อมยิ้มริมกรีน

เมื่อพ่อจากไปแล้วจริงๆ

เมื่อพ่อจากไปแล้วจริงๆ

เคยมีประสบการณ์ พ่อแม่ หรือบุคคลอันเป็นที่รัก จากไปไหมครับ

ความเศร้าโศกเสียใจนั้นมีแน่นอน ดังพุทธวาจา การจำพราก นั้นเป็นทุกข์

เป็นช่วงเวลาแห่งการรับรู้..เพื่อจากลา

กล่าวกันว่า คนเรานั้น จะสามารถกล่าวลาบุคคลอันเป็นที่รักยิ่งผู้จากไป ด้วยความอาดูร ปิ้มว่าหัวใจสลาย อยู่สามครั้ง คือ ครั้งแรกที่ทราบข่าว ตระหนก เสียใจ

จากนั้นค่อยๆ ยอมรับได้ และสงบลง ด้วยกระนั้นยังรู้สึกว่า ยังอยู่ เพราะมีร่างให้กราบในงานศพ อย่างน้อยก็7วัน

ครั้งที่สองที่จะร้องไห้ ปิ้มว่าขาดใจ คือ วันคืนร่างสู่มาดรธรรมชาติ สายตาจับจ้องพวยควันลอยสู่ฟ้า พาไปสวรรค์แล้ว หัวใจกระตุกน้ำตาไหลสะอื้อนไห้ ด้วยรู้สึก คราวนี้ไปแล้วจริงๆ

และวันสุดท้ายคือ เก็บอัฐิ เถ้าถ่าน เศษกระดูกห่อผ้าขาว เพื่อลอยอังคาร ..อันเสมือนกับการส่งสุดท้ายจากลา สุดสายที่ปลายมือ สุดสายใยแล้ว ไม่มีอีกแล้ว คงเหลือไว้แต่ในความทรงจำฝังในหัวใจ

ความรู้สึกเช่นนี้ ย่อมบังเกิดขึ้นกับ พศกนิกรชาวไทย ในวันที่ 26 ตุลาคม พ.ศ.2560

จากวันที่ 13 ตุลาคม พ.ศ.2559 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่9 เสด็จสวรรคต คือวันที่ พศกนิกรประชาชนชาวไทย ปิ้มว่าจะขาดใจ เหมือนดั่ง ดวงอาทิตย์ดับ เป็นวัน..สิ้นพ่อ

พระองค์ทรงเป็น “พ่อของแผ่นดิน”มายาวนานหลือเกิน ผู้ที่มีอายุครึ่งศตวรรษก็สามารถกล่าวได้ว่า เห็นพ่อมาตั้งแต่ยังจำความได้ นานเสียจนรู้สึกว่า..พ่อคนนี้ ไม่มีวันที่จะพรากจากลูกคนไทยไปได้ จนลืมคำว่าสัจธรรมแห่งชีวิตไป

ณ. วันหนึ่ง พ่อจากไปแล้ว ย่อมเป็นภาวการณ์ที่ต้องยอมรับ จากโศกเศร้าอาดูร โหยหา ด้วยไม่มีอีกแล้วที่จะมี พ่อแห่งแผ่นดินที่รักลูกยิ่งไปกว่านี้ เสียงสรรเสริญ

แห่งพระองค์ท่านกระหึ่มไปทั่วโลก อันเป็นที่ประจักษ์

เมื่อวันผันผ่าน จากความโศกเศร้าอาดูร ก็สู่ความสงบใจ ระลึกถึง

วันเวลาผันผ่าน มากว่าหนึ่งปี ทื่พศกนิกรชาวไทย มากมายมหาศาลทั่วไทย เข้าเฝ้า มากราบพระบรมศพ ที่พระบรมมหาราชวัง จะรอนานเพียงไร ก็ขอให้เป็นครั้งหนึ่งในชีวิต ที่จะได้ “ใกล้พ่อ”เป็นครั้งสุดท้าย อันเป็นความรู้สึกที่ยากจะอธิบายให้คนชนชาติอื่นได้รู้ว่า…ทำไม?

ลึกๆ แล้ว อาจเป็นความอุ่นใจว่า..พ่อยังอยู่ พ่อยังไม่ไปไหน พ่อยังอยู่ให้กราบไหว้
หากเพียงวันครบปี เมื่อกลางเดือน มากมายก็บังเกิดความใจหาย ความว้าเหว่เข้ามาจับใจอีกครั้ง ด้วยรู้สึกว่า..อีกไม่กี่วัน พ่อจะไปแล้วจริงๆ

เมื่อวันพระราชทานเพลิงพระบรมศพมาถึง ในวันที่ 26 ตุลาคม พ.ศ.2560 ด้วยเป็นราชประเพณีโบราณ แม้เป็นจอมกษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ มหาบุรุษ ผู้เป็นที่รักยิ่งปานใด ก็ต้องคืนพระวรกายสู่ธรรมชาติ

การเสด็จสู่สวรรคาลัยของพระองค์ ช่างยิ่งใหญ่เหลือเกิน ยิ่งใหญ่กว่างานแห่งมหาบุรุษใด ที่โลกทั้งโลกต้องคารวะอาลัย

รัตติกาลมืดมิด หากเปลงเพลิงโชติช่วงพระเมรุมาศ

หัวใจคนไทยทั้งชาติ ปิ้มว่าจะขาดใจอีกครั้ง ด้วยรู้สึกโหยหาว่า คราวนี้ พ่อไปแล้วจริงๆ

เป็น วันแห่งความอาดูร หนักหน่วงยิ่ง มิต่างกับ เย็นวันที่ 13 ตุลาคม 2559 นั้น จากวัน”สิ้นพ่อ” มาสู่ “วันจากพ่อ”

