วันชัย เสริมทอง

วันชัย เสริมทอง
CASALENATHAILAND.COM
“แหใหญ่แค่ไหน ย่อมมีปลาเล็กหลุดรอดได้เสมอ”

อยากเรียนเพาะช่าง : ผมชอบวาดรูป ชอบออกแบบ เคยสอบติดเพาะช่างภาคบ่าย แต่ไม่มีทุน เลยไม่ได้เรียน ผมไม่ถนัดคำนวณ ไม่ถนัดภาษา ก็คิดว่า นิติศาสตร์ น่าจะเหมาะกับเรา

ไปซาอุฯ : คนเราจะรู้สึกตัวก็ต่อเมื่อมองเห็นว่า ชีวิตนี้ไปไม่ไหวแล้วจริง ๆ ลูกสาวก็เพิ่งเกิดอายุแค่ 47 วัน แต่ผมต้องจากครอบครัวเพื่อไปทำงาน ไม่กล้าหันกลับมามองเลย เพราะรู้สึกสะเทือนใจมาก ตอนนั้นก็ไม่รู้เหมือนกันว่าตัดสินใจถูกหรือผิด แต่ต้องไปเพราะความจำเป็น มาถึงตอนนี้พูดได้เต็มปากเต็มคำว่า ผมตัดสินใจถูกแล้วที่ไป เพราะสิ่งที่ได้กลับมาคือ ประสบการณ์ในเรื่อง การทำงานแบบมีระบบ ความอดทน

ทำงานอินเตอร์ : ต้องทำงานในบริษัทเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์นม ร่วมกับคนหลากหลายเชื้อชาติ ทั้ง อังกฤษ เยอรมัน ฝรั่งเศส ญี่ปุ่น อินเดีย ฟิลิปปินส์ บังคลาเทศ และ คนไทยด้วยกัน มีคนงานร่วมสี่พันคน ผมไปเริ่มตั้งแต่ งานธุรการทั่วไป, สโตร์คีปเปอร์, ทำบัญชีแรงงานของคนไทยซึ่งมีสองร้อยกว่าคน มีปัญหาเรื่องอะไรผมก็คอยช่วยเหลือ ประสานงานให้ ตั้งแต่เรื่องการทำงาน ไปจนถึงเรื่องส่วนตัว

ตั้งใจอยู่ยาวหลายปี : แต่เกิดอุบัติเหตุใหญ่ซะก่อน ผมขับรถไปตรวจงาน แล้วบีบแตรเรียกโดยไม่ระวัง คนขับรถที่มีคราดด้านหน้าหันกลับมา คราดชนกับประตูซ้ายที่ผมนั่งขับอยู่อย่างจัง ผมได้รับบาดเจ็บสาหัส ถูกส่งตัวเข้าเมืองริยาร์ดเพื่อรักษาตัว การเจ็บป่วยอยู่ต่างประเทศลำบากมาก เหงามาก ไม่มีใครรู้จักมาดูแล ทุกคนต้องทำงาน อยู่โรงพยาบาลได้สิบวัน ผมจึงขอกลับไทยเพื่อรักษาตัว พอได้เห็นครอบครัว ผมก็ตัดสินใจไม่กลับไปอีกเลย

เริ่มต้นทำร้านอาหาร : หัวใจร้านอาหารคือทำเล ร้านเราอยู่อนุสาวรีย์ชัยฯ บริเวณนั้นคือศูนย์รวมทุกสิ่ง ทำเป็นศูนย์อาหาร กำไรดีมาก แต่เป็นของกงสี ไม่ใช่ของเรา ทำอยู่ได้ 5 ปี 9 เดือน 12 วัน พอมีประสบการณ์ ก็อยากจะออกมาทำเอง ต้องตระเวนหาที่เพื่อจะเปิดร้าน

เริ่มธุรกิจเสื้อผ้า : บังเอิญว่า น้องชายมีแฟนทำเสื้อผ้า ที่ ซิตี้คอมเพล็กซ์ ประตูน้ำ สมัยนั้นยังมีแค่ตึกใบหยก กับที่นี่ พอเขาชวน พอเห็นช่องทางก็ทำบ้าง เริ่มจากไม่รู้อะไรเลย ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจักรเย็บผ้าเป็นยังไง จนถูกหลอก ต้องลองผิด ลองถูก ไปเรื่อย จ้างคนมาออกแบบชุด แต่วันดีคืนดีเขาก็ลาออก จนผมต้องตัดสินใจไปเรียนวิธีการสร้างแพ็ทเทิร์นเอง แบบ Moulage ซึ่งเป็นการออกแบบขั้นสูง ตัดเย็บบนตัวหุ่น ซึ่งผมพอมีพื้นฐานเรื่องวาดรูปอยู่บ้าง

