พินิจ อักษร
พินิจ อักษร
GCC Driving Range
‘เอาตัวรอดให้ได้ ด้วยวิธีที่คุณถนัด’
ฟุตบอล : เล่นให้โรงเรียนวัดเขมาภิตาราม ตั้งแต่รุ่นจิ๋ว โดนขย่มตัวเพื่อให้ความสูงไม่เกินรุ่น (หัวเราะ) ซึ่งปัจจุบันถือว่าเป็นเรื่องอันตราย ห้ามทำเด็ดขาด เช่นเดียวกับการซ้อมโดยการวิ่งขึ้นอัฒจันทร์ เราไม่ควรทรมานเข่าให้พังขนาดนั้น (หัวเราะ) ผมเป็นกองกลางตัวรับ เหนื่อยครับ เป็นพวกปิดทองหลังพระ (หัวเราะ) ต้องช่วยวิ่งไล่ลงไปถึงแบ็ค แต่เกมบุกไม่ค่อยได้ทำอะไร ตอนนั้นยังไม่รู้ คิดว่าเราเล่นกองกลางมาตลอด จนเข้ามาอยู่สโมสร เล่นใน ถ้วย ข. ได้เจอกับโค้ชท่านต่าง ๆ ถึงได้ทราบว่าแท้จริงแล้วตัวเองเล่นตำแหน่งไหน (หัวเราะ)
เด็กสายช่าง : นอกจากกีฬาฟุตบอลที่ใฝ่ฝันเลยว่าจะต้องติดทีมชาติ ด้านอาชีพที่อยากไปคือ ‘ช่าง’ ด้วยความไม่ถนัดวิชาคำนวณ อยากจะเลี่ยง แต่สุดท้ายแล้วพอไปเรียนสายช่าง เจอหมดเลย (หัวเราะ) แต่ก็สู้ ต้องการไปทำงานศูนย์รถยนต์ เพราะชอบยานยนต์ตั้งแต่เด็ก ตอน ม.ต้น ตั้งใจจะเข้า ปวช. ด้วยโควตานักฟุตบอล แต่ต้องสอบเข้า ก็ไม่ติด ไม่รู้จะไปไหนก็เข้าเรียนช่างกลเทคโนโลยีสยาม เพราะงานหลักของเราคือ ฟุตบอล แล้วก็ต่อ ปวส. ที่ ช่างกลราชสิทธิ์ แถวสี่แยกบ้านแขก พอจบ งานแรกที่ทำ คือติดตั้งระบบสปริงเกอร์ดับเพลิงในอาคาร ตามโรงแรมชั้นนำ ไม่เกี่ยวกับเรื่องยานยนต์เลย (หัวเราะ) แต่เป็นการทำงานที่สนุกที่สุด อาหารการกินสมบูรณ์มาก (หัวเราะ) อยู่แค่สามเดือนก็ย้าย เพราะรุ่นพี่ที่รู้จัก ดึงตัวให้ไปเล่นฟุตบอลกับจังหวัดนนทบุรี เลยฝากงานที่บริษัทผลิตเฟอร์นิเจอร์ ไปอยู่ในหน่วยนิวเมตริก เกี่ยวกับระบบลม ไฮโดรลิก ทำหน้าที่ซ่อม บำรุงรักษา อยู่ได้ราวปี ความอยากทำงานในศูนย์บริการรถยนต์ก็ยังวนเวียนในสมอง
ฟุตบอลสโมสร : ช่วง ปวช. ปวส. ได้เล่นฟุตบอลถ้วย เคยเล่นถ้วย ง. แค่หนเดียว แล้วโดนดึงตัวเลื่อนชั้นไปเล่นถ้วย ค. เข้าไปอยู่ สโมสรฮากกา ก่อนย้ายมา การประปานครหลวง แล้วขึ้น ถ้วย ข. กับ ธำรงไทยสโมสร กำลังจะขึ้น ถ้วย ก. และมีไปคัดตัวกับโครงการทีมชาติของ อ.