เรื่องเล่าจากอดีตถึงปัจจุบัน
เรื่องเล่าจากอดีตถึงปัจจุบัน
เมื่อครั้งร้อยปีก่อนสมัยนั้น “บ้านแพ้ว” เป็นเพียงอำเภอเล็กๆ ของ “สมุทรสาคร” ซึ่งความจริงจังหวัดนี้ก็มีอยู่แค่สามอำเภอเท่านั้นเอง คือ อำเภอเมือง อำเภอกระทุ่มแบน แล้วก็อำเภอบ้านแพ้วนี่แหละ แต่ความที่บ้านแพ้วติดปากชาวบ้านชาวช่อง ก็คงเป็นเพราะขุนพลเพลงลูกทุ่งนามว่า “สุรพล สมบัติเจริญ” ที่แต่งเพลงเกี่ยวกับ “บ้านแพ้ว” ไว้หลายเพลง แล้วแต่ละเพลงก็ดังติดหูผู้คนกันแทบทั้งบ้านทั้งเมือง เท่าที่จับความได้ บ้านที่เกิดก็เป็นเพียงบ้านหลังคาจากเล็กๆ ที่ตั้งอยู่ชายคลองแคบๆ ซึ่งในหน้าแล้งนั้น น้ำในคลองก็แห้งขนาดที่ผู้คนพากันเดินหาปลาหลดปลาไหลกันได้เลยทีเดียว แต่พอเข้าหน้าน้ำ ทุกอย่างก็เป็นเหมือนกันหมดทุกบ้านคือ “เรือ” เท่านั้นที่จะไปไหนมาไหนได้ ที่เคยเห็นเป็นคันคลองหรือคันดินขอบบ่อ ถ้าไม่สูงจริงก็ไม่เห็นอะไรนอกจากน้ำเท่านั้น ผู้คนก็อยู่กันแบบสบายๆ เมื่อไหร่น้ำลดก็เป็นฤดูกาลจับปลาเก็บไว้หน้าแล้งที่กำลังจะเข้ามา
พอเริ่มที่จะรู้เรื่องรู้ราว พ่อก็พาย้ายมาที่ ต.โคกขาม คราวนี้จากน้ำจืดที่เราคุ้นเคยก็กลายมาเป็นน้ำเค็ม แถมน้ำขึ้นลงทุกวัน เช้าเต็มคลอง พอสายๆ เข้าเพลก็เหลือติดก้นคลอง ขนาดหมาตัวโตๆ ยังเดินไม่เปียกท้อง แต่ที่น่ากลัวคือยุงกับริ้น มันมากมายเหลือเชื่อ ยุงที่ว่ามาเนี่ยเป็นยุงทะเลตัวแข็งๆ กัดเจ็บนัก แล้วมันจะมาตอนเย็นๆ เท่านั้นเองคือ 4 โมงเพียบแล้ว เรื่องข้าวปลาอาหารต้องปิดจบก่อน 5 โมงแล้วเข้ามุ้งได้ จะมาเดินอาบแดดตอนเย็นคงยากนัก พอดีพอร้ายยุงจะหามไปกินซะง้าน
พอจะรู้เรื่องรู้ราวของน้ำทะเล พ่อก็พาเข้ากรุงเทพฯ ไปอีก ความจริงก็อยู่ที่โคกขามได้เกือบ 4 ปีเข้าให้ เรื่องของปู ปลาอะไรเนี่ยเลยเป็นเรื่องธรรมดาที่ต้องรู้ต้องเรียนกันไปตามธรรมชาติ แต่พอชีวิตพลิกท้องต้องมาย่องอยู่กรุงเทพฯ ดินที่เคยเดินมันหายไปหมด มีเพียงถนนคอนกรีตที่เดินแล้วรำคาญเท้าเหลือหลาย เจ้ารองเท้าแตะที่ใส่แล้วเดินยากมาก คือใส่เดินแล้วหนวกหูเสียง
เข้ามาบ้านนี้ เราคือเด็กรับใช้ในบ้านที่ต้องทำงานรับใช้เจ้านายที่มียศศักดิ์เป็น “หลวง” ส่วนภรรยาก็เป็น “คุณหญิง” เรื่องเจ้ายศเจ้าอย่างไม่ต้องพูดถึง แต่ก็ดี ทำให้เรารู้เรื่องรู้ราวการเข้าเจ้าเข้านาย รู้จักเดินเหินเวลาผ่านผู้หลักผู้ใหญ่ แต่ที่ชอบมากเวลาอยู่ที่นี่คือวันที่เป็นวันคล้ายวันเกิดของคุณหลวง และวันคล้ายวันเกิดของคุณผู้หญิง รวมถึงวันปีใหม่ ซึ่งทุกปีที่บ้านนี้จะมีงานเลี้ยง มีแขกเหรื่อมากันมากมาย ทั้ง 3 วันที่ว่ามานี่แหละ แต่ที่จำได้แม่นคือวันคล้ายวันเกิดของคุณหญิงท่านนั้นคือวันที่ 5 ธันวาคม ซึ่งตรงกับวันเฉลิมพระชนมพรรษาของในหลวงรัชกาลที่ 9 งานที่บ้านนั้นก็จบราวๆ 3 ทุ่มบรรดาผู้ใหญ่หรือแขกเหรื่อก็พากันกลับบ้านกลับช่องกันหมด…ที่เหลือคืองานที่เราต้องจัดการต่อไป
