วัฒนธรรมเมืองไทย ไม่ได้ส่งเสริมให้ผู้ใหญ่เห็นความสำคัญของเด็ก
วัฒนธรรมเมืองไทย ไม่ได้ส่งเสริมให้ผู้ใหญ่เห็นความสำคัญของเด็ก (ทุกๆ มิติ)
สิ่งที่จะเขียนต่อไปนี้ ขอบอกล่วงหน้าก่อนว่าเป็นแค่ความรู้สึกและความคิดของผม
หลังจากที่ได้ไปสัมผัสประเทศศิวิไลซ์หลายๆ ประเทศ
ท่านใดอ่านแล้ว คิดว่ามีประโยชน์ อยากให้เห็นกันเยอะๆ เพื่อเป็นแนวร่วม และให้ถึงผู้ใหญ่ที่มีอำนาจทั้งหลายที่มีส่วนเกี่ยวข้องบ้าง ก็ต้องช่วยกันกดหัวใจ ช่วยกันกดแชร์ ช่วยกันคอมเม้นท์ มากๆ
ไม่ต้องการให้เป็นดราม่า ว่าไม่ได้รักประเทศไทย หรือไล่ให้ไปอยู่ต่างประเทศจากผู้อ่านนะครับ
ตัวผมเองบอกได้เลยว่า โคตรรักประเทศไทยเลย ไปที่ไหนก็รับรู้ได้ว่าไม่มีประเทศไหนสมบูรณ์เท่าประเทศไทย ทั้งสภาพแวดล้อม ภูมิอากาศ อาหาร วัฒนธรรม ความเป็นอยู่ ฯลฯ
แต่…ก็มีบางอย่างถ้าประเทศไทยสามารถแก้ได้แล้วละก็ ไม่มีประเทศไหนในโลกจะมาสู้ประเทศไทยเราได้
อาทิเช่น เรื่อง กฎหมาย(หลายๆอย่างมากๆ ที่ล้าสมัย ไม่เป็นธรรม ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ เช่น ยาเสพติด การครอบครองอาวุธปืน) ผู้รักษากฎหมาย การคอรัปชั่น (เกือบทุกๆ องค์กร หน่วยงานที่เป็นของรัฐ) และการให้ความสำคัญกับเด็กๆ
เรื่องกฎหมาย ผู้รักษากฎหมาย การคอรัปชั่น ผมจะไม่ขอพูด เพราะมันยาวมาก ไม่มีทางจบ ขอพูดเฉพาะเรื่องที่อยู่ใกล้ตัว
นั่นคือ เรื่อง การที่ผู้ใหญ่ไม่เห็นความสำคัญของเด็ก
นับตั้งแต่เรื่องสำคัญคือเรื่องการศึกษาที่ไม่เท่าเทียม และมีข้อจำกัดมาก ระหว่างเด็กในชนบทกับเด็กในเมือง หรือเด็กด้อยโอกาสและเด็กที่มีโอกาส ที่ไม่เคยได้รับความสนใจจากผู้ใหญ่ผู้ที่มีอำนาจทั้งหลาย ทุกยุคทุกสมัยที่จะแก้ปัญหาอย่างจริงใจ และเห็นความสำคัญเรื่องนี้
ซึ่งเรื่องการศึกษานี้ ผมก็ไม่พูดถึง เพราะเรื่องราวมันมากมาย และไกลตัวผมไป(มีโอกาสจะพูดถึง)
ผมจะพูดถึงเรื่องใกล้ตัวมากๆ คือ เรื่องกีฬา และเป็นกีฬากอล์ฟ ที่ผมคลุกคลี ทำเป็นอาชีพ มามากกว่า 25 ปี
สิ่งที่ผมไปพบเห็น และเอามาเปรียบเทียบกับประเทศไทยในสิ่งที่เป็นอยู่แล้ว
กล้าที่จะพูดว่า ผู้ใหญ่ในวงการกอล์ฟประเทศไทย ไม่ได้เห็นความสำคัญของเด็กๆ ทั้งๆ ที่มันเป็นประโยชน์กับสิ่งที่เขาทำเป็นธุรกิจอยู่