ประวิทย์ ไชยสาม ที่รวบรวมเด็ก 500 คน มาคัดตัวที่สนามเทพหัสดิน ผมติดอยู่ใน 50 คนแรก มีโอกาสจะเข้าไปในสโมสรใหญ่ใน ถ้วย ก. แต่โชคไม่ดีที่โครงการเลิกไป ตอนนั้นผมยังเป็นนักเรียนอยู่ บวกกับหัวเข่าเริ่มมีปัญหา ทำให้ผมค่อย ๆ ห่างจากวงการไปโดยปริยาย จะมีเดินสายช่วยเล่นแบบ ‘แท้งกิ้ว’ รับคำขอบคุณเป็นค่าตอบแทน อีกบ้างนิด ๆ หน่อย ๆ (หัวเราะ)
งานรถยนต์ : บริษัทรถยนต์เปิดรับสมัคร ก็ไปสมัครสอบ ผมไม่ค่อยถนัดเรื่องภาษาและคำนวณ แต่งานสายศูนย์บริการ คำศัพท์ช่างเยอะมาก ข้อสอบมีศัพท์ภาษาอังกฤษ 30 คำ ดูแล้วคงทำได้เต็มที่ไม่เกิน 2 คำ (หัวเราะ) จึงไม่แตะภาษาอังกฤษเลย วัดใจกับผู้ตรวจข้อสอบ ทำเหมือนว่า ลืมทำ หรือข้ามส่วนนี้ไป แต่ในส่วนการเขียนแบบ ผมโชว์ฝีมืออย่างเต็มที่ เพราะถนัดมาตั้งแต่สมัยเรียนแล้ว เวลาลากเส้นหมุนดินสอไปด้วย เส้นคมกริบ ไม่มีแตก ในกลุ่มที่สอบ มีผมแค่คนเดียวที่เขียนครบหมดทุกมุม ยังไม่รู้ว่าถ้าสอบผ่าน จะได้ไปอยู่ที่ไหน สุดท้ายประกาศผลออกมา ผมได้งาน แต่ต้องไปอยู่โรงงานที่ กม. 21 บางนา – ตราด แต่ตอนนั้นขอให้ขึ้นป้ายว่าทำงานในบริษัทรถยนต์ไว้ก่อน คิดว่ายังไงคงมีโอกาส ได้มาทำศูนย์บริการอีกแน่นอน
สายเป็นประจำ : การเดินทางลำบากมาก บ้านอยู่นนท์ ต้องมาดักขึ้นรถบัสโรงงานแถว สน.สามเสน ตอนหกโมงเช้า ออกจากบ้านที่บางกรวยตั้งแต่เช้ามืด ตอนนั้นยังดื่ม กิน เที่ยว บางครั้งตื่นสาย ตกรถประจำ (หัวเราะ) เขาเลทให้ 5 นาที ก็ยังมาไม่ทัน รถบัสวิ่งผ่านดินแดง อนุสาวรีย์ชัย เลี้ยวซ้ายเข้าวิภาวิดีฯ ยูเทิร์นกลับมาขึ้นทางด่วน ผมเหมาแท็กซี่ให้ขับตาม จอดอีกฝั่ง วิ่งข้ามถนน ให้ทันรถก่อนขึ้นทางด่วน มีผมอยู่คนเดียว ที่ทำแบบนี้ (หัวเราะ)
อยากก้าวหน้า : อยู่ในหน่วยแอร์รถยนต์ ออกแบบผลิตภัณฑ์ เราเขียนแบบเป็น ตรวจแบบเอง เป็นงานท้าทาย ทำงานราว 5 ปี มองภาพตัวเองว่า อย่างน้อยต้องได้เป็นหัวหน้า ตั้งแต่วิศวกรยังไม่มีจนตอนหลังมีเข้ามา เราก็ยังทำงานอยู่ แต่เกิดความรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจ (หัวเราะ) ไม่ว่าจะหน้าที่ หรือผลตอบแทน ที่เปรียบเทียบแล้ว เราได้น้อยกว่า ทำให้เกิดทิฐิ อยากเรียนต่อปริญญาตรี (หัวเราะ) ผมเลือกเลย เอก ออกแบบผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม ที่สวนดุสิต เอาให้ตรงกับสายงานเลย ทำงานไปด้วย เรียนไปด้วย ตามสิทธิ์ของพนักงาน เรียนไปทั้งหมดสี่ปี เพราะสาขานี้ต้องใช้วุฒิ ปวช. ไปยื่น แต่หากเป็นสาขาอื่น ให้วุฒิ ปวส. เรียนแค่สองปีก็จบ แต่เรียนจบมา ได้วุฒิ วิทยาศาสตร์บัณฑิต เราไม่รู้จริง ๆ ว่า ได้ค่าปรับวุฒิแค่ 1 พันบาท เพราะไม่ใช่วิศวะ ก็ไม่ได้โกรธอะไรนะ เพราะนิสัยผม มักจะซื้อของก่อน แล้วค่อยไปหาข้อมูล ซึ่งบางทีก็ไม่เป็นอย่างที่คิดไว้อยู่บ่อย ๆ (หัวเราะ)
อาชีพในฝัน : เห็นงานในแผนกจัดซื้อ มีคนเข้ามาติดต่อ ดูเท่มาก (หัวเราะ) บางทีพาพนักงานไปเลี้ยง อยากได้อะไร ก็จัดหามาให้ จนมารู้ว่า นี่คือ เทรดดิ้ง พ่อค้าคนกลาง ซื้อมาขายไป คิดว่า นี่แหล่ะคืองานของผม จะไม่เป็นพนักงานประจำอีกแล้ว (หัวเราะ) แต่เป็นงานที่ต้องใช้เงินทุน มันยากตรงนี้ ตอนนั้นตัดสินใจลาออก ตั้งธงว่าจะไปเป็น เซลแมน

ใช้แล้วหมดไป : สินค้าอะไรก็ได้ เพื่อจะได้ขายซ้ำ มีคนชวนไปขายชิ้นส่วนรถบรรทุก แต่กว่าจะชำรุดอาจใช้เวลานาน เลยเปลี่ยนไปเป็นอะไรก็ได้ ที่ใช้แล้วหมดไป พอดีอ่านหนังสือเจอบริษัทขายน้ำมันหล่อลื่นจากออสเตรเลีย เงินเดือน รวมค่าน้ำมันรถ ค่าโทรศัพท์ เยอะมาก ขนาดยังไม่รวมคอมมิสชั่น ผมโดดเลย (หัวเราะ) น้ำมันเครื่องยนต์ทั่ว ๆ ไป ลิตรละไม่ถึงร้อย แต่ยี่ห้อนี้ลิตรละพันกว่าบาท จะขายได้หรือไม่ยังไม่รู้ แต่ตอบโจทย์แล้วเรื่องเงินเดือน ขอลองไปสู้ดูก่อน (หัวเราะ)
ฝรั่งปนจีน : เถ้าแก่เป็นคนจีน และระบบเป็นของฝรั่ง (หัวเราะ) บริษัทให้ความรู้ เทรนในเรื่องการขาย การทำงานร่วมกับทั้งสองฝั่งทำให้ได้ประสบการณ์ที่ดีมาก คนจีนสอนเรื่องความขยัน ฝรั่งสอนเรื่องระบบ ส่วนผมถนัดเรื่องบันเทิง (หัวเราะ) แล้วนำมาผสมกันทั้งหมดให้ลงตัวในแบบของเรา
ทะลุเป้า : ทำงานไม่กี่เดือนก็ขยับเป็นหัวหน้าเซล ต้องไปเทรนพนักงานใหม่ ได้ค่าแรงตรงนั้นเพิ่มอีก แต่ไม่ใช่งานที่ผมถนัด เดือนแรกทำยอดขายหลักแสน แต่ได้ค่าคอมมิสชั่นไม่เยอะ พอดีบริษัทมีเงื่อนไขต่าง ๆ ให้เลือกได้ ผมก็ขอไม่รับเงินเดือน รับเป็นค่าคอมฯ อย่างเดียว วันนี้ขายได้เท่าไหร่ ตัดยอดไปเลย 21 % ได้ทำงานเป็นอิสระ ขึ้นอยู่กับความขยันของเราเอง ยอดขายเคยพุ่งไปเกือบสามแสน ผ่านมาแค่หกเดือน ได้เท่านี้ถือว่าเท่มาก (หัวเราะ)
