อมยิ้มริมกรีน

เบน โฮเกน กอล์ฟ คือความสุข ที่ต้องแลกด้วยความพยายาม

เบน โฮเกน กอล์ฟ คือความสุข ที่ต้องแลกด้วยความพยายาม

เมื่อเร็ว ๆ นี้ อมยิ้มฯ ได้พูดถึง วงสวิงของ ‘โม นอร์แมน’ ที่คนในวงการกอล์ฟ ทั้งอึ้ง ทึ่ง และ งุนงงว่า ‘ทำได้ยังไงหว่า’ เพราะฉีกทุกตำรา ไม่เหมือนใครในระบบ แล้วยังไม่สามารถลอกเลียนแบบได้ (คงไม่มีใครอยากเลียนแบบด้วยแหล่ะ 555) แถมยังมีนักกอล์ฟระดับโลกอย่าง ไทเกอร์ วูดส์ เคยเอ่ยชื่มชมปรมาจารย์รุ่นคุณปู่ไว้ ถือว่าเป็นไอดอลตลอดกาล เพราะว่าตัวไทเกอร์ก็อยากจะมี ‘วง’ เป็นของตัวเองที่เป็นเอกลักษณ์หนึ่งเดียวบ้าง ใครได้เห็น ใครได้ดูก็จะรู้ว่านี่มันเท่จะตายไป แต่ทั้งนี้ วงสวิง เฉพาะตัวที่ว่า ถึงแม้อาจดูแล้วขัดหูขัดตา เมื่อเทียบกับวงของสามัญชนทั่วไป แต่ผลงานนั้น เข้าขั้นระดับโลกที่ทุกคนต้องยอมรับและให้การคารวะถ้วนหน้า และอีกหนึ่งอภิมหาอมตะโปรกอล์ฟโลกที่มีคุณสมบัติทัดเทียมกัน แต่มีผลงานที่สุดยอดยิ่งกว่า เขาคือ ‘เบน โฮเกน’

เบน โฮเกน (Ben Hogan) เป็นชาวอเมริกัน เกิดเมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 1912 ที่เมืองดับบลิน เท็กซัส เป็นลูกของครอบครัวช่างเหล็ก เริ่มเล่นกอล์ฟเมื่ออายุ 12 ปี และเริ่มรู้ว่า การเป็นแคดดี้ ทำเงินให้เขามากกว่าไปขายหนังสือพิมพ์ แล้วก็รู้อีกว่า กอล์ฟ จะทำเงินให้มากกว่านั้นอีกถ้าเล่นเป็นอาชีพจึงเทิร์นโปรเมื่ออายุ 19 แต่ในช่วงแรกชีวิตก็ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ เพราะวงสวิงที่ติดไปในทาง ‘ฮุค’ ทำให้ไม่ประสบความสำเร็จ จนเขากลับไปบ้านที่ ฟอร์ท เวิร์ท หางานอื่นทำเพื่อเลี้ยงชีพ ขณะที่ฝึกฝนกอล์ฟอย่างหนักเพื่อเข้าไปเล่นในทัวร์ จนมีชื่อเสียงโด่งดังในช่วงปี 1940 – 1950 เคยชนะ ยูเอส โอเพ่น ถึง 5 ครั้ง, บริติช โอเพ่น อีก 3 ครั้ง โดยเป็นชัยชนะใน พีจีเอ ทัวร์ มากถึง 64 ครั้ง และรายการอื่น ๆ อีก 7 ครั้ง รวมทั้งหมดเป็นแชมป์ไป 71 ครั้ง และใช้ชีวิตมาจนถึงปี 1997 อายุรวม 85 ปี ก็นับว่ายืนยาวมิใช่น้อย

