วรรณภา แสงวัฒนะกุล
วรรณภา แสงวัฒนะกุล
เลขานุการคณะศึกษาศาสตร์
คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร
ดำเนินสะดวก – ปัตตานี : เกิดและโตที่อำเภอดำเนินสะดวก เรียนอยู่จนถึง ม.6 ก็เอ็นทรานส์ ติดที่มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ บังเอิญว่ามีญาติอยู่ที่ สงขลา คิดว่าถ้าเรียนอยู่ที่นั่น จะได้พักอยู่ใกล้ ๆ กับญาติ ได้ดูแลคุณยายด้วย หลังประกาศผล รุ่นพี่มารับพวกเราซึ่งเป็นรุ่นน้อง พาขึ้นรถไฟเดินทางไปมหาวิทยาลัย แต่พอถึงหาดใหญ่ รู้สึกแปลกใจว่า ทำไมเขาไม่ให้ลง (หัวเราะ) สมัยนั้น การแนะแนว การสื่อสาร ยังเป็นเรื่องค่อนข้างยาก
ยังไม่ทราบว่ามหาวิทยาลัยสงขลาฯ มีวิทยาเขต ที่ จ.ปัตตานี ด้วยซ้ำ พอทราบถึงกับอุทานว่า อ้าวมีด้วยหรือ (หัวเราะ) ก็เลยตามเลย แล้วปัตตานี กับ หาดใหญ่ ไม่ไกลกันมาก วันหยุดก็นั่งรถกลับมาหาญาติ มาช่วยงาน ดูแลยายที่หาดใหญ่ พอช่วงปิดเทอมใหญ่ถึงจะได้กลับบ้านที่ดำเนินฯ
เด็กกิจกรรม : ไปเรียนที่นั่น ได้ประสบการณ์เยอะมาก โดยเฉพาะในเรื่องกิจกรรม สนุกมาก มีการรับน้องจังหวัด รับน้องอำเภอ รับน้องโรงเรียน ไปร่วมกับเขาหมด (หัวเราะ) ช่วงไปอยู่แรก ๆ เพื่อน ๆ มีอาการคิดถึงบ้านกันบ้าง แต่เราไม่มี (หัวเราะ) อาจเป็นเพราะมีญาติที่สงขลา ปิดเทอมใหญ่ก็ไปออกค่ายเป็นสิบวัน ก่อนจะกลับบ้านที่ดำเนินสะดวก การได้ทำกิจกรรมเยอะ สามารถนำมาประยุกต์ใช้กับที่ทำงานได้เยอะมาก รู้จักการบริหารจัดการ ได้เป็นกรรมการของชมรม มีการประชุม วางแผน ทำให้มีประสบการณ์เรื่องนี้ค่อนข้างมาก เพื่อน ๆ ในมหาวิทยาลัยหลายคนมีแนวคิดคล้าย ๆ กันกับเรา อยู่ที่นั่น ชีวิตเป็นอิสระ ได้อยู่หอ ทำกิจกรรมต่าง ๆ อยู่ชมรมอาสาพัฒนาชนบท ช่วยกันหาทุน ออกค่ายตอนปิดเทอม แถวนราธิวาส ยะลา พวกเราก็ไปกันช่วยชาวบ้านอย่างสนุกสนาน รุ่นพี่บางคนก็ยังทำกิจกรรมเพื่อสังคมต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน ยังได้ไปร่วมปลูกป่ากันบ้าง และเราก็ไปช่วยงานสมาคมศิษย์เก่าของที่นั่น ได้ติดต่อประสานกับผู้คนมากยิ่งขึ้น