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภูมิพลอดุลยเดชฯ รัชกาลที่9 ทรงสั่งสอนพศกนิกรมาตลอดพระชนม์ชีพ วันที่พระองค์เสด็จสู่สวรรคาลัยแล้วจริงๆ ก็ยังทรงสั่งสอนว่า..ชีวิตก็เพียงส่วนหนึ่งของสัจธรรมแห่งธรรมชาติ เกิดมาแล้ว ก็ต้องมีวันจาก หากจะสร้างคุณค่าแห่งชีวิตได้ปานใดเท่านั้น เพื่อคนระลึกถึง

ยามทรงพระชนมชีพ ทรงทุ่มเทพระวรกาย ทรงสั่งสอน ทรงขจัดความทุกข์ยากให้ พาให้พศกนิกรของพระองค์ให้พ้นทุกข์ ก็มิต่างกับการโปรดสัตว์ ในโลกแห่งความเป็นจริง มิได้หยุดหย่อน มิใช่หรือ

พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอนพุทธมามกะมากว่าสองพันห้าร้อยปีก่อน ก็ยังได้รับการกราบไหว้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่9 ทรงจากปวงชนชาวไทยไปเมื่อเพียงปีกว่า หากพระองค์จักได้รับการกราบไหว้ดั่งพระพุทธเจ้าของปวงชนชาวไทยตลอดไป ไม่ต่างแน่นอน

พระองค์จากไปแล้ว เหมือนไม่จาก ด้วยยังอยู่ในมิติแห่งความทรงจำ แห่งศาสตร์ความรู้ ที่คงอยู่ให้กับคนที่ยังอยู่ในแผ่นดินนี้รุ่นแล้วรุ่นเล่า อยู่ในรูปภาพ อยู่ในสื่อมิติต่างๆ ให้คนรุ่นหลังกราบไหว้

พระองค์ทรงอยู่ในธาตุแห่งแผ่นดินชีวิตของชาวไทย ไม่ว่าในดิน ในน้ำ ในฝน ในลม ในเมฆ ในอากาศ ที่ทรงพระราชทานให้ ณ.ยามนี้ ธาตุชีวิตนั้นก็ยังคงอยู่ในโครงการส่วนพระองค์ต่างๆ พระราชทานให้พศกนิกรคนรุ่นหลังต่อไปไม่สิ้นสุด

พระองค์เสด็จสู่สวรรคาลัยแล้วในวิถีแห่งรูปธรรม แห่งสัจธรรม หากแต่ในนามธรรม มโนธรรม และสามัญสำนึก..ทรงสถิตในดวงใจชาวไทยตลอดกาล

“ฉันเกิดในรัชกาลที่9” เป็นวลีที่จับใจ บ่งบอกความรู้สึกมากมาย ทั้งความภาคภูมิใจที่ทันยุคได้เห็นพระบารมีของพระองค์ เห็นองค์กษัตริย์ พระภัทรมหาราช ทรงเป็นที่รักยิ่ง ช่วงชีวิตหนึ่งได้อยู่ใต้ร่มพระบารมี

บางทีจะทำมาสู่อีกวลี “ขอเป็นข้ารองบาท ทุกชาติไป” แสดงถึงความจงรักภักดี ผูกจิตไว้กับพระองค์ ที่เสด็จสู่สวรรคไปก่อน ปรารถนาสักวันจะตามไปรับใช้เบื้องพระยุคลบาท

ไม่น่าจะมีชนชาติอื่นที่ไม่ใช่คนไทย จะสามารถสัมผัส สามัญสำนึกนั้นได้

เราเป็นคนไทยที่บอกตัวเองว่า ..ฉันเกิดในรัชกาลที่9..ถือเป็นสถานะแห่งการแบกรับภาระอย่างหนึ่ง

คือรู้สึกมีพลังแห่งสามัญสำนึก ตอบแทนแผ่นดิน ตอบแทนคุณพระองค์ท่าน ในวิถีชีวิตของตัวเอง

ทำดีเพื่อพ่อ..นั่นเพียงนามธรรม หาก ลงมือทำ ถึงเป็นรูปธรรม อันที่สุด ผลกรรม ก็ไม่ใช่เพื่อพ่อ (เพราะพ่อไปสวรรค์แล้ว) แต่เพื่อตัวเองให้อยู่สุขบนแผ่นดินนี้ต่างหาก

หรือ..ฉันเกิดในรัชกาลที่9..ขอเป็นข้ารองบาททุกชาติไป..ทำดีเพื่อพ่อ จะเป็นเพียงคำ ที่สกรีนใส่เสื้อยืดเท่ๆ เดินอวดกันเกร่อ แค่นั้น เท่านั้น

มีคนบอกว่า คนไทยเป็นพวกขี้อีโมชั่น อารมณ์อ่อนไหวง่าย ฟูมฟาย..แต่แล้ว ก็ลืมเลือนง่าย

คุณเป็นคนไทยแบบไหน ใครเล่าจะรู้ นอกจากตัวเองและสามัญสำนึกของตัวเอง

คุณระลึกคิดถึงเอง คุณรู้เอง ทำเอง สุขเอง พระองค์ก็ไม่ไปได้ไหน ยังสถิตในดวงใจของคุณ

คนอื่นจะไม่ทำ เพราะมันลืมเร็ว เพียงแค่อาศัยแผ่นดินเกิด ก็ช่างโคตรเหง้าบิดามารดามัน นี่ก็สัจธรรมเหมือนกันครับ

ยอดชาย ขันธะชวนะ