ยังไปไม่รอด : 6 เดือนแรก เจ๊งสนิท เงินทุนที่ได้มาจากการจำนองบ้าน หมดไม่เหลือ คิดในใจว่า คงต้องกลับไปทำงานเมืองนอกอีกแล้ว แต่มีอยู่วันหนึ่งมีผู้หญิงน่าจะเป็นชาวต่างชาติ เดินผ่านร้าน ชุดเธอสวยมาก ผมก็จำแบบแล้วมาทำออกขาย

ชุดเดียวพลิกชีวิต : ราวสี่เดือน แบบนั้นแบบเดียว ผมขายไปมากกว่าหกพันชุด เป็นเสื้อสีขาว ชุดเอี๊ยมดำ เบอร์ 30 ซึ่งเป็นรหัสที่ผมออกแบบไว้ ขายดีจนผลิตไม่ทัน ไม่ได้หลับไม่ได้นอน ต้องขับรถไล่ตั้งแต่งามวงศ์วาน จนถึงรังสิต เพื่อหาร้านตัดเสื้อ ไปฝากเขาเย็บ เช้าอีกวันก็ขับรถไล่เก็บชุด เอามาสอยกระดุม เก็บความเรียบร้อย เอาไปขาย จากจะเลิกร้านอยู่แล้ว แค่ไม่กี่เดือนก็ฟื้น สินค้าที่ต่อยอดผลิตเพิ่มอีกหลายแบบก็ได้รับการตอบสนองดี เราก็เริ่มตั้งตัวได้

พอขายดีคนอื่นเริ่มตาม : เราจึงต้องขยับหนี เปลี่ยนเป็นชุดเชียร์ลีดเดอร์ ใช้ในงานกิจกรรมของเด็ก เป็นงานค่อนข้างยาก ละเอียด มีขนาดต่าง ๆ เยอะ แล้วก็เป็นพวกชุดกลางคืน ชุดเสื้อผ้าแปลก ๆ สำหรับงานบันเทิง ส่งออกไปตลาดยุโรป ซึ่งเราเป็นผู้แหวกแนวตลาด โดยผมเขียนแบบเอง จากความต้องการของลูกค้า สมัยก่อน ทำเล มีผลกับการค้าขายมาก อย่างชั้น 1-2 ถือว่าทำเลทอง ลูกค้าไม่ต้องขึ้นลิฟท์ ไม่ต้องวนบันได และตัวช่วยสำคัญอีกอย่างก็คือ การลงโฆษณาในหนังสือ

สื่อโฆษณาในหนังสือสำคัญมากกับการค้าขาย : ลูกค้าจะตัดสินใจซื้อได้เลยจากการเห็นในแคตาล็อก การขายเสร็จเรียบร้อยไปแล้วตั้งแต่เมื่อได้เห็นชุดในหนังสือ ไม่ต้องมาเลือกแบบที่ร้านอีก หน้าที่ของเราคือทำให้ทัน ผลิตให้พร้อมจำหน่าย

วิกฤติเศรษฐกิจ : ครั้งแรก สมัยสงคราวอ่าว ธุรกิจเรายังไม่ค่อยได้รับผลกระทบมากนัก แต่ช่วงลดค่าเงินบาท คราวนี้โดนเต็มๆ เพราะเราอิงกับธุรกิจบันเทิง ทุกอย่างหยุดหมด กระทบมาถึงเรา ยอดขายตกลงมากๆ จากเคยได้หลักหมื่นหลักแสน ลดมาจนเหลือไม่กี่พัน จนมีวันหนึ่งได้เจอกับลูกค้าชาวญี่ปุ่นมาซื้อชุดแนวเชียร์ลีดเดอร์ แล้วบอกว่าจะพาลูกค้ามาซื้ออีก เราผลิตได้ใช่มั้ย พอดีกำลังจะปิดร้านผมก็ไม่ได้ตอบอะไร แล้วก็พาเขาไปส่งที่พัก แล้วก็นัดทานข้าว ดูแลลูกค้ากันไป เพราะช่วงนั้นผมว่างไม่มีอะไรทำอยู่แล้ว คิดอย่างเดียวว่า รอให้ผ่านพ้นวิกฤติช่วงนี้ไปก่อน สองเดือนต่อมา เขาพาลูกค้ามาจากญี่ปุ่นเป็นสิบคน บอกให้ช่วยติดต่อเรื่องที่พัก ผมก็คอยประสานงานให้ เขาสั่งซื้อของกับเราอีกหลายล้านบาท ขณะที่คนอื่นไม่มียอดขายเลยในช่วงนั้น ขายสินค้าให้ญี่ปุ่น นับว่าเป็นบทเรียนสำคัญ คือที่สุดของที่สุดในชีวิตการทำงาน สอนให้เรารู้วิธีการผลิตแบบคุณภาพสูงสุด ระบุไว้ว่าอย่างไร ต้องผลิตให้ได้ตามนั้นทุกประการ ข้อผิดพลาดแค่เพียงเล็กน้อยก็ไม่ปล่อยให้ผ่าน