เช้าเข้าบ้าน บ่ายเข้าโรงงาน : ระบบสอนว่า ตอนเช้าให้หาเงินสด ผมหิ้วกระเป๋าหนัก 13 กิโล เดินขายตามบ้านแบบสมัยก่อนเลย ทำให้มีความกล้าเยอะ (หัวเราะ) หัวเชื้อน้ำมันเครื่อง 1 กระป๋อง ราคาหกร้อยกว่าบาท ได้ค่าคอมฯ สองร้อยกว่าบาท มีข้าวกินแล้ว (หัวเราะ) ตอนบ่าย ทำแผนนัดเข้าโรงงานอุตสาหกรรมไว้ล่วงหน้า ไปพบลูกค้า 1 – 2 รายให้ได้ในภาคบ่าย โดยมีการแบ่งเขตพื้นที่ขายให้กับพนักงานแต่ละคนอย่างชัดเจน ไปปิดออร์เดอร์ใหญ่ น้ำมันหล่อลื่น จารบี น้ำมันเบรก น้ำมันเกียร์ และผลิตภัณฑ์อื่น ๆ อีกเยอะมาก ทำวันเว้นยังได้เลย แต่เราต้องมีวินัยในการทำนัดให้สม่ำเสมอ ชีวิตเปลี่ยนไปเยอะมาก จากเดิมที่มีแต่คิดอย่างเดียว ไม่มีการเรียบเรียงว่าจะไปไหนมาไหน ก็เริ่มเป็นแบบมีการวางแผน รายได้ดีมาก แต่ไม่เหลือเก็บ (หัวเราะ) จนถึงฟองสบู่แตก คนซื้อของแพงน้อยลง แต่หนี้เราไม่ลด เพราะสร้างไว้เยอะ บัตรเครดิตนี่ตัวดีเลย (หัวเราะ)
กอล์ฟ : พอบาดเจ็บจากกีฬาฟุตบอล ก็ไม่ได้เล่นกีฬาอะไรเลย จนวันนึง เจอเพื่อนของรุ่นพี่แถวบ้านที่นนทบุรี คุยกันถูกคอ เขาถามว่าเล่นกอล์ฟเป็นมั้ย ผมตอบว่า เล่นแต่สนุกเกอร์ (หัวเราะ) เขาก็ชวนไปเล่นทั้งสนุกเกอร์และโบว์ลิ่งในวันเดียวกัน มารู้ตอนหลังว่า เขาพาไปเล่นเพื่อทดสอบมารยาทในการเล่นกีฬา เพื่อจะชวนเราเล่นกอล์ฟในภายหลัง ซึ่งผมก็ตอบว่า เป็นเซลจะเอาเงินที่ไหนไปเล่น (หัวเราะ) แต่กลายเป็นว่า เขาสนับสนุนเต็มที่ จัดหาให้ทุกอย่าง เริ่มจากพาไปดูก่อนเขาเล่นในสนามก่อน ผมตามไปเพราะได้ร่วมวงดื่มกันด้วย สบายเลย (หัวเราะ) ได้หัดตีที่สนามไดร์ฟแถวเหม่งจ๋าย ค่าเรียนกอล์ฟสมัยนั้นสำหรับผมนับว่าแพงมาก เขาจะออกให้อีก รู้สึกเกรงใจ เลยหัดเอง (หัวเราะ) พี่เขาไปซ้อม ผมก็ไปด้วย พอได้ตีบ่อยขึ้น เริ่มเล่นได้ รู้สึกสนุก เขาก็พาไปออกรอบ
