรากำลังให้ความนิยมกันอย่างสูง ทำรายได้ให้เป็นกอบเป็นกำ

ยีนส์พารวย : ตามห้างจะให้ซื้อกางเกงยีนส์ได้ครั้งละไม่เกิน 3 ตัว ต่อคน ทำให้ต้องอาศัยน้องๆ คนไทย ที่ทำงานในร้านอาหาร วันไหนเขาหยุดก็รับขึ้นรถให้ไปช่วยกันเข้าคิวตระเวนซื้อตามห้างหลายๆ คน ลำบากมาก แต่ก็สนุก น้องๆ ก็มีรายได้พิเศษ

จับทางธุรกิจ : คนไทยเรามักจะใส่ขนาดเอว 27-32 นิ้ว เวลาไปเจอโกดังใหญ่ๆ ก็จะมีปัญหา เพราะเขาอยากให้เราเหมาไปทั้งหมดทุกขนาด แต่เราเอาขนาดนั้นมาก็ขายไม่ได้ จนเมื่อผมได้เจอกับลูกค้ายุโรป ซึ่งเขาเองก็มีปัญหาตรงข้ามกับเรา คือต้องการแต่กางเกงขนาดใหญ่ ผมจึงซื้อได้หมดทุกขนาดแล้วมาขายขนาดใหญ่ต่อให้เขาอีกที และบางครั้งเจอกางเกงเก่าซื้อมาตัวละไม่กี่เหรียญ แต่พอมาเลือกดู บางตัวขายต่อได้เป็นร้อยเหรียญก็มี รายได้จึงค่อนข้างดี อยู่ได้สบาย ใช้จ่ายมือเติบตั้งแต่เด็ก

จะดีแค่ไหน ก็ไม่เหมือนบ้านเรา : ค้าขายอยู่ได้ปีกว่าๆ ก็รู้สึกว่า เราถูกเอาเปรียบ ยังไงเขาก็มองเราว่าเป็นเหมือนพวกอพยพ ผิวเหลือง หัวดำ ไปไหนมาไหน ตำรวจก็มักจะเพ่งเล็งอยู่แล้ว ยิ่งพกเงินเยอะๆ เพื่อไปซื้อของ ยิ่งอันตราย ยิ่งน่าสงสัย เวลาเดินทางเข้าอเมริกาแต่ละครั้ง ผมแทบจะไปตัวเปล่า เพื่อเก็บน้ำหนักไว้ขนของกลับมาขาย แล้วเงินที่พกไปก็เยอะเต็มจำนวนที่อนุญาต แต่ส่วนใหญ่เป็นแบงค์ใบละ 1 ดอลล่าห์ เพราะเราแลกแบงค์ย่อยไป เนื่องจากอัตราแลกเปลี่ยนดีกว่าแบงค์ที่มีมูลค่าสูงๆ เวลาเจ้าหน้าที่เปิดออกดูเห็นเงินเป็นปึกๆ นึกว่าเยอะ กลัวว่าเป็นพ่อค้ายา

ประสบการณ์เฉียดคุก : ผมเคยไปซื้อกางเกงยีนส์จากโกดังที่เขาขายให้แบบไม่อั้น ก็ซื้อมาราว 500 ตัว แต่โดน ตม. จับ เพราะสงสัยว่าเราไปเอากางเกงเยอะแยะมาจากไหน อีกทั้งเรายังเป็นเด็กเอเชีย พกเงินเยอะ เลยยิ่งทำให้เขาสงสัยไปใหญ่ รื้อรถ ค้นรถ ทั้งคัน คิดว่าอาจจะมีสิ่งผิดกฎหมายแอบซ่อนอยู่แน่ๆ แต่เรารู้ดีว่า ไม่มีอะไรแน่นอนนอกจากกางเกงยีนส์ แต่เขาก็ไม่เชื่อ คิดว่าอาจจะเป็นของขโมย คำแรกที่เจ้าหน้าที่ถามคือ จะทิ้งกางเกงยีนส์ไว้ให้ตรวจสอบ หรือจะเข้าคุก เราก็ต้องยอมปล่อยสินค้าไว้ก่อน แล้วนำใบเสร็จมาแสดง จนเขาก็คิดว่า เราไม่ใช่ขโมย แต่แหล่งที่ซื้อมาน่าจะเป็นต้นตออีกที กลายเป็นเรื่องใหญ่เข้าไปอีก ส่วนเราก็โดนหางเลขโดยไม่รู้ตัว แล้วถ้าจะจ้างทนายก็มีค่าใช้จ่ายสูงมาก จ่ายค่าทนายไปแล้วก็ยังไม่คืบหน้า จนสู้ราคาค่าจ้างไม่ไหว ยอมทิ้งส่วนที่ ตม. ยึดไว้ตรวจสอบ สี่ร้อยกว่าตัว ซึ่งเป็นยีนส์ใหม่ทั้งหมด ส่วนยีนส์เก่าเขาคืนมาให้ 30 – 40 ตัว โชคยังดีอยู่บ้างที่บางตัวมีมูลค่าสูง และจากเหตุการณ์ครั้งนั้นก็ทำให้คิดได้ว่า อยู่ที่นั่น ยังไงเราก็เป็นแค่พลเมืองชั้นสอง ถ้าไม่เก่งจริงๆ โอกาสที่จะอยู่รอดน้อยมาก…

