มลพิษทางอากาศ อันตรายที่สะสมอยู่เงียบๆ
มลพิษทางอากาศ อันตรายที่สะสมอยู่เงียบๆ
หลายวันก่อน ชาวกรุงเทพฯ ต้องเผชิญกับปัญหามลพิษในอากาศที่อยู่ๆ ก็ก่อตัวขึ้นแบบที่ไม่ทันตั้งตัว ด้วยสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงไปมาอย่างรวดเร็วก่อนหน้านั้น ทั้งหนาว ร้อน และฝนตก ทำให้บบรยากาศขมุกขมัวในเช้าวันหนึ่งดูเหมือนจะไม่มีอะไรน่ากังวล บ้างก็นึกว่าฝนคงกำลังตั้งเค้า หลายคนเข้าใจว่าอาจจะเป็นหมอก จนกระทั้งมีการเผยแพร่ข้อมูลคุณภาพอากาศผ่านทางโซเชียลเน็ตเวิร์คว่า มลภาวะทางอากาศในเขตกรุงเทพฯ สูงจนถึงระดับที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ
ซึ่งข้อมูลมลภาวะทางอากาศในเขตกรุงเทพฯ สูงจนถึงระดับที่เป็นอันตราย (สีแดง – มีผลกระทบต่อสุขภาพ) ที่ส่งต่อกันทางโซเชียลนั้น เป็นข้อมูลคลาดเคลื่อนจากข้อเท็จจริง โดยข้อมูลดังกล่าวใช้ค่าเฉลี่ย 1 ชั่วโมง เทียบกับดัชนีคุณภาพอากาศของ U.S. EPA ทำให้การรายงานดัชนีคุณภาพอากาศดังกล่าวอยู่ในช่วงสีแดง จริงๆ แล้วต้องใช้ค่าเฉลี่ย 24 ชั่วโมงในการเทียบ ซึ่งผลที่ออกมา จะอยู่ในเกณฑ์สีส้ม (เริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพ) เท่านั้น
หลังจากที่ข้อมูลนี้กระจายออกไป สร้างความกังวลให้กับหลายๆ คน จนกระทั้ง กรมควบคุมมลพิษ ต้องออกมาให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ในวันดังกล่าว ผลการตรวจวัดในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ฝุ่นละออง PM 2.5 เกินค่ามาตรฐานในทุกพื้นที่ ส่วนฝุ่นละออง PM10 ยังไม่เกินค่ามาตรฐาน ซึ่งแหล่งกำเนิดหลักของกรุงเทพฯ และปริมณฑล ก็คือ การจราจร รองลงมาคืออุตสาหกรรม และการเผาในที่โล่ง ประกอบกับสภาพอากาศนิ่ง ลมสงบ และชั้นอากาศผกผันใกล้พื้นดิน ทำให้มลพิษทางอากาศเกิดการสะสมตัวในปริมาณมาก ปรากฏการณ์นี้จะพบเป็นบางวันในช่วงฤดูหนาวถึงต้นฤดูร้อน ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ระดับ PM 2.5 สูงขึ้นผิดปกติในช่วงนี้
สำหรับดัชนีคุณภาพอากาศของประเทศไทยแบ่งออกเป็น 5 ระดับ ได้แก่ สีฟ้า – คุณภาพดี, สีเขียว – คุณภาพปานกลาง ไม่กระทบต่อสุขภาพ, สีเหลือง – มีผลกระทบต่อสุขภาพ ผู้ป่วยทางเดินหายใจควรหลีกเลี่ยงการออกกำลังกายนอกอาคาร เด็กและผู้สูงอายุไม่ควรทำกิจกรรมภายนอกอาคารนานๆ, สีส้ม – มีผลต่อสุขภาพมาก ผู้ป่วยควรหลีกเลี่ยงกิจกรรมนอกอาคาร เด็กและผู้สูงอายุควรงดการออกกำลังกายนอกอาคาร และ สีแดง – อันตราย ผู้ป่วยควรอยู่แต่ภายในอาคาร บุคคลทั่วไปควรหลีกเลี่ยงการออกกำลังกายนอกอาคาร
มลพิษทางอากาศ อาจทำให้เกิดการระคายเคืองตามอวัยวะต่างๆ เช่น ตา คอ และปอด ในพื้นที่มลพิษสูงอาจมีอาการแสบตา ไอ และแน่นหน้าอกได้ ซึ่งแต่ละคนอาจแสดงออกแตกต่างกัน เด็กๆ มักรู้สึกถึงความผิดปกติได้ช้ากว่าผู้ใหญ่ แต่จะมีอาการป่วยที่รุนแรงมากกว่า เช่น หลอดลมอักเสบ ส่วนผู้ที่ป่วยโรคหัวใจ โรคปอด โรคหอบหืด หรือโรคถุงลมโป่งพอง อาจไวต่อการสัมผัสกับมลพิษทางอากาศ รวมทั้งมีอาการได้ง่ายและรุนแรงกว่าคนทั่วไป นอกจากนั้นมีการศึกษาพบว่ามลพิษทางอากาศส่งผลให้เกิดปัญหาสุขภาพร้ายแรงหลายประการ เช่น โรคระบบทางเดินหายใจ โรคที่เกี่ยวกับหัวใจและหลอดเลือด รวมถึงการคลอดก่อนกำหนดด้วย ที่สำคัญองค์การอนามัยโลกได้ระบุว่ามลพิษทางอากาศเป็นสาเหตุหนึ่งที่ก่อให้เกิดโรคมะเร็งอีกด้วย
ในช่วงที่ดัชนีคุณภาพอากาศไม่สู้จะดีนัก ควรหลีกเลี่ยงการอยู่นอกอาคารโดยเฉพาะบริเวณที่มีมลพิษทางอากาศสูงเป็นเวลานาน เมื่ออยู่ภายนอกอาคารควรหายใจช้าๆ และอย่าทำกิจกรรมที่ส่งผลให้อัตราการหายใจเพิ่มขึ้น เพราะจะทำให้ได้รับมลพิษทางอากาศมากขึ้น ใช้อุปกรณ์ป้องกัน เช่น หน้ากากอนามัยชนิดมีตัวกรอง ซึ่งจะช่วยกรองสารหรืออนุภาคขนาดเล็กออกจากอากาศที่หายใจได้ในระดับหนึ่ง ที่สำคัญเราควรต้องหันมาสนใจการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุกันอย่างจริงจังเสียที ไม่เช่นนั้นอนาคตอาจจะต้องมีหน้ากากเพิ่มเป็นอุปกรณ์ประจำตัวกันอีกคนละชิ้นก็ได้