ปี 2000 : ปี มิลลิเนียม ผมเริ่มทำชุดซานตาคลอส คิดว่าเป็นเจ้าแรก ๆ ของประเทศไทย ก่อนหน้านี้ก็เริ่มทำเว็บไซต์ casalena.com ปัจจุบันเป็น casalenathailand.com โดยมีเพื่อนชาวต่างชาติช่วยทำให้ ซึ่งชื่อนี้ได้มาจากความประทับใจ เมื่อไปเที่ยวยุโรป ผ่านหมู่บ้าน คาซารีน่า ในประเทศสเปน เกิดความประทับใจ ฟังดูเพราะดี จึงนำมาตั้งเป็นชื่อร้าน

จากลูกค้ามาเป็นเพื่อน : บางครั้งชาวต่างชาติแม่มาซื้อของ ลูกตามมาด้วย คุยกันไปคุยกันมา ลูกกลายมาเป็นเพื่อนสนิทกับเรา คบหากันแบบไม่มีผลประโยชน์ทางการค้า ทำให้ผมมีเพื่อนชาวต่างชาติพอสมควร

จีนเริ่มเปิดตลาด : ผมเข้าไปเป็นรุ่นแรก ๆ ต้องอาศัยไกด์ โดนหลอกมาสารพัด จนมีประสบการณ์มากพอ คนมักจะเหมาว่า ของจีนถูก คุณภาพต่ำ แต่สินค้าจากจีนมีหลายเกรด ราคาก็หลากหลายตามราคา เราก็ต้องรู้จักเลือก

สไตล์ : เป็นสิ่งสำคัญที่ลอกเลียนกันได้ยาก ผมยกตัวอย่างเช่น ชุดลิเก คือการนำของสวยงามทั้งหมดใส่เข้าไป ถามว่าสวยมั้ย สวยครับ แต่สวยแบบใช้งานจริงไม่ได้ เช่นเดียวกันกับชุดจากจีน สไตล์ที่เขาชอบขายในบ้านเราไม่ได้ จะให้ปรับเปลี่ยน ยอดสั่งซื้อของเราก็ไม่เพียงพอเมื่อเทียบกับที่ผลิตขายในบ้านเขา

เด็กรุ่นใหม่ใจกล้า : บางครั้งใช้ทุนของคนอื่นมาทุ่ม เมื่อเกิดข้อผิดพลาดก็ทุบตลาดยอมขาดทุนหนีตาย ทำให้ตลาดพัง ซึ่งแต่ละตลาดย่อมมีกฎของใครของมัน ทุกคนรักษากฎ มีจรรยาบรรณเพื่อให้ตลาดส่วนรวมอยู่รอดได้ หากปล่อยปละละเลยแบบมือใครยาวสาวได้สาวเอา สักวันจะพากันเสียหายไปหมด……..

กีฬากอล์ฟ : ผมเคยเล่นกอล์ฟครั้งแรกมาก่อน แต่ตอนนั้นยังไม่มีเพื่อน ความรู้เกี่ยวกับกอล์ฟยังไม่มี ไปซื้อไม้ในห้าง อ่านหนังสือแล้วไปลองหัดเอง ปรากฏว่า เล่นไม่ได้ ไม่สนุก เลยเลิกไปโดยปริยาย แล้วเว้นไปเลย จนลืม มารู้จักอีกทีก็เพราะมีเพื่อนมาชวน

ชมรมกอล์ฟใบหยก : ผมต้องขอบคุณเฮียเอี่ยม (บัญชา โตวรพันธ์) ชวนให้ผมเล่นกอล์ฟ ชวนให้เข้าชมรมกอล์ฟใบหยก และหลังจากนั้นผมก็เล่นกอล์ฟมาเรื่อยๆ มีก๊วนที่ชักชวนกันไปเล่นประจำ ผมไม่มีทักษะด้านกีฬาและดนตรี ผมไม่ได้เล่นกีฬาหรือดนตรีอะไรเลย ทำแต่งาน สิ่งเดียวที่มีก็คือ พอวาดรูปได้ มองแล้วรู้ว่าอะไรเหมาะสมกับอะไร อาจจะถือว่าเป็นพรสวรรค์ทางด้านนี้ ส่วนกีฬา ถึงแม้กอล์ฟจะได้เล่นบ่อย ก็ยังเล่นได้ไม่ดี แต่ชอบ มีความสุขมากทุกครั้งที่เล่น ชอบบรรยากาศโล่ง ๆ เจอเพื่อนฝูง ได้สังสรรค์ ทานอาหารอร่อย ๆ