กลับบ้านเราดีกว่า : กลับมาก็เจอเจ้านายเก่า ชวนให้เปิดร้านขายคอมพิวเตอร์ ที่ พันธ์ทิพย์พลาซ่า ประตูน้ำ สมัยนั้น ทั้งประเทศต้องเข้ามาซื้อคอมฯ ที่นี่ที่เดียว ขายของดีมาก ประกอบเครื่องกันไม่ทันขาย ทำให้เกิดอาชีพรับจ้างซื้อ รับจ้างประกอบ สร้างรายได้ให้เป็นกอบเป็นกำ

ยุครุ่งเรือง : ค่าเช่าถูก ร้านค้าน้อย ลูกค้ามาก เป็นปัจจัยที่สร้างกำไรให้กับธุรกิจมหาศาล แต่ในยุคหลังกลับตรงกันข้ามไปหมด ค่าเช่าแพง ร้านค้ามาก ลูกค้าน้อย ผู้คนมีทางเลือกเยอะ เลือกความสะดวก เลือกเงื่อนไขทางการเงิน ความรู้เรื่องเทคโนโลยีก็ไม่ใช่เรื่องเฉพาะกลุ่มอีกต่อไป พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไปเยอะ ทำให้กำไรของร้านค้าจริงๆ เหลือน้อยมาก คนประสบความสำเร็จก็รวยมหาศาลไปเลย แต่ที่ล้มหายปิดกิจการไปก็เยอะ

เปลี่ยนสินค้าเพื่อความอยู่รอด : พอตลาดคอมพิวเตอร์เริ่มซบเซา ทำตลาดได้ยากขึ้น เราก็หันมาจับตลาดกล้องวงจรปิด ซึ่งนับว่าเป็นกลุ่มสินค้าที่ค่อนข้างใหม่ ตลาดในบ้านเรายังโตได้อีกไกล เพราะปัจจุบัน กล้องวงจรปิด กลายเป็นสิ่งจำเป็น เทคโนโลยีสูงขึ้น ราคาก็ถูกลงค่อนข้างเยอะจนจับต้องได้ แล้วทุกบ้านก็ยังมีไม่ครบ ทำให้มีโอกาสทำการตลาดไปได้อีกนาน

ปรับตัวพอสมควร : คอมพิวเตอร์กับกล้องวงจรปิด ถึงแม้จะอยู่ในกลุ่มไอทีด้วยกัน ดู คล้ายๆ กัน แต่จริงๆ แล้วมีความแตกต่างกันมาก คอมพิวเตอร์ เป็นงานที่นั่งอยู่ในร้าน แต่กล้องวงจรปิด ต้องออกไปยังพื้นที่จริง ปรับการทำงานไปตามสถานการณ์ แรกเริ่มเราใช้ทีมงานที่จ้างวานจากภายนอก แต่ก็จะเจอปัญหาถ้ามีการแก้ไข จนเริ่มมีความเชี่ยวชาญ ชำนาญมากขึ้น จึงต้องตั้งทีมเป็นของเราเอง เพื่อความสะดวกทั้งการติดตั้งและบริการหลังการขาย

ต้องทำธุรกิจแบบผสมผสาน : ผมยังมีความเชื่อว่า เรายังคงต้องมีความผสมผสานระหว่างการค้าแบบออนไลน์ ควบคู่ไปกับการทำการตลาดแบบจับต้องได้จริงๆ เพราะบ้านเรายังมีคนอีกกลุ่มที่ยังคงไม่ถนัดในเรื่องออนไลน์ทั้งหมด ดังนั้น การเข้าถึงตัว การประชาสัมพันธ์ไปถึงหน้าบ้าน หรือลงโฆษณาในสื่อสิ่งพิมพ์จริงๆ ก็ยังเป็นความจำเป็นในการต่อยอดทางธุรกิจที่ไม่อาจจะมองข้ามได้