ทุกวันนี้ สนามกอล์ฟส่วนมาก (ยกเว้นสนามที่เป็นระบบสมาชิก) มีรายได้เป็นกอบเป็นกำ คือช่วงไฮซีชั่น ที่มีนักกอล์ฟต่างชาติ (โดยเฉพาะเกาหลี) มาใช้บริการ เป็นกอบเป็นกำขนาดที่มีคำกล่าวว่า “รายได้ช่วงไฮซีชั่น (พฤศจิกายน ถึง กุมภาพันธ์) สามารถเลี้ยงสนามได้ทั้งปี”
พอหลังไฮซีชั่น ก็มาทำราคาโปรโมชั่น หั่นราคา ดึงดูดให้นักกอล์ฟไทยที่มีอยู่ มาเล่นที่สนามตัวเอง ซึ่งหลายๆ สนามรายได้ค่ากรีนฟี (ต่อหัว) ยังต่ำกว่ารายได้ของแคดดี้ เหมือนกับสร้างสนามมาให้แคดดี้มีรายได้
ปัจจุบันยังไม่มีใครสามารถตอบได้อย่างชัดเจนว่า คนเล่นกอล์ฟของประเทศไทยมีจำนวนเท่าไรแน่ เป็นผู้ใหญ่เท่าไร เยาวชนเท่าไร ชาย หญิงเท่าไร มีแต่การคาดเดา กะเกณฑ์ว่า 5 แสนบ้าง 8 แสนบ้าง หรือบางทีอาจพบว่าสื่อต่างประเทศบอกว่ามี 1 ล้านคน
ส่วนคำตอบที่แท้จริง ควรเป็นหน้าที่ของใคร ท่านก็ลองคิดกันเอาเองครับว่า ควรเป็นหน้าที่ของใคร ผมมีคำตอบ แต่ไม่ขอบอก เพราะเขาจะต้องปฏิเสธว่า ไม่ใช่หน้าที่เขา
แต่ที่แน่ๆ ถ้าไปสำรวจอายุผู้เล่นกอล์ฟในสนามกอล์ฟในแต่ละวัน จะพบว่าเป็นผู้ใหญ่ที่มีอายุ 50 กว่าขึ้นไปเป็นจำนวนมาก รองลงมาคือช่วง 40-50 ส่วนจำนวนที่พบน้อยมากคือช่วงอายุ 25-40 ปี ส่วนเด็กๆ ก็จะพบว่าเล่นกันในทัวร์นาเม้นท์ ที่มีแข่งขันทุกๆ สัปดาห์ แค่นั้น หรือพบเห็นบ้างในวันหยุด
ทำไมถึงพบน้อยในกลุ่ม 25-40 เป็นเพราะ กลุ่มคนพวกนี้ กำลังอยู่ในช่วงสร้างเนื้อสร้างตัว รายได้น้อย พอโตขึ้นมา ก็ต้องมีภาระกับครอบครัว มีแฟน ผ่อนบ้าน ผ่อนรถ มีลูก รายได้ไม่พอที่จะเล่นกอล์ฟ ต้องรอโน่น จนกว่าจะถึง 50 โน่น
ยกเว้นคนที่มีฐานะดีจริงๆ ที่จะมาเล่นกอล์ฟในช่วงวัยดังกล่าวได้
ถ้าไปถามคนที่มีอายุน้อยๆ ว่าทำไมเล่นกอล์ฟได้ คำตอบก็จะได้ว่า ผมเล่นมาตั้งแต่เด็กแล้ว หรืออีกส่วนหนึ่งคือฐานะพอจะเล่นไหว (แต่มีไม่มาก)
คำถาม ควรเป็นหน้าที่ของใคร ใครได้ประโยชน์ แล้วควรจะทำอย่างไร
คำตอบ ควรเป็นหน้าที่ของมีที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมกอล์ฟนี้ทุกภาคส่วน
เพราะเป็นประโยชน์กับทุกๆ ฝ่ายเมื่อมีนักกอล์ฟเกิดขึ้นหนึ่งคน ไม่ว่าจะเป็นสนามกอล์ฟ อุปกรณ์ร้านค้าอุปกรณ์กอล์ฟ เสื้อผ้า สมาคมกีฬากอล์ฟ บริษัทที่จัดแข่งขัน โรงเรียนสอนกอล์ฟ การเดินทาง การติดต่อสื่อสาร ร้านอาหาร ร้านนวด ฟิตเนท เป็นต้น
