สัพเพฯ กอล์ฟ

เรือดำน้ำ (ตอนจบ)

เรือดำน้ำ (ตอนจบ)

ตอนที่แล้วเราพอมองเห็นถึงความจำเป็นที่ต้องมี “อาวุธ” ที่มีประสิทธิภาพใกล้เคียงกัน นั่นยังไม่ได้หมายความว่า “เรา” จะไปเที่ยวเบ่งกล้าม สยายปีกไปรุกรานใครๆ เขา เรามีเพื่อให้อุ่นใจ หรือถ้าต้องออกกำลังก็พอฟัดพอเหวี่ยงกันได้บ้าง ก็เท่านั้นเอง และเรื่องราวต่อไปนี้ คงเป็นตอนสุดท้ายของ “เรือดำน้ำ” ส่วนใครจะเชื่อหรือจะค้านก็ตามใจก็แล้วกันนะครับ… เมื่อฉบับก่อนเราจบด้วย Armchair General..

ซึ่งหมายถึงท่านนายพลที่นั่งอยู่แต่บนเก้าอี้นวมมีที่เท้าแขนในห้องแอร์เท่านั้น ไม่ใช่นายพลที่อยู่ในสนามรบ นายทหารเรามีสูตรอยู่อันหนึ่งว่า “ต้องเชื่อคนที่อยู่ในสนามรบ” ดังนั้นขอความกรุณาท่านที่นั่งโซฟาและอยู่ในห้องแอร์ทั้งหลาย อย่าได้ออกมาตั้งคำถามเอากับเราเลยว่า “กองทัพเรือจะเอาเรือดำน้ำไปรบกับใคร” ผมตอบท่านผ่านสื่อไม่ได้หรอกครับ หรือจะตอบท่านเป็นการส่วนตัวก็ไม่ได้ เพราะเดี๋ยวท่านไปอ้างว่า “จากแหล่งข่าวที่เชื่อถือได้” เราจะหาเรือดำน้ำมารบกับประเทศ ก. แบบนี้เราก็พัง ดีไม่ดีท่านก็เล่นงานเราอีกว่า “เรามีความสัมพันธ์อันดีกับประเทศ ก. แล้วมันเรื่องอะไรจะไปหาอาวุธมาเอาไว้โจมตีเขา มีอะไรก็พูดกันสิ สมัยนี้มันต้องใช้การเจรจาทางการทูต ซึ่งคนที่พูดแบบนี้ คงจะไม่ทราบว่า การเจรจาทางการทูตนั้น มันจะต้องมีกระบอกปืนหนุนหลังอยู่ การพูดมันจึงจะมีน้ำหนัก และผมอยากจะถามว่า ถ้าประเทศ ก. ยิงเรือประมงเราจมไป 2 ลำ คนตายไปหลายคน โดยกล่าวหาว่าเราลักลอบจับปลาแถมยิงเรือรบของเขาอีกด้วย เราจะทำอย่างไรครับ เจรจาใช่ไหมครับ เจรจากันแล้วเจรจากันอีกยังไม่ได้ข้อตกลง เรือประมงก็ถูกยิงไปอีก 2 ลำ เพราะบอกว่า “เขามีกติกาของเขา” ถ้าเราผิดกติกาเขาก็ต้องดำเนินการตามกติกาคือ “ยิงก่อนพูดทีหลัง” (Hit first, Talk later) ถ้าเรามีกระบอกปืนหนุนหลังอยู่ และเป็นปืนที่มีอานุภาพเพียงพอ (ไม่ใช่ปืนแก๊ป) เราก็จะสามารถประกาศได้ตั้งแต่ต้นว่า “ถ้าใครยิงเรือประมงของเรา จะต้องได้รับการตอบโต้ทันที” หรือถ้ายังรักสันติ ไม่ประกาศออกไป เพราะดูเป็นการวางอำนาจและท้าทายไปหน่อย แต่เมื่อเรือประมงเราถูกยิง เราก็จะสามารถขอเปิดเจรจา และสามารถพูดเสียงกร้าวได้เลยว่า ต่อไปถ้ามีเหตุการณ์แบบนี้อีก “เราจะตอบโต้ทันที” ซึ่งประเทศ ก. คงต้องคิดหนัก แต่ถ้าเรามีแต่ปืนแก๊ป เขาก็จะหัวเราะ และบอกว่า คนของผมจะต้องทำตามกติกาที่ทางราชการกำหนด ดังนั้นท่านต้องบอกคนของท่าน อย่าได้ทำผิดกติกาของเรา แล้วเราจะทำอะไรได้ นั้นเพราะเรามีแค่ปืนแก๊ป นี่แหละครับ ที่ผมอยากจะเรียนย้ำว่า เราไม่สามารถบอกกับท่านได้ว่า กองทัพเรือจะหาเรือดำน้ำเอาไว้เพื่อรบกับประเทศไหน ผมอยากจะขอให้ท่านลองไปสืบเสาะ หรือศึกษาดูเถอะครับ ว่าประเทศต่างๆ ที่เขาจัดหาเรือดำน้ำ เขาบอกหรือไม่ว่า “เขาจะเอาไปรบกับใคร” แต่ท่านเป็นรัฐมนตรีกลาโหม หรือเป็นนายกรัฐมนตรี ผมก็จะกระซิบบอกท่านว่า “ผมกะว่า จะต้องรับกับใคร และจะรบกับเขาอย่างไร” ผมหวังว่าท่านทั้งหลาย ที่อยู่ในวิสัยที่จะสนับสนุนให้กองทัพเรือมีเรือดำน้ำไว้ใช้ คงจะเข้าใจและให้การสนับสนุนตามโอกาสอันควรนะครับ ผมปีนี้ก็ย่างเข้า 72 แล้ว ปี 2563 ไม่ทราบว่าผมจะยังอยู่ดูโลก ดูกองทัพเรืออยู่อีกได้หรือเปล่า แต่ถ้าผมยังอยู่ ผมคงต้องร้องไห้ถ้ากองทัพเรือไทยต้องจ้างมาเลเซียต่อเรือดำน้ำ และฝึกคนประจำเรือให้ด้วย เพื่อเป็นการถ่ายทอดเทคโนโลยีให้แก่กองทัพเรือไทย

