สัปปายะ
เขียน..เมื่อมีลมหายใจ ๒
สัปปายะ
เมื่อสองสามวันที่ผ่านมา ฉันได้รับหนังสือ “สูตรของชีวิตที่ดี” จากพี่สาวที่รักกันมายาวนานและรู้เรื่องราวความเกี่ยวข้องระหว่างเธอ เขาของเธอ ที่ฉันต้องทำหน้าที่! มาตั้งแต่แรกเริ่ม พี่สาวคนนี้เป็นคนคอยสนับสนุน ปกป้องคุ้มครองฉันอยู่เบื้องหลังด้วยการสวดมนต์ แผ่เมตตาให้ฉันปลอดภัยในระหว่างการเดินทางจากตลาดน้ำสี่ภาคพัทยาไปหนองคายเป็นครั้งแรก…ฉันเห็นแค่ชื่อของหนังสือที่พี่สาวส่งมาให้…ฉันเปิดอ่านในทันที “สัปปายะ 7” ทำให้ฉันนึกถึงน้องสาวคนสนิทอีกคนหนึ่งที่ตั้งแต่การระบาดของโควิดเราไม่เคยเจอกันเลยแม้แต่ครั้งเดียวได้แต่ส่งบุญต่อกันอย่างสม่ำเสมอทุกเช้าค่ำ เหมือนเราไม่ได้ห่างกันเลย ทั้งสามีของน้องสาวคนสนิทคนนี้ ปฏิบัติธรรมด้วยกันมาทั้งคู่ ฉันชื่นชม!… สัปปายะ! ทำให้ฉันนึกถึงคำพูดของน้องสาวคนสนิทคนนี้ขึ้นมา “บ้านพี่เป็น สัปปายะ” จะปฏิบัติธรรม จะเขียนหนังสือ หรือจะวาดรูป ทำกิจการใดๆบริเวณของบ้านของพี่เกื้อกูลในทุกๆสิ่งโดยเฉพาะการบำเพ็ญภาวนาให้ได้ผลดี ช่วยให้มีสมาธิ สติตั้งมั่น ไม่เสื่อมถอย…วันนี้ทั้งวันฉันรู้สึกคิดถึงน้องสาวคนสนิทคนนี้แบบไม่เคยเป็นมาก่อน ฉันจึงจับปากกาขึ้นมาเขียนต้นฉบับ “สัปปายะ” ซึ่งแทบไม่อยากเชื่อฉันเขียนได้เพียง 5 บรรทัด… โทรศัพท์ที่วางอยู่ข้างตัวก็ดังขึ้น! ฉันร้องทักน้องสาวคนสนิทคนนี้ด้วยความดีใจเมื่อชื่อปรากฏอยู่บนหน้าจอโทรศัพท์ ฉันรีบบอกถึงเรื่องราวความคิดถึงและเรื่องที่กำลังเขียนต้นฉบับที่เกี่ยวข้องกับน้องอยู่…น้องรับฟังฉันบอกเล่าจนจบ…แล้วน้องก็พูดขึ้นด้วยเสียงราบเรียบ “ยังไงเสียหนูก็ต้องบอกพี่แจ๋ว”…(ความรู้สึกของฉันตอนนั้นเหมือนใจมันไหว)…แม่หนูจากไปแล้วพร้อมทั้งอธิบายถึงเหตุผลในเรื่องทุกเรื่องที่แม่น้องสั่งเอาไว้…น้ำตาฉันไหลแบบไม่มีเหตุผลไม่ได้รู้สึกทุกข์ แต่กลับตื้นตันกับสิ่งที่น้องเล่าเรื่องราวที่แม่น้องสาวคนสนิทคนนี้สั่งไว้ไม่ให้ใครต้องลำบากในยามที่โรคระบาดโควิดยังไม่จางหาย…นี่ถ้าอยู่ด้วยกันฉันคงโอบกอดน้องเอาไว้….ฉันเชื่อเรื่องจิตผูกพัน !ฉันเชื่อว่าเรื่องความสัมพันธ์ที่ผูกติดกันมาไม่รู้กี่ภพกี่ชาติ จิตที่ละเอียดมันรับรู้สื่อสารกันได้จริงๆ แต่ต้องเกิดจากการปฏิบัติธรรมเท่านั้นมันเป็นปัจจัตตัง! ปฏิบัติเองได้เอง…หลังจากที่ฉันวางสายโทรศัพท์…ฉันมองผ่านทะลุม่านหน้าต่าง…ดอกลีลาวดีสีขาวนวลกำลังเบ่งบาน สะบัดพลิ้วไหวด้วยแรงลม นกกาส่งเสียง จิ๊บจ๊าบๆ บรรยากาศเช่นนี้ทำให้ฉันหวนคิดถึงศาลาหลังน้อยริมสระบัว วัดใหญ่คลายคีรี ที่นั่นเป็นสถานที่ที่ประกอบกรรมดี รื่นรมย์ น่าชื่นชม มีน้ำใสไหลเย็น มีดอกบัวหลากหลายเผ่าพันธุ์ ฝูงปลาแหวกว่าย สัตว์น้อยใหญ่เริงร่า ทิวเขาเป็นแนวยาวล้อมรอบสุดลูกหูลูกตา เกื้อกูลต่อชีวิตทั้งกายใจ เหมาะกับการปฏิบัติ ฝึกสมาธิ เพื่อก้าวไปสู่จุดมุ่งหมายปลายทาง…เป็นสัปปายะเพราะที่นั่นเป็นสถานที่ที่มีแต่ความเมตตาและรอยยิ้มของความอบอุ่น ที่สำคัญที่สระบัวนั่นมีเธอ!…

เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ฉันไปหัวหิน เพราะมีภารกิจในวันสำคัญของฉัน ฉันได้ไปกราบสักการะหลวงปู่ทวด,และจุดรวมหัวใจของพระมหากษัตริย์ทั้ง 7 พระองค์ที่อุทยานราชภักดิ์ เพื่อขอพรและไม่ลืมที่จะส่งบุญกุศลและความคิดถึงไปให้เธอ ตอนฉันขับรถผ่าน…เธอส่งสัญญาณกลับมาหาฉัน….

…หัวหินเป็นถิ่นสัญญา จากไปกลับมาผิดหวัง ความหลังยังเวียนวน คลื่นสวาทมันแรง มันแกล้งมาดล ร้อนจนใจสั่นเคยชื่นชู้สู่สวรรค์รักกันมั่น ใจฉันยังปลื้ม มันซาบมันซึม มันปลื้มไม่นาน วิมานทลาย หัวหินเป็นถิ่นสัมพันธ์ ขาดเธอกลับพลันเงียบเหงา มองแสงดาวเรียงราย คลื่นยังคร่ำยังครวญ จันทร์แจ่มยังนวล เย้ายวนไม่วาย คอยชื่นชู้อยู่แลหาย เห็นรอยทราย ใจฉันหวิวหวั่น เคยนั่งชมคลื่น เคยชื่นใจกัน ฉันยังไม่ลืม…
นาคี…ฉันไม่มีวันลืมสัญญาที่ให้ไว้กับเธอ ฉันขอสัญญา!
สุชาภา ผลชีวิน