ทำอย่างไร ? ก็ต้องทำทุกอย่างเพื่อให้เด็กๆ และเยาวชนสนใจ(พ่อแม่ก็เห็นดีเห็นงาม หรือสนับสนุน)หันมาเล่นกอล์ฟ ไม่ใช่แค่เฉพาะลูกคนมีเงินมาก ทุกๆ คนที่อยากเล่น โดยจ่ายเงินราคาที่ถูก (ไม่ใช่ไม่แพงมากต้องถูก) โดยผู้ปกครองรู้สึกว่าจ่ายไหว โดยการร่วมมือของทุกๆ ฝ่าย โดยมีสมาคมกีฬากอล์ฟ ที่มีหน้าที่รับผิดชอบโดยตรง ต้องเป็นตัวกลาง ประสานงานทุกภาคส่วนให้เกิดความร่วมมือ โดยเฉพาะกับสนามกอล์ฟต้องเห็นดีเห็นงามแบบมีวิสัยทัศน์
เด็กๆ เหล่านี้ไม่ใช่ว่าจะเป็นนักกีฬาเมื่อโตขึ้นทุกคน แต่เมื่อเขาเล่นกอล์ฟเป็น โตไปเขาจะไปทำงานอะไรก็แล้วแต่ ถ้าเขาเล่นกอล์ฟเป็น เขาก็จะไม่หยุดที่จะเล่น เพราะเขาเล่นเป็นแล้ว ไม่ต้องเสียเวลาไปฝึก ซึ่งการไปฝึกตอนโตมันยากกว่าฝึกตั้งแต่เด็ก มันมีเวลาไม่มากพอเหมือนเด็ก และพ่อแม่ก็ยินดีสนับสนุน
ก็สนามกอล์ฟ เพราะเด็กๆ เมื่อโตขึ้นมาเขาก็เป็นลูกค้าของสนามกอล์ฟ เป็นลูกค้าของร้านค้าอุปกรณ์กอล์ฟ ต้องเดินทาง ต้องแข่งขัน ต้องเรียน ต้องเดินทาง ต้องทานอาหาร
ในกลุ่มเด็กๆ ที่เล่นกอล์ฟ จะมีคนที่ทะลุขึ้นมาเป็นนักกอล์ฟอาชีพที่มีชื่อเสียง มีรายได้เข้าประเทศ เป็นไอดอลให้คนอยากเล่นกอล์ฟเพิ่มมากขึ้น
ในต่างประเทศที่เป็นแหล่งสร้างนักกอล์ฟเก่งๆ ในโลก เขาให้เด็กเยาวชนลากถุงเอง หรือผู้ปกครองจะเป็นแคดดี้ให้ หรือขับรถเล่นเอง เสียค่ากรีนฟีราคาถูก เช่นราคา 10 เหรียญ จากที่ผู้ใหญ่เสีย 60 เหรียญ
เขาสนับสนุนนักกอล์ฟอาชีพ ด้วยการช่วยกันเป็นสปอนเซอร์ สนามดีๆ ก็ให้จัดทัวร์นาเม้นท์ดีๆ 3 วัน 4 วัน และมีวันซ้อม โดยไม่เก็บค่าใช้จ่ายใดๆ ไม่มาคิดว่าเสียรายได้ สมาชิกสนามก็รู้สึกยินดี หยุดการเล่นอาทิตย์หนึ่ง สมัครเข้ามาเป็นอาสาสมัครช่วยงานต่างๆ โดยไม่ต้องจ้าง
ด้วยสิ่งดังกล่าวมา ถามว่า เราพบเห็นการสนับสนุนเหล่านี้จากผู้มีส่วนร่วมกับอุตสาหกรรมกอล์ฟแค่ไหนในประเทศไทย
ส่วนมาก (เกิน 90%) ที่จะบอกว่า สนามกอล์ฟสร้างมาก็มีรายจ่าย สร้างมาแพง จะมาเล่นกันถูกๆ ได้อย่างไร
เด็กๆ ถ้าไปลากถุงเอง เดี๋ยวจะทำให้สนามเสียหาย และแคดดี้ไม่มีรายได้
และอีกหลายเหตุผล แต่สุดท้ายก็สรุปได้ว่า “ไม่มีวิสัยทัศน์กับวงจรกีฬากอล์ฟ คิดแคบๆ กับแค่การสร้างรายได้ ณ ปัจจุบัน แต่ไม่ได้ทำการตลาดในอนาคต คือการสนับสนุนสร้างลูกค้าใหม่ขึ้นมา”
เรื่องมันยาว ใครจะมีความคิดอย่างไรก็แล้วแต่ละคน แต่นี่คือแนวคิดของผม
โปรเชาวรัตน์ เขมรัตน์

