เขียน..เมื่อมีลมหายใจ

ครู

เขียน..เมื่อมีลมหายใจ ๒
ครู

ครู คำๆ นี้ยิ่งใหญ่นัก วันที่ 16 มกราคม ของทุกๆ ปี ฉันไม่เคยลืมครูของฉัน ฉันจะโทรศัพท์ไปกราบสวัสดีวันครูกับครูที่ฉันยังติดต่อท่านได้ ซึ่งครูบางท่านของฉันก็มีอายุมากโข..บางท่านก็ล้มหายตายจากไปแล้ว ที่ยังมีชีวิตอยู่ถ้ามีโอกาสไปเยี่ยมเยือนถึงบ้านถ้ารู้จักที่อยู่ของท่านฉันจะนำพวงมาลัยดอกมะลิหอมไปกราบบนตักท่านเลยทีเดียวบางท่านอยู่ไกลก็ทางโซเชียล ซึ่งสมัยนี้โชคดีมีการสื่อสารได้หลายช่องทาง…วันครูจึงเป็นเสมือนหนึ่งวันกตัญญุตาก็ว่าได้ ซึ่งตัวฉันเองก็เป็นครู และเป็นอาชีพเดียวที่ฉันภาคภูมิใจมากที่สุดที่ได้สวมใส่ชุดข้าราชการสีกากี สีกากีก็คือสีของดินได้รับใช้แผ่นดิน ถึงแม้ใครๆ จะมองว่าอาชีพครูเป็นแค่ เรือจ้าง

..แสงเรืองๆ ที่ส่องประเทือง อยู่ทั่วเมืองไทย คือแม่พิมพ์อันน้อยใหญ่ โอ้ครูไทยในแดนแหลมทอง เหนื่อยยากอย่างไร ไม่เคยบ่นไปให้ใครเขามอง ครูนั้นยังลำพอง ในเกียรติของตนเสมอมา ที่ทำงานช่างสุดกันดาร ในป่าพงไพร ถึงจะไกลก็เหมือนใกล้ เร่งรุดไปให้ทันเวลา กลับบ้านไม่ทันบางวันต้องไป อาศัยหลวงตา ครอบครัวคอยท่า ไม่รู้ว่าไปอยู่ไหน ถึงโรงเรียนก็เจียนจะสาย จวนได้เวลา เห็นศิษย์รออยู่พร้อมหน้า ต้องรีบมาทำการสอน ไม่มีเวลาที่จะได้ มาหยุดพอพักผ่อน โรงเรียนในดงป่าดอน ให้โหยอ่อนสะท้อนอุรา ชื่อของครูฟังดูก็รู้ชวนชื่นใจ งานที่ทำก็ยิ่งใหญ่ สร้างชาติไทยให้วัฒนา ฐานะของครูใครๆก็รู้ ว่าด้อยหนักหนา ยังสู้ทนอุตส่าห์ สั่งสอนศิษย์มาเป็นหลายปี นี่แหละครูที่ให้ความรู้ อยู่รอบเมืองไทย หวังสิ่งเดียวคือขอให้ เด็กของไทยในผืนธานี ได้มีความรู้เพื่อช่วยเชิดชู ไทยให้ผ่องศรี ครูก็ภูมิใจที่ สมความเหนื่อยยาก ตรากตรำมา…