หมูสนามจริง : ซ้อมจนคิดว่าเล่นได้แล้ว แต่พอลงสนามจริง รู้สึกว่า แบบนี้ไม่ใช่ล่ะ เล่นไม่ได้ ทำไมเราไม่เรียนวะ (หัวเราะ) ตอนหลังจึงหันมาเริ่มเรียนจริงจัง และรู้ว่ากอล์ฟ เมื่อเล่นจนกล้ามเนื้อมันจำ พอไปฝึกเอง เพื่อเปลี่ยนวงสวิง จึงเป็นเรื่องยากมาก เพราะคือการเปลี่ยนความจำของกล้ามเนื้อ การเล่นกอล์ฟ ควรจะหาใครสักคน ที่อยู่กับเราได้ทุกวัน อาจเป็นผู้สอนหรือผู้ที่มีความรู้ความสามารถ คอยให้คำแนะนำที่ถูกต้อง จะได้ไปในทิศทางเดียวกัน มิเช่นนั้น วันนี้เจอคนนี้ พรุ่งนี้อาจเจออีกคนที่ซ้อมอยู่ในช่องข้าง ๆ ก็ได้คำแนะนำมาอีกอย่าง มะรืนเจอคนใหม่ก็เปลี่ยนไปอีก ยิ่งนำข้อมูลของแต่ละคนมาผสมกันปนเปกัน สุดท้ายเมื่อถึงวันนึง จะทำให้พัฒนาได้ยาก

กอล์ฟเพื่อธุรกิจ : บริษัทขายฟองน้ำโพลียูรีเทน แบบที่ใช้ล้างจาน ล้างรถ ทำเฟอร์นิเจอร์ โซฟา เปิดรับสมัครเซล เงินเดือนน้อย แต่รวมแล้วทั้งค่าคอมฯ การวางบิล รับเช็ค และอื่น ๆ ก็อยู่ได้ ซึ่งเป็นเรื่องดี เพราะทำให้มีความรู้เรื่องเอกสารต่าง ๆ, บัญชี, ขนส่ง ฯลฯ ยอดรวมในตลาดฟองน้ำร่วมสามร้อยล้านบาทต่อเดือน บริษัทฯ ถือไว้ร่วม 100 ล้าน ผมถือไว้ 5 – 6 ล้าน ผู้จัดการ, หัวหน้างาน เป็นคนไทย ไม่เล่นกอล์ฟ แต่เจ้านายใหญ่เป็นญี่ปุ่น เล่นกอล์ฟ ดื่ม แฮ้ปปี้กับผม (หัวเราะ) เวลาไปติดต่อบริษัทใหญ่ ๆ ที่ต้องติดต่อกับญี่ปุ่น เมื่อไม่มีใคร ก็เป็นผมไปคุย ทำให้ได้รู้จักกับผู้บริหารของบริษัทต่าง ๆ เยอะมาก เวลาเล่นกอล์ฟ คนญี่ปุ่นเขาก็เล่นด้วยกัน ผมก็ไปเล่นกับผู้บริหารคนไทย ทำให้ผมสนิทสนมกับนายญี่ปุ่น และลูกค้าที่หลากหลาย
ซื้อมา ขายไป : จนมาวันหนึ่ง ผมก็ตั้งบริษัท ‘สยามนีโอเมนูแฟคเจอร์ริ่ง 2009’ ทำธุรกิจแบบเคยฝันไว้, โดยทั่วไปแล้ว ฟองน้ำมีหลายเกรด แต่ละบริษัทก็แยกกันขายตามคุณภาพ เกรดของฟองน้ำ โดยเรารวมสินค้าไว้ทุกเกรดจากหลายบริษัท ตอบโจทย์ลูกค้าทุกระดับที่มีความต้องการหลากหลาย ปัจจุบันใช้ชื่อ ‘สยามนีโอเทค’ เป็นอาชีพที่ทำให้ตั้งตัวได้ และต่อยอดไปอีกหลายอย่าง การเติบโตของธุรกิจส่วนหนึ่งก็ได้มาจากการเล่นกอล์ฟด้วย
สนามซ้อม : ผมมีโอกาสเข้ามาดูแลสนามไดร์ฟ ต่อเนื่องจากธุรกิจฟองน้ำ ตอนนั้นผมเล่นกีฬากอล์ฟอยู่แล้ว