เสน่ห์ของกอล์ฟ : คือ เอาชนะใจตัวเองให้ได้ บังคับใจตัวเองให้เล่นไปตามกฎ ใจเย็นอย่าใจร้อน เล่นให้สนุก เล่นให้เกิดความสุข แล้วสกอร์จะตามมาเอง ชนะตัวเองไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ หลายคนอยากเอาชนะคนอื่น จนลืมกฎเกณฑ์ของกอล์ฟ

โปรก็คือหมอ : รักษาวงสวิงให้คุณ อยากเล่นดีก็ต้องไปหาโปร โดยทั่วไปแล้วเขาจะไม่ก้าวก่ายกัน แต่ถ้าเราไม่มั่นใจ ก็สามารถหาที่ปรึกษาเพิ่มได้ แล้วถ้าโปรทุกคนมีความเห็นไปในแนวทางเดียวกัน ความผิดน่าจะอยู่ที่เราแล้ว

อยากเล่นกอล์ฟอยู่เสมอ : ถ้ามีเวลาก็อยากเล่น ไปที่ไหนก็ต้องหาสนามแถวนั้น อยากจะออกรอบทุกสนามในเมืองไทย อยากลอง อยากสัมผัสบรรยากาศที่แตกต่างในแต่ละแห่ง หรือบางครั้งก็ไปยิงปืนบ้าง แต่ก็ไม่บ่อยมาก แค่ไปซ้อม ไม่ได้สะสม

กฎของก๊วน : คือ เล่นแบบไม่มีเดิมพัน เน้นเฮฮา เล่นเสร็จกินเลี้ยงเต็มที่ แล้วทุกคนต้องหารค่าใช้จ่ายเท่ากันทุกครั้ง ทำให้ก๊วนผมเล่นกอล์ฟแบบได้รับความสุขเต็มที่

เคล็ดลับชีวิต : ไม่ดื่มเหล้า ไม่สูบบุหรี่ พยายามตัดอะไรที่เป็นทุกข์ให้เร็วที่สุด ไม่ไปมัวคิดให้เสียเวลา ไม่ทานหวาน ไม่ดื่มน้ำอัดลม ดื่มน้ำผลไม้ แต่ชอบดื่มกาแฟ แล้วต้องเป็นแบบเม็ดที่มาบดคั่วเอง ไม่เคยดื่มแบบสำเร็จรูป เพราะไม่รู้ว่าผสมอะไรมาให้บ้าง กาแฟ มีทั้งคุณและโทษ แต่เมื่อพิจารณาแล้ว สำหรับผมให้คุณมากกว่า ดื่มแล้วมีความสุข

เคล็ดลับธุรกิจ : ไม่ว่าแหจะใหญ่แค่ไหน ย่อมมีปลาเล็กหลุดรอดได้เสมอ ต้องหาจุดยืนของเราให้ได้ งานของเราต้องมีสไตล์ สินค้าบางอย่างต่อให้ตลาดต้องการแค่ไหน ถึงจะมีกำลังผลิตมากมาย แต่ถ้าไม่ใช่สไตล์ที่ถนัด ย่อมทำไม่ได้ เช่น ชุดไทย เครื่องประดับไทย ยังไงก็ต้องคนไทยผลิตเท่านั้น จะสั่งจากที่อื่นมาก็ไม่ใช่แบบ ไม่ใช่รสนิยมของเรา อย่างธุรกิจที่ผมทำ ก็จับในสิ่งที่คนอื่นเขาไม่ทำ หรือไม่ถนัด ทำในปริมาณที่จำกัด เป็นงานเฉพาะทาง เช่น ชุดเทศกาลต่าง ๆ หัวใจสำคัญอยู่ที่การวางแผนตั้งแต่เริ่ม การอ่านเกมส์ล่วงหน้า เพราะสินค้าตลาดใหญ่ที่มีจำนวนมาก ๆ เราไปสู้การลงทุนมหาศาลกับเขาไม่ได้

เคล็ดลับในเกมส์กอล์ฟ : ผมเล่นกอล์ฟไม่เก่ง มีจุดอ่อนที่ใจร้อน บางครั้งยังไม่ดูเลย์เอ้าท์ ยังไม่ได้สอบถามแค้ดดี้เลยว่าจะต้องตีไปทางไหน เล่นยังไง ก็รีบหวดแล้ว เพราะอยากเล่นมาก ถึงแม้ไดร์ฟไม่ดี แอพโพรชไม่ออน พัตต์ก็ไม่แม่น แต่ก็มีจุดแข็งที่ทำให้ทุกคนนึกถึงผมเสมอ… นั่นคือ ชวนเมื่อไหร่ ไม่มีปฏิเสธครับ !