ฉันจบจากวิทยาลัยครูสวนสุนันทา ได้รับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง วิชาเอกภาษาไทย ช่วงจังหวะนั้นฉันโชคดีไปสอบบรรจุเป็นข้าราชการครูได้ที่บ้านเกิด และฉันก็สอนหนังสือเลยที่โรงเรียนสระแก้ว ฉันมีลูกศิษย์ที่น่ารักทุกๆ คน และเป็นวัยใกล้เคียงกันในเวลานั้นจึงเป็นเสมือนพี่เสมือนน้อง มีเพื่อนๆ ครูที่น่ารักๆ มากมาย ฉันมีมอเตอร์ไซด์คู่ชีพสีฟ้าตามสีวันเกิดของฉัน ยี่ห้อ Yamaha ที่ซื้อโดยน้ำพักน้ำแรงจากเงินเดือนที่รับข้าราชการครูขับไปสอนหนังสือ จาก ตำบลศาลาลำดวน ปัจจุบันเป็นกลายเป็นอำเภอ ระยะทาง 9 กิโลเมตร ไปกลับทุกๆวันก็ 18 กิโลเมตร เป็นเวลา 2 ปีเต็มๆ กับบรรยากาศสองข้างทางที่มีแต่ธรรมชาติป่าเขาลำเนาไพร และได้กลับมาศึกษาต่อจนจบปริญญาตรีในวิชาเอกศิลปะ และได้นำวิชาความรู้ศิลปศึกษามาสอนที่โรงเรียนสารวิทยา กทม. และศึกษาต่อจนจบปริญญาโท ที่สวนสุนันทาที่เดิม ซึ่งต่อมาได้รับพระราชทานชื่อใหม่เป็น มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ฉันจึงเป็นนักศึกษาที่ศึกษาเล่าเรียนในสถาบันอันมีที่มาอันสูงส่ง…เป็นเวลา 8 ปี ยาวนานมากทีเดียว ฉันจึงมีความผูกพันกับสถานที่แห่งนี้ รวมถึงครูบาอาจารย์ และเพื่อนๆ แม้กระทั่งเจ้าหน้าที่ ลงไปถึงภารโรง ที่มีความรักความเอื้ออาทร ร้อยยิ้มต่อกัน…อีกทั้งฉันยังโชคดีที่ได้เป็นนักเรียนประจำ ซึ่งใช้ตำหนักเก่าของเจ้านายชั้นสูง มาให้นักศึกษาสมัยนั้นพักหลับนอนอาศัย มีเรื่องเล่าชาววัง เล่ากันไม่รู้จากจบบรรยากาศร่มรื่น น่าอยู่หลังเลิกเรียนก็จะมานั่งคุย นั่งเล่นกีตาร์กัน…สนุกสนานตามประสาเด็กนักเรียนหอ…เดินไปเรียนหนังสือแบบสะดวกสบาย ไม่ต้องขึ้นรถเมล์…ปัจจุบันเพื่อนรักของฉันที่เคยอยู่หอพักเดียวกันก็ยังนัดเจอกันในทุกๆ เดือน…ทุกคนควรภูมิใจที่สามารถพูดได้เต็มปากว่า  เราเป็นศิษย์ที่มีครู” “รักและคิดถึงทุกคนนะคะ” ฉันอ่านข้อความที่อาจารย์วีณา…ตอบมาทางไลน์เมื่อวันครู ที่ผ่านมา เนื่องจากฉันกราบบูชาครูศิลปะทางไลน์ในกลุ่มเพื่อนๆ ศิลปะรุ่น 1 ซึ่งอาจารย์วีณา ท่านเป็นหนึ่งที่สอนวิชาศิลปะให้กับพวกฉัน แค่ได้อ่านข้อความจากท่านฉันก็รู้สึกปลื้มสุดๆ แล้ว ทำให้ฉันนึกถึงครูบาอาจารย์ทางสายธรรม ของฉัน หลวงพ่อโสบิน (ท่านละสังขารไปแล้ว) พ่อใหญ่, พ่อเจี๊ยบ, แม่ใหญ่, แม่ชีย่า และทุกๆ องค์ที่เมตตาสั่งสอนฉัน ให้ฉันมีวันนี้ “ฉันจึงเป็นศิษย์ที่มีครู

เมื่อวันที่ 16 มกราคม 2566 ฉันมีโอกาสกลับไปโรงเรียนสารวิทยา ซึ่งฉันยังเป็นหนึ่งในกรรมการของชมรมเพื่อนครู ได้ช่วยเหลือทำกิจกรรมของโรงเรียนบ้างเท่าที่เวลาจะอำนวย เป็นเรื่องแปลกที่ฉันรู้สึกตื่นเต้นจนนอนไม่ค่อยหลับมาหลับเอาใกล้รุ่งสางเมื่อได้ยินเสียงนาฬิกาปลุก เพื่อให้ทันไหว้พระ ไหว้เจ้าที่เจ้าทาง ไหว้ผู้มีคุณาคุณกับโรงเรียนสารวิทยา และทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้ครูบาอาจารย์รุ่นพี่ๆที่ล่วงลับไปแล้ว

…ขณะที่เดินถือธูปเพื่อไปกราบไหว้เจ้าที่เจ้าทาง ซึ่งต้องเดินผ่านสระน้ำที่ฉันเคยพานักเรียนของฉันตอนที่ฉันเป็นครูมานั่งวาดภาพจากธรรมชาติ…ความรู้สึกในยามนั้นมันปรากฏภาพเก่าๆ ย้อนกลับไปให้ฉันคิดถึงลูกศิษย์ลูกหาที่เคยล้อมหน้าล้อมหลัง ครูแจ๋วคะครูแจ๋วขา ครูแจ๋วครับ…ขึ้นมาทันที…แม้วันครูในครั้งนี้ลูกศิษย์ลูกหาของฉันจะมากันไม่ครบ เพราะตรงกับวันทำงาน แต่ก็มีตัวแทนมาให้ฉันได้พอชื่นใจ ลูกศิษย์ของฉันหลายต่อหลายคนก็มีหน้าที่การงานที่ดี…ฉันรู้สึกปลื้ม ว่าครั้งหนึ่งฉันมีอาชีพเป็นครูเพราะครูคือผู้สั่งสอนถ่ายทอดวิชาความรู้ให้แก่ศิษย์ ทุ่มเทแรงใจแรงกาย ไม่น้อยไปกว่าพ่อแม่ผู้ให้กำเนิด ชีวิตของคนๆ หนึ่ง นอกจากพ่อแม่ซึ่งเปรียบเสมือน “ครูคนแรก” แล้วการที่เด็กจะดำเนินและดำรงชีวิตต่อไปในสังคม จำเป็นต้องมีครู และตัวครูก็ต้องมีความรัก ความเมตตา เสียสละ เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ต่อศิษย์ ครูจึงเป็นบุคคลสำคัญยิ่ง…อาจารย์แจ่มจันทร์…ครูภาษาไทยของฉันเขียนไว้ให้ฉันในเขียนเมื่อมีลมหายใจ ๑

ลูกศิษย์ต้องเก่งกว่าครู มิฉะนั้น ชาติไม่เจริญ

ตอนนี้ฉันมีลูกศิษย์ที่ทำให้ฉันมีความสุขและภาคภูมิใจกับคำว่า “ครู” มากมายทีเดียว!

สุชาภา ผลชีวิน