หนึ่งในเจ้าของธุรกิจฟองน้ำเขามีสนามไดร์ฟด้วย จะดึงให้ผมมาดูแล แต่ตอนนั้นยังไม่ลงตัว จนวันนึง เขารู้สึกว่าไม่อยากทำต่อ จะให้คนที่ไม่เล่นกอล์ฟมาบริหารก็ลำบาก จนมีความคิดจะปิด ทุบทิ้งไปเลย เพราะยังไงก็ไม่ใช่ธุรกิจหลักอยู่แล้ว จนกระทั่ง มีคนรู้จัก ส่งข่าวให้ผมทราบถึงสถานการณ์ ก็ตัดสินใจมาลองบริหารให้ โดยมีข้อตกลงว่า ภายในสามเดือน จะมีผลงานอย่างไรบ้าง ซึ่งผมทำได้ตามเป้า ก็เสนอขอผลตอบแทนตามยอดขาย แต่ไม่ได้ ผมก็ถอย พอเจ้าของไปจ้างทีมใหม่เข้ามาทำ ก็เจอปัญหาทุจริตอีก
GCC : ระหว่างนั้น ผมไปบริหารสนามซ้อมอีกแห่ง ก็ประสบผลสำเร็จอย่างรวดเร็ว แต่เจอกับปัญหาเดิม ๆ คือ พอเราทำได้ตามเป้า ก็ไม่เป็นไปตามข้อตกลงอีก ต้องเจรจากันอีกพักใหญ่กว่าจะเคลียร์กันได้ จนมีข้อเสนอใหม่ว่า ให้เช่าสนามไปเลย ผมก็ยินดี แต่ทำไปได้สักพักก็ขึ้นค่าเช่าอีก (หัวเราะ) จำเป็นต้องเลิก จังหวะนั้นเจ้าของที่นี่โทรมา ถามทางไปสนามกอล์ฟ เลยได้คุยกัน จริง ๆ ก่อนหน้านั้นเคยชวนให้ผมมาบริหารนานแล้ว แต่ถ้าจะทำพร้อมกันทั้งสองแห่งคงไม่สะดวกนัก พอดีผมไม่ติดอะไร ก็ได้ข้อตกลงภายในวันเดียวอย่างเหลือเชื่อมาก (หัวเราะ) จากวันนั้นมาถึงวันนี้ร่วม 15 ปีแล้ว ผมได้เข้ามาดูแลอย่างเต็มตัวด้วยชื่อ GCC (Golf Coach Center) ของเราเอง ค่อย ๆ ปรับปรุง พัฒนาสถานที่ ให้ดีขึ้นตามลำดับ เหมาะกับความต้องการของนักกอล์ฟที่เข้ามาซ้อมในทุกระดับฝีมือ
รู้ความถนัดของตัวเอง : หากคุณเป็นนักกีฬาว่ายน้ำ เก่งในท่าที่ตัวเองถนัด เช่น ผีเสื้อ แค่เพียงอย่างเดียว แล้ววันนึงโชคร้าย เรือที่โดยสารล่มกลางแม่น้ำใหญ่ แต่คุณลืม มัวแต่ไปว่ายท่าฟรีสไตล์ที่ไม่ถนัดเลย ฝืนว่ายไปจนหมดแรง คำถามคือ ทำไมคุณไม่ว่ายด้วยท่าที่ตัวเองถนัด ที่จะพาให้ตัวเองเอาชีวิตรอดได้ กอล์ฟก็เหมือนกัน คุณไปออกรอบ ก็ต้องเอาตัวรอดให้ได้ ด้วยวิธีที่คุณถนัด ไม่ใช่จะสู้ด้วยสิ่งที่ตัวเองไม่คุ้นเคย ไม่เคยฝึกหัดมาก่อน เมื่อรู้ว่าเคยเจออะไรมาบ้างที่เป็นเรื่องผิด แล้วแก้ไขอะไรไม่ได้ นั่นคือประสบการณ์ที่เจอมาเองโดยตรง สามารถนำมาบอกกล่าวให้คนอื่น ได้เลือกเดินในทิศทางที่ถูกต้องตั้งแต่เริ่ม นั่นเป็นที่มาของ สวิงโปรแกรม ที่ผมคิดกระบวนท่าขึ้นมาครับ