อุบัติเหตุทางรถยนต์ เป็นเรื่องสุดเหลือเชื่อของ เบน โฮเกน ที่คนทั้งโลกในยุคนั้นจดจำได้ เช้าตรู่ของวันที่ 2 กุมภาพันธ์ ปี 1949 เมื่อเขาอายุได้ 36 ปี ขณะขับรถมุ่งหน้าจะกลับบ้าน ที่ ฟอร์ท เวิร์ธ, เท็กซัส พร้อมกับภรรยา ‘วาเลอรี โฮเกน’ ซึ่งนั่งอยู่เคียงข้างอีกฝั่ง เหตุเกิดขึ้นเมื่อถึงย่านชนบทนอกเมือง แวน ฮอร์น, เท็กซัส เมื่อรถบัสเกรย์ฮาวน์ พยายามแซงรถบรรทุกท่ามกลางบรรยากาศที่เต็มไปด้วยหมอก แล้วเกิดเสียหลักพุ่งชนประสานงากับรถคาดิแลค ของเบนอย่างจัง

ด้วยสติที่ยอดเยี่ยมของนักกีฬา เบน พุ่งตัวไปบังร่างภรรยาไว้ให้ปลอดภัย และหลบจากพวงมาลัยที่กำลังจะยุบมากระแทก จนตัวเองได้รับบาดเจ็บสาหัสไปทั้งตัว โดยเฉพาะในบริเวณขาและสะโพก ความรุนแรงของเหตุการณ์นั้น ถือว่าเป็นปาฏิหาริย์ที่รอดมาได้ เขามีอาการบาดเจ็บอย่างหนักถึงขั้นอาจเสียชีวิตได้เลย ต้องพักรักษาอยู่ในโรงพยาบาลยาวนานถึง 59 วัน ได้รับการผ่าตัดอีกหลายครั้ง และกว่าจะเดินได้ก็ต้องทำกายภาพอย่างหนัก น้ำหนักตัวลดลงเหลือแค่เพียง 95 ปอนด์ ปากก็พร่ำอยู่เสมอว่า จะกลับมาเล่นกอล์ฟให้ได้ ทั้ง ๆ ที่สภาพตอนนั้น แค่รอดชีวิตมาได้ก็เหลือเชื่อแล้ว แต่แค่นั้นยังไม่พอสำหรับเขา เบน กลับไปซ้อมกอล์ฟอีกครั้ง จนในเดือนพฤศจิกายน ของปีนั้น สามารถเข้าแข่งขัน ลอส แองเจลิส โอเพ่น ในปี 1950 แต่พ่ายให้กับ แซม สนีด คู่ปรับคนสำคัญอย่างฉิวเฉียด เพราะเสมอกันที่หลุมสุดท้าย จนต้องดวลเพลย์ออฟกันอีก 18 หลุม หลังจากนั้นช่วงฤดูร้อน ในปี 1950 เบน โฮเกน ก็เข้าแข่ง ยูเอส โอเพ่น ณ สนามเมอเรี้ยน (อีสคอร์ส) อาร์ดมอร์, เพนซิลวาเนีย และคว้าแชมป์ได้สำเร็จอย่างไม่มีใครกล้าคาดคิดมาก่อน จะเรียกว่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นจริงบทนี้ ยิ่งกว่านิยายก็ไม่แปลก

หลังประสบอุบัติเหตุ โฮเกน คว้าชัยชนะระดับเมเจอร์ 6 ครั้ง และ 11 ครั้งใน พีจีเอ ทัวร์

วงสวิงของ เบน โฮเกน อันเป็นเอกลักษณ์หนึ่งเดียวนั้น เขาต้องฝึกฝนมากกว่าใคร ๆ ในยุคนั้น และได้คิดค้นการฝึกซ้อมในแบบของตัวเอง เบน ถึงขนาดพูดอยู่เสมอว่า อยากให้ ‘เช้าเร็ว ๆ’ เพื่อจะได้เริ่มฝึกซ้อมตีลูก แล้วเมื่อสามารถตีลูกให้ไปได้ตามเป้าหมายที่ต้องการอย่างแม่นยำ นั่นคือ ‘ความสุขที่น้อยคนนักจะได้สัมผัส’ และเขายังเป็นคนแรกที่จับคู่ระหว่างเหล็กกับระยะ หรือจุดอ้างอิงจากระยะต่าง ๆ ในสนาม เช่น บังเกอร์ ต้นไม้ เพื่อการพัฒนาการควบคุมระยะ โฮเกน คิดว่า วงสวิงของแต่ละคนนั้น ล้วน ‘อยู่ในดิน’ (ถ้าเป็นบ้านเราคงเหมือนกับคำว่า บัวใต้ตม ไรงี้ 555) ทำให้การเรียนรู้ และฝึกฝนจนเก่งนั้น ต้องใช้การทำซ้ำ ๆ อยู่เป็นเวลานาน และทราบกันดีว่า เขาใช้เวลาหลายปี ในการคิดค้นศึกษาวงสวิง ลองทฤษฎีและวิธีการต่าง ๆ จนทำให้เขาประสบความสำเร็จอย่างสูงสุด