สุดท้ายผมขอฝากเรื่องนี้ไว้ให้กับรุ่นน้อง ลูกศิษย์ หลานศิษย์ ทั้งหลาย รวมทั้งประชาชนทั่วไป และท่านผู้มีอำนาจในบ้านเมือง จะได้โปรดพิจารณา และดำเนินการตามที่เห็นสมควรต่อไปด้วยเถิดครับ และหวังเป็นอย่างยิ่งว่า คงจะไม่ทำให้ทหารแก่ๆ อย่างผมต้องน้ำตาตกนะครับ… สวัสดี.

ตำบลที่ทั้งทางภูมิศาสตร์ : ไทยตั้งอยู่ที่ก้นถุงของอ่าวไทย ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของทะเลจีนใต้ มองแค่ชื่อก็อ่าวไทยทำให้คิดว่า เราน่าจะสามารถแสดงความเป็นเจ้าของ หรือมีแสนยานุภาพทางทะเลพอที่จะข่มประเทศอื่นๆ รอบอ่านได้ (เช่นเดียวกับประเทศจีน ที่อ้างชื่อทะเลจีน และพยายามแสดงอำนาจอยู่) แต่ถ้าเมื่อมองให้ลึกจริงๆ ไทยเราเป็นได้เพียงแค่ “นักเลงไทยที่ปลายซอย” เท่านั้น เพราะปากซอยแคบ และมีเพื่อนบ้านที่แม้จะขู่ว่าเป็นนักเลงรุ่นหลัง แต่ก็มีศักยภาพเหนือกว่าเราในด้านกำลังรบมิติที่ 3 คือมิติใต้น้ำ ที่เราอยากได้ใจจะขาดแต่ก็ไม่ได้สักที วันดีคืนดี ถ้าเพื่อนบ้านเหล่านี้คิดแปรสภาพเป็นอันธพาลหรือจะเป็นจิ๊กโก๋ปิดซอย “เราก็คงเหนื่อย” นี่คือจุดด้อยของตำบลที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ในด้านความมั่นคง ส่วนจุดด้อยในปัจจัยข้อเดียวกันด้านความมั่งคั่งหรือทางเศรษฐกิจนั้น ท่าเรือสินค้าใหญ่ของไทยอยู่ก้นอ่าว ไม่ใช่ศูนย์กลางหรือเป็นทางผ่านของเรือส่งสินค้านานาชาติ คงมีแต่เรือที่มีจุดหมายปลายทางที่ท่าเรือไทย เพื่อนำสินค้าที่สั่งเข้าและขนสินค้าที่ส่งออกเท่านั้น การที่จะดึงดูดให้เรือสินค้าทั้งหลายที่แล่นไปยังมหาสมุทรอินเดียแวะพัก มีทางเดียวคือ สร้างแรงจูงใจ เช่น การขุดคลองเชื่อมต่อระหว่างอ่าวไทยกับทะเลอันดามันของมหาสมุทรอินเดีย อันจะสามารถร่นระยะเดินทางได้มากพอควร และจะทำให้พื้นที่บริเวณปากคลอง กลายสภาพเป็นศูนย์กลางธุรกิจเดินเรือและการขนส่งทางทะเล เหมือนกับที่ประเทศสิงคโปร์เคยทำสำเร็จมาแล้ว คลองขุดเพื่อลัดเส้นทางหรือที่เรียกว่า คอคอดกระ นี้ ล้นเกล้ารัชกาลที่ 5 พระองค์ได้ทรงมีพระราชดำริให้บรรดามุขมนตรีได้คิดพิจารณาถึงข้อดีข้อเสีย ข้อเสี่ยงอย่างละเอียด และคงเป็นประเด็นสำคัญที่มีการถกเถียงอภิปรายกันต่อมาอีกในหลายโอกาส จนแล้วจนรอดก็ยังไม่มีรัฐบาลไหนกล้าเสี่ยงทำ… (นาวิกศาสตร์ ปีที่ 96 เล่มที่ 7 กรกฎาคม 2558)

ครูไก่ ลำพอง ดวงล้อมจันทร์