พอล่วงเข้าเวลาในช่วงที่ผมเติบใหญ่ขึ้น งานเลี้ยงเช่นที่ว่าก็ยังคงมีตลอดมาในช่วงราวปีที่ 14 ของการเป็นเด็กรับใช้ในบ้านนี้ คุณหลวงก็ถึงแก่อนิจกรรมลง งานเลี้ยงก็ลดลงเหลือ 2 วัน คือ 5 ธันวาคม กับปีใหม่เท่านั้นเอง แต่ที่แปลกไปจากเดิมคือ ในช่วงของวันที่ 5 ธันวาคม เราจะได้เห็นในหลวงให้โอวาทแก่ประชาชนชาวไทย แล้วอีกสักพักก็จะได้เห็นในหลวงอีกครั้งตอนปีใหม่ ผมเองทุกปีที่ได้ยินได้ฟังในหลวงทรงให้โอวาทกับอวยพรปีใหม่คราใดมันรู้สึกถึงความเป็นไปได้ที่พระองค์ทรงตรัสให้ฟังทุกคำ ปีแล้วปีเล่าที่เห็นพระองค์เสด็จไปแทบจะทุกหัวระแหงของประเทศ พระราชทานแนวคิดในการดำเนินชีวิตให้คนไทย แม้บางเวลานั้นความคิดเห็นของผู้คนจะแตกแยกออกเป็นหลายฝักหลายฝ่าย
ความจริงแล้วในทุกปีที่ผมได้ฟังพระราชดำรัสของพระองค์ท่านจากทีวี แล้วจะต้องมาอ่านจากหนังสืออีกรอบ พอหนังสือพิมพ์ทั้งหมดกลายเป็นของเก่า ผมจะตัดเอาข้อความที่ว่านั้นเก็บไว้ แล้วเวลาเรามีปัญหาอะไรที่น่าปวดหัวก็เอาพระราชดำรัสเก่าๆ มาอ่าน มันช่วยได้มากโขอยู่ แต่เสียดายที่เวลาย้ายออกจากบ้านนั้น ผมไม่ได้นำสิ่งเหล่านั้นมาด้วย
จากวันนั้นถึงวันนี้ ผมเห็นในหลวงรัชกาลที่ 9 ท่านทรงงานแทบจะทุกเมื่อเชื่อวัน แม้ขณะที่พระองค์ประชวรที่โรงพยาบาล ในบางขณะก็ยังจะเห็นท่านทรงงานเพื่อประชาชนของท่านมิได้ขาด ย้อนกลับไปในยามที่บ้านเมืองมีความวุ่นวายแล้ว ดูทีท่าว่าจะบานปลายกันใหญ่โต พระองค์ท่านผู้เดียวเท่านั้นที่สามารถทำให้เหตุการณ์เหล่านั้นสงบลงได้
จะด้วยอะไรก็ตามในช่วงเวลานี้ พระองค์ทรงจากประชาชนทั้งหลายไป 1 ปีเต็ม น้ำตาจากความอาลัยรักในพระองค์นั้น ผมว่ามันไม่ได้เพียงหนึ่งในหยาดเหงื่อของพระองค์ที่ทรงทุ่มเทให้ประชาชนตลอดระยะเวลาที่ทรงครองราชย์ตลอดมา คนไทยทั้งหลายลองมองย้อนกลับไปในอดีตเมื่อไม่กี่ปีมานี่ “เราทำอะไรให้พระองค์ท่าน” บ้างเล่า “หยาดเหงื่อของพระองค์” นั้น ชาติบ้านเมืองมาได้แค่นี้เองรึ…? มันเกิดอะไรขึ้นกับคนไทย อย่าบอกว่ารักนักรักหนาแต่ไม่ทำอะไรให้ท่านเห็นก่อนหน้านี้
เคยได้ยินว่ามีคนชาวเนปาล เขาทราบว่าเทือกเขา “หิมาลัย” นั้นมีความยิ่งใหญ่และงดงามตามความเชื่อของคนไทย… ดังนั้นเขาจึงบอกว่าหากแลกกันได้เขายินดียกเทือกเขานี้ให้กับคนไทย เพื่อแลกกับคนเพียงคนเดียวนั่นคือ “ในหลวงรัชกาลที่ 9” เท่านั้น แบบนี้เราจะคิดจะอ่านกันเช่นไรดีกับเรื่องเช่นนี้ เสียดายเวลาก่อนหน้าที่เราจะไม่มีพระองค์ท่าน ผู้คนทำความดีเพื่อพระองค์กันน้อยนัก ขนาดยกพวกตีกัน ฆ่ากันเป็นคนบ้าบอ…แต่พอยามนี้จะมาเศร้าคร่ำครวญอาลัยรักในตัวพระองค์มันช้าไปแล้วครับ
หากเราเป็นคนดี แล้วก็ทำความดีเพื่อพระองค์อย่างจริงใจเฉกเช่นที่พระองค์ทรงมีเพื่อประชาชนแล้ว ผมเชื่อว่าเราจะยังคงมีพระองค์ที่ทรงมีพระชนชีพอย่างแน่นอน ส่วนตัวครูไก่นั้นไม่อยากรู้ไม่อยากเห็นอะไรสักอย่างที่แสดงว่าพระองค์นั้นจากประชาชนไปแล้วจริงๆ
ครูไก่ ลำพอง ดวงล้อมจันทร์