ครูวิทยาศาสตร์ : เรียนมัธยมสายวิทย์ พอตอนเอ็นทรานส์ สอบติดเรียนเป็นครูสอนวิทยาศาสตร์ ซึ่งเป็นแนวที่เรามีพื้นฐานสายวิทย์มาตลอดอยู่แล้ว พอเรียนจบ ก่อนกลับบ้าน ไปสอบเป็นครูที่พังงา เพราะอยากอยู่แถวนั้น รู้สึกว่าเริ่มชินกับพื้นที่ ก็สอบติด แต่ต้องรอบรรจุ ระหว่างนั้นเลยกลับมารอที่บ้านดำเนินฯ จนวันนึงได้อ่านข่าวจากหนังสือพิมพ์ว่า คณะวิทย์ มหาวิทยาลัยศิลปากร รับสมัครพนักงาน ก็ไปสมัครแล้วได้งานเป็นผู้ช่วยนักวิจัย พอดีอาจารย์ทำเรื่อง ดี – คาเฟอีน วัน ๆ อยู่แต่ในห้องแล็บ ทำงานด้านเคมี ก็ถือว่าทำงานตรงกับที่เรียนมาอยู่แล้ว ทำอยู่จนกระทั่งหมดระยะเวลาของทุนวิจัย พอหมดสัญญากับคณะฯ พอดีทางโรงเรียนที่พังงาก็เรียกตัว ลงไปสอนที่พังงา ทำหน้าที่เป็นครู มีลูกศิษย์ โรงเรียนประถมเกาะยาวใหญ่ อยู่บนเกาะเลย ถือว่าเป็นพื้นที่ห่างไกล ได้เบี้ยกันดารด้วย (หัวเราะ) สนุกมาก สวยมาก สอนวิทยาศาสตร์ให้กับเด็ก ๆ วันหยุดที่ไม่ได้ไปไหน เด็ก ๆ จะมาชวนไปเที่ยวรอบ ๆ เกาะ ชีวิตช่วงนั้นมีความสุขมาก พอดีมีเพื่อนอยู่ภูเก็ต วันหยุดเสาร์อาทิตย์ก็มีหาเพื่อนบ้าง พอทำงานได้ไม่นาน ตำแหน่งที่นี่เปิดสอบ ก็ขึ้นมาสอบ แล้วกลับลงไปทำงาน เป็นช่วงที่ต่อเนื่องกันพอดี พออีกเดือนประกาศผล ก็ต้องขึ้นมาสัมภาษณ์อีก ช่วงนั้น ขึ้น ๆ ลง ๆ นั่งรถทัวร์เหมือนไปเที่ยวเลย (หัวเราะ) สรุปไปเป็นครูอยู่สามเดือน แต่ก่อนที่จะบรรจุ คิดว่าตัวเองมีเป้าหมายอยู่แล้ว 1.คือทำงานใกล้บ้าน 2.มีโอกาสได้เรียนต่อ แต่ถ้าไปอยู่ที่นู่น คงทำได้ยากหน่อย ทำให้ตัดสินใจลาออกจากการเป็นราชการครู แล้วมาทำงานที่คณะฯ ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา ทำงานที่นี่ได้ 2- 3 ปี ก็ไปเรียนต่อปริญญาโท ทางคณะก็สนับสนุนให้เวลาไปเรียน ใช้เวลาไปเรียนร่วมสองปีกว่า ไปเรียนอุดมศึกษา ตรงกับงานที่ทำเลย เรียนเกี่ยวกับ การพัฒนาหลักสูตร การบริหารการเงิน พัสดุต่าง ๆ ในระดับมหาวิทยาลัย การจัดกิจกรรม ถือว่าตรงกับสายงานที่ทำ คณะครุศาสตร์ สาขาอุดมศึกษา จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อยู่ที่นี่สามสิบปีก็มีความสุขกับการทำงานมาโดยตลอด

หน้าที่การงาน : เข้ามาที่นี่ เริ่มจากตำแหน่งนักวิชาการศึกษา ระดับ 3 ทำงานด้านบริการการศึกษา นักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพครู ช่วยประสานงานเรื่องฝึกสอน ส่งตัวนักเรียน ทำกิจกรรมนักศึกษา ตอนเข้ามาทำงานแรก ๆ มีเด็กแค่ราวร้อยกว่าคน รู้จักกันหมดทุกคน ทำงานมาเรื่อย ๆ แล้วเปลี่ยนมาเป็นงานทะเบียน, พื้นฐานของการปฏิบัติงานที่นี่ ได้ไล่เรียงทำมาหมดเลย บางปีก็มีการสลับสับเปลี่ยนหน้าที่ มีงานใหม่ ๆ เช่น ประเมินประสิทธิภาพการสอน มหาวิทยาลัยก็ให้ทำ พวกเราก็มาคิดกันว่าจะทำอย่างไรดี บังเอิญว่าเราไปเรียนจบปริญญาโทมาแล้ว ก็ได้รับมอบหมายให้รับผิดชอบออกแบบคิดวิธีการทำงานว่าจะต้องทำยังไง ตอนหลังก็เขียนขึ้นมาเป็นคู่มือปฏิบัติงาน จนกระทั่งได้ตำแหน่งชำนาญการพิเศษ ถ้าไม่ได้เป็นเลขานุการคณะฯ ก็จะเป็นนักวิชาการศึกษาชำนาญการพิเศษ ซี 8 เทียบเท่าตำแหน่ง ผู้ช่วยศาสตราจารย์ (ผศ.) และเนื่องจาก มหาวิทยาลัย ออกนอกระบบเมื่อปี 2559 ต้องเลือกว่าจะเป็นข้าราชการหรือ เป็นพนักงานประจำของมหาวิทยาลัย ซึ่งก็เลือกอย่างหลัง และยังถือว่าเป็นข้าราชการบำนาญด้วย
เลขานุการคณะ : ตำแหน่งนี้เหมือนเป็นหัวหน้าสำนักงานคณบดีเลย ดูแลสมาชิกทั้งหมดเจ็ดสิบกว่าคน เรื่องของการตรวจเอกสารก่อนที่คณบดีฝ่ายต่าง ๆ จะลงนาม ตรวจความเรียบร้อย วางระบบในเรื่องการผ่านงาน ว่าจะต้องทำยังไง พยายามให้น้อง ๆ ทำงานมีระบบมากขึ้น ช่วยกันคิดว่าเปลี่ยนวิธีนี้ดีมั้ย นำเทคโนโลยีทันสมัยเข้ามาช่วย สามารถตรวจสอบได้ตลอดเวลา โดยเฉพาะในเรื่องระบบการเงิน ปัจจุบันทางมหาวิทยาลัย เลือกให้เราเป็น Best Practice ของมหาวิทยาลัย ไปนำเสนอเรื่องของการวางระบบ การควบคุม การทำ Flowchart มีการพัฒนาบุคลากร มีการจัดอบรมโครงการต่าง ๆ เช่น ภาษาอังกฤษ และสนับสนุนให้พนักงานได้มีการพัฒนาตัวเอง ทำให้มีความก้าวหน้าในหน้าที่การงาน โดยเริ่มจากเราเป็นโค้ชให้กับน้อง ๆ เอง และพัฒนาให้เขาได้เป็นโค้ชเพื่อสอนรุ่นต่อ ๆ ไป ทำให้เกิดความภาคภูมิใจ หรือการพัฒนาด้านการต่างประเทศ ก่อนหน้านี้ช่วงโควิดเราไม่ได้ไปไหน พอผ่านพ้นวิกฤติไปแล้วจึงได้เริ่มโครงการอีกครั้ง เราได้พาทุกคนไปที่ สปป.ลาว เป็นการพาไปเปิดประสบการณ์ ที่บางคนอาจจะไม่ค่อยได้มีโอกาส เช่น การนั่งเครื่องบิน การนั่งรถไฟความเร็วสูง และยังเป็นการสร้างความสัมพันธ์ในองค์กรให้ดียิ่ง ๆ ขึ้น ประกอบกับวิสัยทัศน์ของผู้นำ ที่ต้องการให้ทุกคนในองค์กรมีความสุข เริ่มจากเรื่องปากท้อง เรามีตระกร้าอิ่มสุข บางทีช่วงปีใหม่ผู้บริหารได้รับกระเช้าเยอะมาก ก็นำมามอบให้แบ่งปันกัน ในหน่วยงาน เวลาใครไปไหนมาไหน อาจมีติดไม้ติดมือมา ก็นำมาแบ่งปัน ทุกคนก็มีความสุข เป็นองค์กรที่คนอื่นรู้สึกว่าอยากจะเข้ามาอยู่ด้วย (หัวเราะ)