ธุรกิจพอเพียง : เมื่อก่อนก็สงสัยเหมือนกันว่าทำไม เพื่อนๆ ร่วมรุ่นที่เขาทำงานรับราชการ ได้เงินเดือนไม่มาก เขาอยู่ได้ ขณะที่เรามีรายได้เยอะกว่ามากมายก็ยังแทบไม่พอใช้ จนเมื่อเวลาผ่านไป ถึงได้ทราบว่า ชีวิตเราไม่จำเป็นต้องดิ้นรนให้เหนื่อยจนเกินตัว หรือหาทรัพย์สินให้มากมาย หากต้องรู้จักการจัดการ รายจ่ายให้เหมาะสมกับรายรับ นั่นคือการรู้จักกับคำว่า พอเพียง ผมเองก็ทำธุรกิจด้วยวิถีพอเพียงเช่นเดียวกัน ไม่ได้อยากสร้างธุรกิจให้ใหญ่โต ขอแค่พอมีพอใช้ เลี้ยงครอบครัวให้มีความสุข มีเหลือเก็บ เหลือไว้ไปเล่นกอล์ฟบ้าง ชีวิตก็มีความสุขแล้ว

กอล์ฟ : ผมไม่ได้เล่นกีฬามาก่อน ไม่ค่อยได้ออกกำลังกาย แต่คนในวงการไอทีเล่นกอล์ฟกันเยอะ พอผมเข้าไปอยู่ในวงการไอทีด้วย ก็มีเพื่อนๆ ชักชวนให้เล่น ถึงได้หัดเล่น ทั้งๆ ที่จริงๆ แล้วคุณพ่อของภรรยาผมก็เป็นโปรกอล์ฟ แต่ตอนนั้นผมยังไม่สนใจ จังหวะที่เริ่มหัดพอดี ไทเกอร์ วูดส์ กำลังดัง ทำให้วงการกอล์ฟเป็นกระแสแบบก้าวกระโดด ชักชวนกันไปเล่นจนกลายเป็นกลุ่มใหญ่ ใช้ชื่อว่า ไอที กอล์ฟ คลับ ซึ่งเป็นชมรมที่คนอยากมาเล่นด้วยมากๆ เพราะเราใช้ตัวเองเป็นบรรทัดฐาน อะไรที่ดี ที่เราอยากได้ ก็จัดหามาให้ ประกอบกับช่วงนั้นสปอนเซอร์ในวงการคอมพิวเตอร์สนับสนุนเราดีมาก เราจึงมีโอกาสจัดกอล์ฟในสนามระดับห้าดาวทุกเดือนติดต่อกันถึงสองปี แย่งสมัครกัน ทั้งสมาชิกและบุคคลทั่วไปจนล้น ในที่สุดก็ต้องกลับมาจัดแบบเฉพาะสมาชิกไอทีเท่านั้น

เสน่ห์กอล์ฟ : ทุกวันนี้ยังไม่รู้เหมือนกันว่าตัวเอง ชอบกีฬากอล์ฟ หรือบรรยากาศการเล่นกอล์ฟ เพราะถ้าเราชอบเนื้อแท้ของกอล์ฟจริงๆ เราก็น่าจะเล่นกอล์ฟคนเดียวได้ แต่ตีคนเดียวยังไงก็ไม่สนุก หรือไปเล่นกับก๊วนที่ไม่สนิทก็ไม่สนุกเหมือนกัน เลยสงสัยว่าตัวเองคงจะติดใจบรรยากาศของกอล์ฟมากกว่า

ใช้ชีวิตแบบพอดี : การมีพรรคพวก มีเพื่อน คอยให้ความช่วยเหลือ คอยให้คำแนะนำ หรือบอกต่อธุรกิจของเรา ก็ทำให้ธุรกิจอยู่ได้ ยิ่งเราคิดแบบพอเพียง ไม่สร้างภาระหนี้สิน ไม่สร้างรายจ่าย ทุกอย่างดำเนินไปอย่างพอดีๆ ก็ทำให้อยู่ได้อย่างไม่เดือดร้อน และสินค้าที่ขาย ก็คัดเลือกเฉพาะที่เรามีความเชื่อมั่นในคุณภาพ มีความพร้อมในบริการหลังการขาย เพราะเราทำมาค้าขายมายาวนาน ความไว้วางใจที่ลูกค้ามีให้กับเรานั้นเป็นสิ่งมีค่า ซึ่งเราก็ต้องรักษาสิ่งนี้ไว้ให้ยั่งยืนต่อไป เรามอบสิ่งที่ดีให้กับเขา เขาก็อุดหนุนเรา ช่วยเหลือซึ่งกันและกันไป และต้องรู้จักใช้ชีวิตพอเพียง อยู่อย่างพอดี ไม่มีเดือดร้อนครับ