แต่ก่อนหน้านี้ เขาเคยประสบปัญหาอย่างหนักกับลูก ‘ฮุค’ และด้วยรูปร่างสูง 5 ฟุต 8 นิ้ว หนัก 145 ปอนด์ ทำให้ได้รับฉายาว่า ‘Bantam’ เรียกว่าจิ๋วแต่แจ๋ว ตัวเล็กแต่สู้ไม่ถอย เพราะตีไกลมาก จนชนะในการแข่งขันตีไกลมามิใช่น้อย แต่เขาเองก็ไม่ค่อยชอบฉายานี้เท่าไหร่นัก วงสวิงในช่วงปลายของเขามีชื่อเสียงในนาม ‘โฮเกน เฟด’ ลูกจะเดินทางจากซ้ายไปขวาพุ่งออกไปในระยะต่ำกว่านักกอล์ฟยอดฝีมือในยุคนั้น วิถีของลูกที่เกิดขึ้น เป็นผลพวงมาจากวงสวิงแบบ ดรอว์ ของเขา แล้วมาร่วมกับการจับแบบ วีค กริป ผสมผสานกันแล้วฝึกฝนอย่างหนักจนทำให้อาการดรอว์หายไป งงดีมั้ยครับ? ดูซับซ้อน แต่เขาทำได้ และดีถึงที่สุดด้วย

ภาพจำอีกอย่างที่เห็นคือ โฮเกน ทั้งฝึกซ้อม ทั้งแข่งขัน ด้วยมือเปล่า โดยไม่ใส่ถุงมือ! เช่นเดียวกับ โม นอร์แมน สุดยอดนักกอล์ฟที่ต้องถือว่า อินดี้ พอ ๆ กัน ซึ่งทั้งสองรายนี้ ไทเกอร์ วูดส์ ยกย่องให้การคารวะว่า ‘มีวง เป็นของตัวเอง’ ขนาดเขาเอง ก็ยังอยากมีแบบนั้นบ้าง 555

ในปี 1953 โฮเกน ได้ประกาศว่า เขาค้นพบ ‘ความลับ’ ที่ทำให้วงสวิงของเขา เกือบจะเป็นวงแบบ ‘อัตโนมัติ’ แต่หลายสิ่งหลายอย่างก็ไม่ได้รับการเปิดเผยข้อมูลให้กระจ่าง แต่เขาก็ยอมเอ่ยออกมาบ้างว่า รักษามุมข้อมือซ้าย เมื่อถึงจุดสูงสุดของแบ็คสวิง และจับไม้ด้วยมือซ้ายแบบ วีค กริป ทาบนิ้วหัวแม่มือที่ด้านบนของด้ามมากกว่าทางด้านขวา ทั้งนี้เขาจะได้มั่นใจว่า เมื่อกระทบลูก หน้าไม้จะเปิดเล็กน้อย ทำให้มีอาการเฟด บินจากซ้ายไปขวา…

เรื่องราวอันเป็นเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยของ เบน โฮเกน ยังมีอีกมาก มากจนเกินกว่าจะเล่าในครั้งเดียวได้ ไว้พบกันในโอกาสต่อไปนะครับ.

เรื่อง / ภาพ : wikipedia.org, sports-gallery.com, usga.org, smithsonianmag.com, texasgolfhof.org