เพื่อส่วนรวม : ตั้งแต่ไปเรียนที่ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ก็ยึดมั่นในพระราชปณิธาน ของท่านพระราชบิดา กรมหลวงสงขลานครินทร์… “ขอให้ถือประโยชน์ส่วนตนเปนที่สอง ประโยชน์เพื่อนมนุษเปนกิจที่หนึ่ง ลาภทรัพย์และเกียรติยศจะตกมาแก่ท่านเอง ถ้าท่านทรงธรรมะแห่งอาชีพย์ไว้ให้บริสุทธิ” จริง ๆ ก็นึกถึงคำสั่งสอนนี้มาตลอด หากทำแล้วได้ประโยชน์กับส่วนรวม เราอาจยอมเจ็บนิดนึง ก็ไม่เป็นไร หลายคนที่ไปเรียนด้วยกันมาจะเป็นแบบนี้ (หัวเราะ) ทำให้เราไม่ค่อยปฏิเสธอะไรใคร หากใครขอให้ช่วย แล้วช่วยไม่ได้ในทันที ก็จะนำกลับไปคิดต่อว่าจะทำยังไงดี พอแก้ปัญหาให้เขาได้ก็รู้สึกดีใจ ทำให้มีหลาย ๆ คน คิดว่าถ้าเราช่วยได้ ก็จะเข้ามาคุยปรึกษาด้วย
มังสวิรัติ : ไปเรียน ไปศึกษาธรรมของพระอนุตตรธรรม พระศรีอารย์ พระอาจารย์จี้กง และตั้งปี 2553 ได้อ่านหนังสือพระ พูดถึงเรื่องการกินอาหารมังสวิรัติ และโทษของการกินเนื้อสัตว์ ทำให้คิดว่า งั้นเราก็เลิกกินเนื้อสัตว์บ้างดีกว่า ถึงแม้บางครั้งอาจจะไม่เคร่งมาก (หัวเราะ) แต่พยายามเลี่ยงให้ได้มากที่สุด แต่มีวันที่กินเจด้วย พอดีเกิดวันจันทร์ ก็เลือกกินวันจันทร์และวันอังคารด้วย ก่อนหน้านี้ไม่รู้ว่าวันพระวันไหน ตอนนี้รู้แล้ว (หัวเราะ) ก็กินด้วย กินแบบบริสุทธิ์ 3 วัน แต่ก็ยังทานไข่ เพราะต้องบริจาคเลือดที่ศิริราช ทำมาตั้งแต่ปี 2536 เมื่อเริ่มบรรจุที่นี่ เดือนมกราคมที่ผ่านมา บริจาคได้ 56 ครั้งแล้ว พอใกล้เวลาจะครบกำหนดไปบริจาค ต้องเตรียมตัวล่วงหน้าให้พร้อม จำเป็นต้องทานไข่เพื่อบำรุงร่างกายให้แข็งแรง มิเช่นนั้นจะบริจาคไม่ได้ ส่วนร่างกายก็บริจาคเรียบร้อยแล้วด้วย

กีฬา : ตั้งแต่เด็ก ๆ สมัยนักเรียน เล่นทุกอย่าง ปิงปอง บาสฯ วอลเล่ย์ ตระกร้อ ยังไปเล่นกับเพื่อนผู้ชายเลย (หัวเราะ) จนมาที่นี่ ได้มีโอกาสได้เล่นกอล์ฟ เมื่อราวสิบปีก่อน มีรุ่นพี่ให้คำแนะนำ ช่วยสอนให้ เริ่มฝึกไดร์ฟ จนพอเล่นได้ ก็เริ่มออกรอบ ช่วงนั้นได้เล่นค่อนข้างเยอะ วันหยุดถ้าใครชวนก็ไป ชอบ ได้ออกกำลังกาย ประกอบกับเราอาจมีทักษะทางด้านกีฬาอยู่ด้วย เทนนิส แบดฯ ก็เล่น แล้วแต่ว่าเป็นช่วงจังหวะไหน หากไม่ได้เล่นกีฬาก็จะอาศัยการเดินออกกำลังกาย เป็นการดูแลสุขภาพ
การให้คือความสุข : ด้วยความอยากให้คนอื่นมากินมังสวิรัติด้วยกัน, วันจันทร์ ถ้าไม่ติดอะไร จะทำอาหารมาให้ทั้งสำนักงานเลย ตั้งแต่เด็กก็ทำกับข้าวให้ที่บ้านอยู่แล้ว เลยได้อานิสงส์ ทีแรกทำมาให้แค่ไม่กี่คนที่จะกินด้วยกัน ถ้ามีโอกาสอยากทำวันจันทร์เพราะเพิ่งเปิดทำงานวันแรก และยังเป็นวันเกิดด้วย เพราะวันอาทิตย์มีเวลาเตรียมตัว ตอนนี้ก็เริ่มขยายวงขึ้นเรื่อย ๆ น้อง ๆ มีผักที่บ้านก็นำมาให้ ทุกคนอยากมีส่วนร่วม จนบางครั้งแทบไม่ต้องซื้อวัตถุดิบเลย เราทำให้ก็มีความสุข ยิ่งได้เห็นว่าความสัมพันธ์ในองค์กรดีขึ้นเรื่อย ๆ ก็ยิ่งรู้สึกว่านี่แหล่ะคือความสุขของเราจริง ๆ
ไม่ยึดติด : มนุษย์เราทุกคน ไม่ควรจะไปยึดติด หวงแหน กับหลายสิ่งหลายอย่าง โดยเฉพาะกับเรื่องร่างกาย ธรรมะ สอนว่า แม้แต่ร่างกายเรา ก็เป็นสิ่งที่ยืมเขามา ถึงเวลาก็ต้องคืนเขาไป อย่าไปยึดติด ว่าจะต้องได้ จะต้องมี ถึงขนาดต้องไปโกง ไปยึดของเขามา ทำให้เราปล่อยวางมากขึ้น สมัยก่อน อะไรที่ไม่ได้ดังใจ มีขี้โมโหบ้าง จนบางครั้งก็มีเผลอ บ่นเสียงดังไปบ้าง จนคนคิดว่าเราดุ กลัวไปบ้างก็มี (หัวเราะ) ทั้งที่จริง ๆ เราไม่ได้ตั้งใจ แต่เป็นความตั้งใจในการทำหน้าของเรา อยากให้ทุกอย่างเรียบร้อย รู้ว่าตัวเองเคยเป็นคนใจร้อน แต่พอรู้จักคำว่า ‘ช่างมัน’ ได้มากขึ้น ทุกอย่างก็เบาลงไป แล้วเราเป็นคนอะไรก็ได้ ไม่ค่อยอะไรกับใคร (หัวเราะ) ไม่ได้ตั้งเงื่อนไข ทำให้เราไม่ต้องเครียด อย่างบางทีเพื่อนมาบ่นเรื่องสามีให้ฟัง ก็บอกไปว่าแล้วเธอจะมีทำไม ตอนจะมีไม่เห็นมาบ่น เพิ่งมาบ่นตอนนี้ (หัวเราะ) มองดูทุกอย่างให้เป็นเรื่องราวปกติของชีวิต เรียนรู้เรื่องราวไป อ่านหนังสือธรรมะบ้าง จะทำให้ทำใจได้เร็วขึ้น
ความสุข อยู่ที่ความคิด : เมื่อเร็ว ๆ นี้ นัดพบกับเพื่อน ๆ หลาย ๆ คนบ่นกันเรื่องงาน แล้วถามว่า เรามีปัญหาเรื่องไหนบ้าง หรือมีความทุกข์ใจบ้างมั้ย ก็ตอบไปว่า ไม่เคยมี (หัวเราะ) เพราะคิดเสมอว่า ความสุขของคนเรา ขึ้นอยู่กับความคิดของเรา ถ้าเราบอกว่าจน แล้วมีเงินอยู่แค่ 100 บาท ชีวิตก็เครียด, แต่สำหรับคนที่มีความความสุข เขามีเงิน แค่ 10 บาท เขาพอใจ บอกว่ามีเงินตั้ง 10 บาท ขึ้นอยู่กับวิธีคิด ถ้าเราเห็นอะไรแล้ว ‘เอ่อ… ช่างมัน’ หรือ ‘เอ่อ… ก็ได้’ มันก็ไม่ทุกข์ แต่บางคน คิดว่า ชีวิตทำไมไม่เป็นแบบนั้น ทำไมไม่เป็นแบบนี้ หากไม่เริ่มมีความคิดบั่นทอนตัวเอง ชีวิตก็น่าจะมีแต่ความสุขแล้วค่ะ

